
บทที่ ๔
ปรัชญาอุปนิษัท
THE PHILOSOPHY OF THE UPANISADS
บทนำ-ลักษณะที่เลื่อนไหลและไม่มีขีดจำกัดของคำสอนในอุปนิษัท-นักศึกษาคัมภีร์อุปนิษัทชาวตะวันตก-วันเวลา (ของการเกิดอุปนิษัท)-อุปนิษัทในยุคแรก-นักคิดผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคอุปนิษัท-เปรียบเทียบบทสวดแห่งฤคเวทและคำสอนของอุปนิษัท-การเน้นย้ำด้านเอกนิยมของบทสวด-การยกจุดศูนย์กลางจากปรวิสัยเป็นอัตวิสัย-ทุนิยมของอุปนิษัท-การนำเสนอแนวคิดแบบทุนิยมในเรื่องสังสารวัฎ-การประท้วงโจมตีพาหิรนิยมของศาสนาพระเวท-การอยู่ภายใต้กรอบความรู้ของคัมภีร์พระเวท-ปัญหาหลักของปรัชญาอุปนิษัท-ความจริงขั้นสูงสุด-ธรรมชาติของอาตมันที่แยกไปจากร่างกาย ความฝัน จิตสำนึกและตัวตนเชิงประจักษ์-รูปแบบที่แตกต่างของจิตสำนึก การตื่นรู้ การฝัน การหลับที่ปราศจากการฝัน ความปิติยินดี-อิทธิพลของอุปนิษัทวิเคราะห์ตัวตนในความคิดภายหลัง-ประเด็นเรื่องความจริงจากด้านวัตถุวิสัย-สสาร-ชีวิต จิตสำนึก สติปัญญา อานันทะ-ศังกราจารย์และรามานุชะว่าด้วยสถานะของอานันทะ-พรหมันและอาตมัน-ตัต ตวัม อสิ-ลักษณะเชิงสร้างสรรค์ของพรหมัน-สติปัญญาและญาณหยั่งรู้-พรหมันและโลก-การสร้างโลกและจักรวาล-คำสอนเรื่องมายา-ทัศนะของเดอุสเซนในการทดสอบระดับของความจริง-อุปนิษัทเป็นสรรพเทวนิยมหรือไม่-ตัวตนที่จำกัด-จริยศาสตร์ของอุปนิษัท-ธรรมชาติของอุดมคติ-การยืนยันรับรองเชิงอภิปรัชญาสำหรับทฤษฎีทางจริยศาสตร์-ชีวิตแห่งศีลธรรม-ลักษณะทั่วไปของมัน-พรตนิยม-พุทธินิยม-ชญาณ กรรมะ อุปาสนะ-ศีลธรรมและศาสนา-เหนือความดีและความชั่ว-ศาสนาแห่งอุปนิษัท-รูปแบบศาสนาที่แตกต่างกัน-สภาวะสูงสุดของอิสรภาพ-จำนวนที่คลุมเครือของมันในอุปนิษัท-บาป-ความทุกข์-กฎแห่งกรรม-คุณค่าของกรรม-ปัญหาเกี่ยวกับเสรีภาพ-ชีวิตในโลกหน้าและอมตภาพ-จิตวิทยาของอุปนิษัท-แนวโน้มของ อเวทานตะในอุปนิษัท-ปรัชญาสางขยะ-ปรัชญาโยคะ-ปรัชญานยายะ-ประมาณการทั่วไปของปรัชญาแนวคิดอุปนิษัท-การเปลี่ยนผ่านไปสูยุคมหากาพย์
คัมภีร์อุปนิษัท
(The Upanisad)
คัมภีร์อุปนิษัท (Upanisads) ประกอบขึ้นเป็นส่วนท้ายของพระเวทและเรียกว่าเวทานตะ (Veda-anta) หรือจุดสิ้นสุดของพระเวท (Veda) เกิดเป็นสำนักปรัชญาที่มีชื่อว่าปรัชญาเวทานตะ ซึ่งเป็นนิกายที่แสดงตัวเองว่าพวกเขามีสาระสำคัญของคำสอนในพระเวท ปรัชญาเวทานตะเป็นรากฐานที่ปรัชญาและศาสนาส่วนใหญ่ในอินเดียเหลืออยู่ ''ไม่มีความคิดในศาสนาฮินดูรูปแบบใด ซึ่งรวมถึงศาสนาพุทธนอกจารีต ซึ่งไม่มีรากฐานมาจากปรัชญาอุปนิษัท" ระบบปรัชญาในเวลาต่อมาแสดงความวิตกกังวลที่น่าสงสารที่เอื้ออำนวยต่อหลักคำสอนของพวกเขาตามแนวคิดของคัมภีร์อุปนิษัท แม้ว่าอุปนิษัทจะไม่สามารถเป็นต้นกำเนิดของพวกเขาได้ทั้งหมดก็ตาม การฟื้นคืนจินตนาการสูงส่งในอินเดียทุกครั้งได้สืบเนื่องมาจากบรรพบุรุษคืออุปนิษัท กวีนิพนธ์และแนวคิดจิตนิยมอันสูงส่งของอุปนิษัทยังไม่สูญเสียอำนาจในการขับเคลื่อนและมีอิทธิพลต่อจิตใจของมนุษย์ อุปนิษัทมีบันทึกแรกสุดของการเก็งความจริงของอินเดีย เพลงสวดและคัมภีร์พระเวทเกี่ยวข้องกับศาสนาและการปฏิบัติมากกว่าความคิดของชาวอารยัน เราพบว่าในอุปนิษัทมีความก้าวหน้าของเทพปกรณัมในคัมภีร์สัมหิตา การแยกตัวออกของคัมภีร์ พราหมณะ และแม้แต่เทววิทยาของคัมภีร์อารัณยกะ แม้ว่าจะต้องเผชิญกับขั้นตอนทั้งหมดนี้ก็ตาม ผู้นิพนธ์อุปนิษัทเปลี่ยนอดีตที่พวกผู้รู้พระเวทสร้างสรรค์ และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในศาสนาของพระเวทบ่งบอกถึงความกล้าหาญของหัวใจที่มุ่งไปเพื่ออิสรภาพเท่านั้น จุดมุ่งหมายของอุปนิษัทไม่ได้มากไปกว่าการบรรลุความจริงเชิงปรัชญาแต่เพียงเพื่อนำสันติสุขและเสรีภาพมาสู่จิตวิญญาณมนุษย์ที่วิตกกังวล การแก้ปัญหาเบื้องต้นของคำถามเชิงอภิปรัชญาถูกนำเสนอในรูปแบบของการเสวนาและการอภิปราย แม้ว่าอุปนิษัทจะเป็นเพียงการหลั่งไหลหรือการปลดปล่อยบทกวีของจิตใจที่มีอารมณ์ทางปรัชญาเมื่อเผชิญกับข้อเท็จจริงของชีวิต อุปนิษัทแสดงความกระสับกระส่ายและการดิ้นรนของจิตใจมนุษย์เพื่อเข้าใจธรรมชาติที่แท้จริงของสัจธรรม ไม่ใช่ปรัชญาเชิงระบบ หรือการสร้างสรรค์ของผู้เขียนเพียงคนเดียว หรือแม้แต่ในยุคเดียวกัน ปรัชญาเหล่านี้มีหลายอย่างที่ไม่สอดคล้องและไม่สัมพันธ์กับหลักวิทยาศาสตร์ แต่ถ้าเป็นแค่นั้น เราก็ไม่สามารถพิสูจน์การศึกษาคัมภีร์อุปนิษัทได้ อุปนิษัทกำหนดแนวความคิดพื้นฐานที่ฟังดูดีและน่าพอใจ และสิ่งเหล่านี้เป็นวิธีการซึ่งข้อผิดพลาดของพวกเขาเอง ซึ่งสามารถแก้ไขได้ด้วยการเน้นย้ำเฉพาะในปรัชญาที่ผิด ๆ แม้จะมีความหลากหลายของงานเขียนและระยะเวลาที่ครอบคลุมโดยองค์ประกอบของบทนิพนธ์กึ่งกวีและกึ่งปรัชญาเหล่านี้ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่เป็นหนึ่งเดียว ความรู้สึกที่สดใสของความเป็นจริงทางจิตวิญญาณในตัวคัมภีร์ทั้งหมด ซึ่งกลายเป็นปรัชญาที่ชัดเจนและแจ่มแจ้งในขณะที่เราลงมาสู่กระแสของเวลา สิ่งเหล่านี้เปิดเผยให้เราทราบถึงความมั่งคั่งของจิตใจทางศาสนาที่ใคร่ครวญในสมัยนั้น ในมิติของปรัชญาแบบอัชฌัชติกญาณ ความสำเร็จของปรัชญาอุปนิษัทเป็นสิ่งที่น่าพิจารณา ไม่มีสิ่งใดที่อยู่ข้างหน้าอุปนิษัทสำหรับข้ามผ่านและอำนาจ สำหรับการชี้นำและความพึงพอใจ ที่จะสามารถเทียบได้กับอุปนิษัท ปรัชญาและศาสนาของอุปนิษัททำให้นักคิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและจิตวิญญาณฝ่ายจิตนิยมพึงพอใจ เราไม่เห็นด้วยกับการประมาณการของกอธ (Gough) ที่ว่า "มีเพียงเล็กน้อยที่เป็นเรื่องทางจิตวิญญาณในอุปนิษัทนี้ทั้งหมด" หรือ "ความคิดทางปัญญาที่ว่างเปล่านี้ ซึ่งปราศจากความมีจิตวิญญาณ เป็นรูปแบบสูงสุดที่จิตใจของนักคิดชาวอินเดียสามารถทำได้" ศาสตราจารย์ เจ. เอส. แมคเคนซี (J.S. Mackenzie) ผู้มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้กล่าวว่า "ความพยายามที่ก้าวหน้าที่สุดในการอธิบายทฤษฎีเชิงสร้างสรรค์ของจักรวาล และแน่นอนว่าหนึ่งในสิ่งที่น่าสนใจและน่าทึ่งที่สุดคือสิ่งที่อธิบายไว้ในคัมภีร์อุปนิษัท"
