เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า การเรียนรู้เชิงรุกที่ว่าเป็นการเรียนที่สมองถูกกระตุ้นให้ตื่นตัวตลอดเวลานั้น หมายถึงทั้งสมองส่วนจิตสำนึก และกลไกส่วนจิตไร้สำนึก
ที่เขียนในตอนที่ ๘ และตอนที่ ๙ นั้น เน้นที่การเรียนที่กระตุ้นสมองส่วนจิตสำนึก
กลไกส่วนไร้สำนึกนั้นเป็นเรื่องของสารเคมี (ฮอร์โมน) และระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งมีทั้งในสมอง และส่วนที่เชื่อมโยงไปทั่วร่างกาย มีปฏิกิริยาต่อกันและกันแบบที่เราไม่รู้ตัว แต่มีผลต่อการเรียนรู้มากอย่างที่เราคาดไม่ถึง
ตัวกระตุ้นการเรียนรู้ส่วนไร้สำนึกคือปฏิสัมพันธ์ และความรัก ทั้งปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นและต่อตัวเอง ทั้งความรักผู้อื่นและรักตัวเอง ศัตรูตัวฉกาจของการเรียนรู้เชิงรุกคือความเครียดเรื้อรัง (chronic stress) ครูจึงต้องมีทักษะสังเกตและค้นพบศิษย์ที่มีความเครียดเรื้อรัง และหาทางปัดเป่า ซึ่งส่วนใหญ่ต้องมีเครือข่ายผู้ปกครอง และกลไกในชุมชนเข้าช่วยเหลือ เพราะมักเป็นเรื่องทางสังคมอารมณ์ในครอบครัว
ที่จริงความเครียดเรื้อรังก่อโทษตั้งแต่เป็นทารกในครรภ์ ความเครียดเรื้อรังของแม่ทำให้สมองและกลไกที่เรียกว่า HPA Axis (hypothalamus – pituitary – adrenal axis) พัฒนาได้ไม่ดี (ดูรายละเอียดที่ https://www.gotoknow.org/posts/575889 และ https://www.gotoknow.org/posts/576122)
เด็กที่มีความเครียดเรื้อรังจากบ้าน แต่ได้รับความรักจากครู ได้รับการยอมรับจากเพื่อน และได้รับการพัฒนาจิตวิทยาเชิงบวก ข้อจำกัดในการเรียนย่อมได้รับการปัดเป่าไปมาก แต่ยังอาจมีนักเรียนบางคนที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษ โรงเรียนควรพัฒนาระบบช่วยเหลือพิเศษนี้ โดยร่วมมือกับนักจิตวิทยาคลินิกที่โรงพยาบาล
ความเครียดรุนแรง (toxic stress) ในนักเรียนบางคนอาจมีสาเหตุจากสภาพแวดล้อมในห้องเรียนหรือโรงเรียนเอง ครูและผู้บริหารโรงเรียนพึงเอาใจใส่เรื่องนี้ เป็นต้นเหตุของการเลิกเรียนกลางคันในเด็กวัยรุ่นจำนวนหนึ่งหรือไม่ เป็นเรื่องที่ควรได้รับความสนใจ และอาจเป็นโจทย์วิจัยเรื่องจิตวิทยาโรงเรียนได้
อย่างไรก็ตาม ห้องเรียนและโรงเรียนที่จัดการเรียนรู้แบบนักเรียนเป็นศูนย์กลาง จัดการเรียนรู้เชิงรุก เน้นเรียนจากการปฏิบัติ ตามด้วยการใคร่ครวญสะท้อนคิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรยากาศ ศิษย์รักครู ครูรักศิษย์ นักเรียนรักกันช่วยเหลือกัน เท่ากับได้เอาใจใส่การเรียนรู้แบบไร้สำนึกไปแล้วในตัว
การเรียนรู้ที่เอาใจใส่การพัฒนาการเรียนรู้ไร้สำนึกนี้ มีส่วนวางพื้นฐานสุขภาวะที่เข้มแข็งให้แก่นักเรียนโดยที่เราไม่รู้ตัว ช่วยลดการเป็นโรค และเพิ่มความสามารถในการเผชิญความเจ็บป่วยได้มาก ดังจะปรากฏในหนังสือแปล ความรัก การแพทย์ และปาฏิหาริย์ ที่จะออกเผยแพร่เร็วๆ นี้
ครูและโรงเรียน ต้องเอาใจใส่การเรียนรู้ส่วนพัฒนาจิตไร้สำนึกนี้ ทั้งของนักเรียน ครู ผู้บริหาร และผู้เกี่ยวข้องทุกคน ตัวผมเองก็กำลังหมั่นเอาใจใส่พัฒนาส่วนนี้ของตนเอง เอาไว้เผชิญความชรา และความตาย
วิจารณ์ พานิช
๑๔ ก.ค. ๖๕