THE TEACHING OF THE UPANISADS
คำสอนของปรัชญาอุปนิษัท
ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะตัดสินใจว่าคัมภีร์อุปนิษัทสอนอะไร นักศึกษาอุปนิษัทยุคใหม่อ่านโดยพิจารณาจากทฤษฎีสมมติฐานอย่างนี้หรืออย่างนั้น มนุษย์คุ้นเคยกับการเชื่อในวิจารณญาณของตนเองน้อยมากจนต้องอาศัยอำนาจและขนบธรรมเนียมประเพณี แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นเครื่องนำทางที่ปลอดภัยเพียงพอสำหรับความประพฤติและชีวิต แต่ความจริงก็ต้องการความเข้าใจและวิจารณญาณเช่นกัน ทุกวันนี้ ความเห็นจำนวนมากโน้มเอียงไปตามทัศนะของศังกราจารย์ ซึ่งในคัมภีร์อรรถกถาของอุปนิษัท ภควัทคีตา และพระเวทานตสูตร ได้อธิบายระบบอภิปรัชญาอไทวตะชั้นสูง อีกประการหนึ่งก็เข้มข้นพอ ๆ กันที่ศังกราจารย์ไม่ได้กล่าวคำสุดท้ายในเรื่องนี้ และปรัชญาของความรักและความจงรักภักดีเป็นผลพวงที่สมเหตุสมผลในคำสอนของอุปนิษัท อรรถกถาจารย์ผู้อธิบายคัมภีร์ต่าง ๆ เริ่มต้นด้วยความเชื่อเฉพาะ ขับเน้นทัศนะของตนที่มีต่ออุปนิษัท และทำให้ภาษาของตนเคร่งเครียดเพื่อให้สอดคล้องกับหลักคำสอนพิเศษของตนเอง เมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้น ทุกสำนักปรัชญาก็หันไปหาอุปนิษัท ต้องขอบคุณความมืดมนและความสมบูรณ์ ความลึกลับ และคุณภาพในการชี้นำของอุปนิษัท นักตีความคัมภีร์จึงสามารถใช้อุปนิษัทเหล่านี้เพื่อผลประโยชน์ของศาสนาและปรัชญาของตนเองได้ อุปนิษัทไม่ได้ตั้งทฤษฎีหรือแบบแผนทางเทววิทยาแบบคัมภีร์ที่จะเสนอ อุปนิษัทบอกใบ้ถึงความจริงในชีวิต แต่ยังไม่ใช่ในวิทยาศาสตร์หรือปรัชญา ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับความจริงของอุปนิษัทมีมากมาย การคาดเดาที่เชื่อในพระเจ้าต่างกันจนเกือบทุกคนอาจแสวงหาในสิ่งที่เขาต้องการและค้นหาในสิ่งที่เขาแสวงหา และสำนักปรัชญาแห่งหลักคำสอนทุกแห่งอาจแสดงความยินดีกับการค้นพบหลักคำสอนของตนเองในคำพูดของอุปนิษัท. ในประวัติศาสตร์ของความคิด มักเกิดขึ้นที่ปรัชญาตกเป็นเหยื่อของการตีความตามประเพณีที่จัดตั้งขึ้นตั้งแต่แรกเริ่ม และหลังจากนั้นได้ขัดขวางไม่ให้นักวิจารณ์และผู้แสดงความเห็นวางมันไว้ในมุมมองที่ถูกต้อง ระบบของอุปนิษัทไม่ได้รอดพ้นชะตากรรมนี้ นักตีความชาวตะวันตกได้ปฏิบัติตามนี้หรือผู้วิจารณ์นั้น กอธ (Gouth) ปฏิบัติตามการตีความของศังกราจารย์ ในคำนำของปรัชญาอุปนิษัท เขาเขียนว่า: "อรรถกถาจารย์ของปรัชญาอุปนิษัทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือศังกระ (Samkara) หรือศังกราจารย์ คำสอนของศังกราจารย์เองเป็นธรรมชาติและการตีความที่ถูกต้องตามกฎเกณฑ์แบบแผนของปรัชญาอุปนิษัท" แมกซ์ มึลเลอร์ (Max Muller) มีจุดยืนเดียวกัน “เราต้องจำไว้ว่ามุมมองดั้งเดิมของพระเวทไม่ใช่สิ่งที่เราควรเรียกว่าวิวัฒนาการ แต่เป็นภาพลวงตา วิวัฒนาการของพรหมัน (Brahman) หรือปริณามะ (Parinama) นั้นต่างจากเดิม มายาภาพหรือวิวารตะ (vivarta) เป็นเวทานตะ (Vedanta) ดั้งเดิม ถ้าจะเปรียบเปรยว่า โลกตามหลักศาสนาของเวทานตะไม่ได้มาจากพรหมันในฐานะต้นไม้ที่มาจากเมล็ด แต่ในฐานะเป็นมายาจากแสงอาทิตย์” เดอุสเซน (Deussen) ก็ยอมรับในทัศนะเดียวกัน เราจะพยายามสืบหาความหมายว่า ผู้แต่งคัมภีร์อุปนิษัท (Upanisads) ตั้งใจและไม่ใช่สิ่งที่อรรถกถาจารย์ในภายหลังนำมาเพิ่มเติมกับอุปนิษัท แบบหลังให้แนวคิดที่ใกล้ชิดโดยประมาณว่าอุปนิษัทจะถูกตีความในเวลาต่อมาอย่างไร แต่ไม่จำเป็นต้องมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับการสังเคราะห์ทางปรัชญาที่ผู้แสวงหาในสมัยโบราณมี แต่ปัญหาคือแนวคิดของอุปนิษัทคล้องจองกันหรือไม่ ทั้งหมดนี้ สามารถสืบย้อนไปถึงหลักการที่เป็นที่ยอมรับเกี่ยวกับการสร้างโลกโดยทั่วไปหรือไม่? เราไม่กล้าที่จะตอบคำถามนี้ในการยืนยัน งานเขียนเหล่านี้มีแนวคิดที่สลับซับซ้อนมากเกินไป ความหมายที่เป็นไปได้มากเกินไป เต็มไปด้วยความเพ้อฝันและการคาดเดา ซึ่งเราสามารถเข้าใจได้อย่างง่ายดายว่าระบบต่างๆ สามารถดึงแรงบันดาลใจจากแหล่งเดียวกันได้อย่างไร อุปนิษัทไม่มีการสังเคราะห์เชิงปรัชญาใด ๆ เช่นนี้ ระบบปรัชญาของอริสโตเติล (Aristotle) หรือค้านท์ (Kant) หรือศังกราจารย์ (Samkara) พวกเขามีความคงเส้นคงวาของอัชฌัตติกญาณมากกว่าการใช้ตรรกะ และมีแนวคิดพื้นฐานบางอย่างที่กล่าวได้ว่า ก่อให้เกิดร่างแรกของระบบปรัชญา จากแนวคิดเหล่านี้ อาจพัฒนาหลักคำสอนที่สอดคล้องกันและสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม เป็นการยากที่จะมั่นใจว่าการสร้างองค์ประกอบที่ไม่รู้ว่าวิธีการหรือการจัดวางเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เนื่องมาจากความไม่ชัดเจนของข้อความหลายตอน ทว่าด้วยอุดมการณ์ที่สูงกว่าของการแสดงออกทางปรัชญา เราจะพิจารณาแนวคิดอุปนิษัทเกี่ยวกับจักรวาลและสถานะของมนุษย์ในนั้น
NUMBER AND DATE OF THE UPANISADS
จำนวนและวันเวลาของคัมภีร์อุปนิษัท
โดยทั่วไปแล้วคัมภีร์อุปนิษัทจะมีจำนวน 108 คัมภีร์ โดยมีประมาณสิบคัมภีร์ที่เป็นคัมภีร์หลัก ซึ่งศังกราจารย์ได้แสดงความเห็นว่า คัมภีร์เหล่านี้เก่าแก่และมีศักดิ์สิทธิ์มากที่สุด เราไม่สามารถกำหนดวันที่แน่นอนให้กับคัมภีร์เหล่านี้ได้ คัมภีร์อุปนิษัทที่เก่าแก่ที่สุดมีมาก่อนพระพุทธศาสนาอย่างแน่นอนและคัมภีร์อุปนิษัทบางส่วนแต่งขึ้นหลังพระพุทธเจ้า มีแนวโน้มว่าพวกพราหมณ์จะแต่งขึ้นระหว่างช่วงที่เสร็จสมบูรณ์ของบทสวดในคัมภีร์พระเวทและการเจริญเติบโตของพระพุทธศาสนา (ศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสต์ศักราช) วันเวลาที่ยอมรับกันสำหรับยุคต้นของอุปนิษัทคือ 1,000 ปีก่อนคริสตกาล ถึง 300 ปีก่อนคริสตกาล อุปนิษัทบางส่วนแต่งขึ้นในภายหลัง ซึ่งศังกราจารย์ได้แสดงความเห็นว่าเกิดหลังพุทธกาล และอยู่ในประมาณ 400 หรือ 300 ปีก่อนคริสตกาล อุปนิษัทที่เก่าแก่ที่สุดเป็นร้อยแก้ว คัมภีร์เหล่านี้ไม่แบ่งแยก เช่น ไอตาเรยะ (Aitareya) เกาษีตะกี (Kuasitaki) ไตตริริยะ (Taitririya) ฉานโทคะยะ (Chandogya) พฤหฑารัณยะกะ (Brhdaranyaka) และบางส่วนของเกนะอุปนิษัท (Kena) เป็นคัมภีร์แรกๆ ในขณะบทที่ 1-13 ของเกนะอุปนิษัทและบทที่ 8-21 ของพฤหฑารัณยะกะ (Brhadaranyaka) สร้างการเปลี่ยนแปลงไปสู่อุปนิษัทแม่แบบและอาจถูกวางลงเพิ่มเติมในภายหลัง ต่อมาภายหลังกโฏปนิษัท (Kathopnisad) ก็ยังคงอยู่ เราพบว่าในอุปนิษัทนั้นมีองค์ประกอบของระบบปรัชญาสางขยะและโยคะ นอกจากนี้ยังอ้างคำพูดจากคัมภีร์อุปนิษัทอื่นและภควัทคีตา มัณฑูคยะ (Mandukya) เป็นอุปนิษัทล่าสุดของอุปนิษัทยุคแรกสุด คัมภีร์อาถรรพเวทอุปนิษัท (Atharva-Veda Upanisads) ก็มีการเติบโตในภายหลัง ไมตรยานี อุปนิษัท (Maitrayani Upanisad) มีองค์ประกอบของทั้งระบบปรัชญาสางขยะและโยคะ เศวตษวตระ (Svetasvatara) แต่งขึ้นในช่วงเวลาที่ทฤษฎีทางปรัชญาหลายอย่างกำลังฟักตัว แสดงให้เห็นในหลายตอนถึงความคุ้นเคยกับข้อกำหนดทางเทคนิคของระบบดั้งเดิมและกล่าวถึงหลักคำสอนที่โดดเด่นหลายข้อ ดูมีท่าทีสนใจที่จะนำเสนอความสอดคล้องกับพระเวท สางขยะ และโยคะ มีการเก็งความจริงทางอภิปรัชญาที่บริสุทธิ์มากขึ้นในคัมภีร์อุปนิษัทร้อยแก้วในยุคแรก ในขณะที่ยุคต่อมามีการบูชาและการอุทิศตนทางศาสนามากกว่า ในการนำเสนอปรัชญาของอุปนิษัท เราจะใช้จุดยืนของเราเป็นหลักในปรัชญายุคก่อนพุทธกาล และเสริมสร้างทัศนะของเราที่มาจากแนวคิดเหล่านี้โดยยุคหลังพุทธกาล อุปนิษัทหลักสำหรับการศึกษาวิเคราะห์ของเราคือ ฉานโฑคยะ (Chandogya) และพฤหฑารัณยะกะ (Brhadaranyaka) ไตรติริยะ (Taittiriya) และไอตาเรยะ (Aitareya) เกาษีตะกี (Kausitaki) และเกนะ (Kena) อีษา (Isa) และมัณฑูกะยะ (Mandukya) ต่อไป
THE THINKERS OF THE UPANISADS
นักคิดของปรัชญาอุปนิษัท
น่าเสียดายที่เรารู้จักชีวิตนักคิดผู้ยิ่งใหญ่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ผู้ซึ่งสะท้อนภาพในคัมภีร์อุปนิษัท พวกเขาอายที่จะมีชื่อเสียงส่วนตัวและกังวลมากในการเผยแพร่ความจริงจนพวกเขาได้ให้กำเนิดความคิดเกี่ยวกับเทพเจ้าและวีรบุรุษผู้มีเกียรติแห่งยุคเวท ประชาบดี (Prajapati) และอินทระ (Indra) นารทะ (Narada) และสุนัฏกุมาร (Sunatkumara) ในฐานะนักวิภาษวิธี เมื่อประวัติศาสตร์ของนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคอุปนิษัทพร้อมผลงานอันยิ่งใหญ่ถูกเขียนขึ้น หากเราละเว้นบุคคลในตำนาน รายชื่อต่อไปนี้จะโดดเด่น เช่น มหีทาสะ ไอตาเรยะ (Mahidasa Aitareya) ไรกวะ (Raikva) ศานฏิลยะ (Sandilya) สัตยะกามะ ฌาพละ (Satyakama Jabala) ไจวาลี (Jaivali) อุททาลยะ (Uddalaka) เศวตเกตุ (Svetaketu) ภารทวาชะ (Bharadvaja) กากญายณะ (Gargyayana) ประฏารธาณะ (Pratardana) พาลกี (Balaki) อชาตศัตรู (Ajatasatru) วรุณะ (Varuna) ยัชณะวัลกยะ (Yajnavalkya) การกี (Gargi) และไมเตรยี (Maitreyi)
THE HYMNS OF THE RG-VEDA AND THE UPANISADS
บทสวดของคัมภีร์ฤคเวทและอุปนิษัท
เนื่องจากเนื้อหามีลักษณะเฉพาะที่โดดเด่น อุปนิษัทจึงถือเป็นวรรณกรรมประเภทหนึ่งที่ไม่ขึ้นกับบทสวดในพระเวทและคัมภีร์พราหมณะ ศรัทธาที่เรียบง่ายในเทพเจ้าของเพลงสรรเสริญนั้น ดังที่เราเห็น ถูกแทนที่โดยลัทธิบูชาเทวทูตของคัมภีร์พราหมณะ นักคิดอุปนิษัทรู้สึกว่าศรัทธาที่สิ้นสุดในโบสถ์ไม่เพียงพอ พวกเขาพยายามสร้างศีลธรรมให้กับศาสนาของพระเวทโดยไม่รบกวนรูปแบบ ความก้าวหน้าของคัมภีร์อุปนิษัทในพระเวทประกอบด้วยการเน้นที่ข้อเสนอแนะเชิงเดี่ยวของบทสวดของพระเวท การเปลี่ยนศูนย์กลางจากโลกภายนอกสู่โลกภายใน การต่อต้านการปฏิบัตินอกรีตของคัมภีร์พระเวท และความเฉยเมยต่อความศักดิ์สิทธิ์ของพระเวท ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายของการอุทิศตนต่อคัมภีร์พระเวท
หลักการบางอย่างของความสามัคคีและความเข้าใจก็ยืนยันตัวเอง ในบทสวดบางบท ได้กำหนดแนวคิดเรื่องอำนาจกลางเพียงเรื่องเดียว พวกอุปนิษัทดำเนินตามแนวโน้มนี้ พวกเขารับรู้เพียงวิญญาณผู้มีอำนาจสูงสุด ไม่มีที่สิ้นสุด นิรันดร์ เข้าใจยาก มีอยู่ในตัวเท่านั้น ผู้สร้าง ผู้พิทักษ์ และผู้ทำลายโลก พระองค์ทรงเป็นแสงสว่าง พระเจ้า และชีวิตของจักรวาล หนึ่งเดียวไม่มีสอง และเป็นวัตถุแห่งการบูชาและการเคารพบูชาเพียงผู้เดียว เทพเจ้าครึ่งหนึ่งของพระเวทตายแล้วและพระเจ้าที่แท้จริงมาถึง “มีพระเจ้ากี่องค์จริงๆ โอ ! ยัจญาวัลกยะ” "มีเพียงหนึ่งเดียว" ท่านกล่าว “บัดนี้จงตอบคำถามเพิ่มเติมแก่เรา อัคนี (Agni) วายุ (Vayu) อาทิตยะ (Aditya) กาล (Kala) ซึ่งก็คือลมปราณ (Prana) อันนา(Anna) หรืออาหาร พระพรหม (Brahma) พระรุทระ (Rudra) พระวิษณุ (Vishnu) ดังนั้นจงใคร่ครวญพระองค์บ้าง พูดกับเทพอีกพระองค์หนึ่งว่า พระองค์ใดดีที่สุดสำหรับพวกเรา” แล้วพระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า : เทพเหล่านี้เป็นเพียงการสำแดงใหญ่ของพรหมผู้ไม่มีตัวตน ผู้สูงสุด เป็นอมตะ แท้จริงแล้ว พรหมเป็นอย่างนี้เอง และมนุษย์อาจจะใคร่ครวญ สักการะ หรือละทิ้งเทพเจ้าที่สำแดงปรากฏให้เห็นก็ได้ " อนันต์ที่มองเห็นได้ (ปรวิสัย) และอนันต์ที่มองไม่เห็น (อัตตวิสัย) ถูกนำขึ้นสู่ทั้งมวลแห่งจิตวิญญาณ
แนวความคิดเกี่ยวกับพระเจ้าหลายองค์หยั่งรากลึกเกินไปในจิตสำนึกของอินเดียที่จะถูกโค่นล้มได้ง่าย เทพหลายองค์ตกอยู่ใต้อำนาจของพระเจ้าองค์เดียว หากไม่มีพรหมัน อัคนีก็ไม่สามารถเผาใบหญ้าได้ วายุก็เป่าฟางไม่ได้ "เพราะกลัวพระองค์ ไฟก็แผดเผา เพราะกลัวพระองค์ พระอาทิตย์ส่องแสง และเพราะกลัวพระองค์ ลม เมฆและความตายก็เข้าประจำตำแหน่ง" บางครั้งเทพหลายองค์ก็ถูกทำให้เป็นองค์เดียวกัน คฤหบดีทั้ง ๕ นำโดยอุททายากะ เข้าเฝ้าพระเจ้าอัสวาปาติ ถามพวกเขาทีละคนว่า ตนใคร่ครวญถึงใคร ? คนแรกตอบว่าสวรรค์ คนที่สองตอบว่า ดวงอาทิตย์; คนที่สามตอบว่า สายลม ; คนที่สี่ตอบว่า อากาศ ; คนที่ห้าตอบว่า น้ำ ; และพระราชาก็ตอบว่าแต่ละคนบูชาความจริงเพียงบางส่วนเท่านั้น สวรรค์เป็นศีรษะ มีพระอาทิตย์เป็นดวงตา มีสายลมเป็นลมปราณ มีลำต้นเป็นอากาศ มีน้ำเป็นกระเพาะปัสสาวะ และมีดินเป็นเท้าของความเป็นจริงเป็นกลาง ซึ่งถูกมองว่าเป็นวิญญาณแห่งโลก การประนีประนอมระหว่างความเชื่อทางปรัชญาของคนจำนวนน้อยและความเชื่อทางไสยศาสตร์ของฝูงชนเป็นเพียงการประนีประนอมที่เป็นไปได้ เราไม่สามารถยกเลิกรูปแบบเก่าได้ เพราะจะเป็นการเพิกเฉยต่อธรรมชาติพื้นฐานของมนุษยชาติ เช่นเดียวกับความแตกต่างของสิทธิในสภาวะทางศีลธรรมและทางปัญญาของผู้เชื่อที่ไม่สามารถบรรลุปัญญาสูงสุดได้ในทันที อีกปัจจัยหนึ่งยังกำหนดเจตคติของอุปนิษัทด้วย เป้าหมายของปรัชญาอุปนิษัทไม่ใช่วิทยาศาสตร์หรือปรัชญา แต่เป็นการใช้ชีวิตอย่างถูกต้อง พวกเขาปรารถนาที่จะปลดปล่อยวิญญาณจากรอยย่นของเนื้อหนัง เพื่อจิตวิญญาณจะได้อยู่ร่วมกับพระเจ้า วินัยทางปัญญาเป็นส่วนเสริมของความศักดิ์สิทธิ์ของชีวิต นอกจากนี้ยังมีความรู้สึกเคารพในอดีต ผู้หยั่งรู้พระเวทเป็นยุคสมัยโบราณของความทรงจำที่ได้รับพร ซึ่งหลักคำสอนที่ไม่ควรโจมตี ด้วยวิธีนี้ นักปรัชญาอุปนิษัทจึงพยายามเสาะหาปรัชญาในอุดมคติที่กำลังเติบโตด้วยคำสอนทางเทววิทยาที่ตกลงกันไว้
แหล่งที่มาของการหยั่งรู้ทางจิตวิญญาณของมนุษย์มีอยู่สองประการ: ปรวิสัย (Objective) และอัตวิสัย (Subjective) – สิ่งมหัศจรรย์ของโลก และความเครียดของจิตวิญญาณมนุษย์ ในพระเวท ระเบียบที่กว้างใหญ่และการเคลื่อนไหวของธรรมชาติดึงดูดความสนใจ เทพเจ้าของอุปนิษัทเป็นตัวแทนของพลังแห่งจักรวาล ในคัมภีร์อุปนิษัท เรากลับไปสำรวจส่วนลึกของโลกภายใน “อัตถิภาวะแห่งตัวตนได้เจาะช่องประสาทสัมผัสให้หันออกไปภายนอก ดังนั้นมนุษย์จึงมองออกไปภายนอก ไม่ได้มองเข้าไปในตัวเขาเอง แต่ปราชญ์บางคนหลับตาและปรารถนาความเป็นอมตะ กลับเห็นตัวตนที่ซ่อนอยู่” จากข้อเท็จจริงทางกายภาพภายนอก สมาธิช่วยยกขึ้นสู่ตัวตนที่เป็นอมตะภายในซึ่งอยู่ที่เบื้องหลังของจิตใจ อย่างที่มันเป็นอยู่ เราต้องไม่แหงนมองท้องฟ้าเพื่อรับแสงจ้า ไฟอันรุ่งโรจน์อยู่ภายในจิตวิญญาณ จิตวิญญาณของมนุษย์เป็นรูกุญแจสู่ภูมิทัศน์ของจักรวาลทั้งมวล มีอากาศ (Akasa) อยู่ภายในหัวใจ ทะเลสาบที่ใสกระจ่างซึ่งสะท้อนความจริง ทัศนคติที่เปลี่ยนไปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามมา ไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่าเทพเจ้า แต่เป็นพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ที่แท้จริง อาตมัน (Atman) จะต้องได้รับการบูชา สถานที่ประทับของพระเจ้าคือหัวใจของมนุษย์ “พฺรหฺมณะ โกโศ สิ (Brahmanah koso’si)” ท่านเป็นฝักของพระพรหม (Thou art the sheath of Brahman) “การบูชาเทพองค์อื่นของผู้ใดก็ตามในอาการที่เขาเป็นอีกผู้หนึ่ง คนอื่นที่ “เราเป็น” ไม่รู้ด้วย” ตัวตนอมตะภายในและพลังจักรวาลอันยิ่งใหญ่เป็นหนึ่งเดียวกันและเป็นอย่างเดียวกัน พรหมันคืออาตมัน และอาตมันก็คือพรหมัน อำนาจสูงสุดอย่างหนึ่งซึ่งทุกสิ่งได้บังเกิดเป็นหนึ่งเดียวที่มีตัวตนที่ลึกที่สุดในใจของแต่ละคน นักปรัชญาอุปนิษัทไม่ยึดถือทฤษฎีแห่งพระกรุณาคุณเช่นเดียวกับจิตวิญญาณในพระเวท เราไม่วิงวอนต่อเทพเจ้าแห่งพระเวทซึ่งเป็นที่มาของความมั่งคั่งทางวัตถุ เพื่อเพิ่มความสุข แต่มีเพียงคำอธิษฐานเพื่อการปลดปล่อยจากความเศร้าโศก
การเน้นที่ความเศร้าโศกบางครั้งถูกตีความว่าบ่งชี้ถึงการมองโลกในแง่ร้ายที่เป็นส่วนหนึ่งของฤษีอินเดีย มันไม่เป็นเช่นนั้น ศาสนาของพระเวทนั้นน่ายินดีมากกว่าอย่างแน่นอน แต่มันเป็นศาสนารูปแบบที่ต่ำกว่า ที่ซึ่งความคิดไม่เคยแทรกซึมอยู่ใต้เปลือกของสิ่งทั้งหลาย เป็นศาสนาที่แสดงความสุขของมนุษย์ในการอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยความน่าพึงพอใจ เหล่าทวยเทพถูกเกรงกลัวและไว้วางใจ ชีวิตบนโลกนี้เรียบง่ายและอ่อนวัยอย่างหวานชื่น ความปรารถนาทางจิตใจของจิตวิญญาณตำหนิความเบิกบานใจและกระตุ้นการไตร่ตรองถึงเป้าหมายของการดำรงอยู่ของมนุษย์ ความไม่พอใจกับความเป็นจริงเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นของการเปลี่ยนแปลงทางศีลธรรมและการเกิดใหม่ทางวิญญาณทุกครั้ง การมองโลกในแง่ร้ายของอุปนิษัทเป็นเงื่อนไขของปรัชญาทั้งหมด ความไม่พอใจมีชัยเพื่อให้มนุษย์สามารถหลบหนีจากมันได้ หากไม่มีทางหนี หากไม่มีการแสวงหาการปลดปล่อย ความไม่พอใจก็เป็นเรื่องซุกซน การมองโลกในแง่ร้ายของนักปรัชญาอุปนิษัทไม่ได้พัฒนาจนสามารถระงับความพยายามทั้งหมดและก่อให้เกิดความเฉื่อยได้ มีศรัทธาในชีวิตมากพอจะสนับสนุนการค้นหาความจริงทั้งหมดอย่างแท้จริง ในคำพูดของบาธ (Barth) : "ปรัชญาอุปนิษัทมีสัญชาตญาณแห่งความกล้าหาญเก็งความจริงมากกว่าความรู้สึกทุกข์และความเหนื่อยหน่าย" "ภายในขอบเขตของอุปนิษัท มีการอ้างอิงที่ชัดเจนถึงความทุกข์ยากของชีวิตที่ติดอยู่ในวงจรแห่งความตายและการเกิดที่ไม่หยุดยั้ง และผู้ประพันธ์คัมภีร์ก็รอดพ้นจากการมองโลกในแง่ร้ายด้วยความสุขที่พวกเขารู้สึกกับข้อความแห่งการไถ่บาปที่พวกเขาประกาศ" การสร้างรูปแบบของทฤษฎีวัฏฏะสงสาร (Samsara) หรือการเกิดใหม่ไม่ได้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าปรัชญาอุปนิษัทมองโลกในแง่ร้าย ชีวิตบนแผ่นดินเป็นขั้นตอนแห่งความสมบูรณ์ทางจิตวิญญาณ มันเป็นเวลาสำหรับการเตรียมจิตวิญญาณเพื่อความเป็นอมตภาพ ชีวิตไม่ใช่ความเพ้อฝันอันว่างเปล่า และโลกไม่ใช่ภาวะสับสนแห่งจิตวิญญาณ ในรุ่นต่อมาของการเกิดใหม่ในปรัชญาแนวคิดอินเดีย เราพลาดอุดมคติอันสูงส่งนี้ และการเกิดก็เป็นผลมาจากความผิดพลาดของจิตวิญญาณและวัฏฏสงสารก็เป็นโซ่ตรวนที่ลากยาว
ขั้นตอนของชีวิตถูกนำเสนอโดยคัมภีร์พราหมณะ ศาสนาที่เรียบง่ายของบทสวดแห่งพระเวทเป็นพิธีกรรมหนึ่งของการบูชายัญ ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับกับเหล่าทวยเทพเป็นเรื่องกลไก ที่เรียกร้องการให้และรับ กำไรและขาดทุน การฟื้นคืนจิตวิญญาณเป็นความต้องการของยุคที่หมกมุ่นอยู่กับพิธีกรรม ในคัมภีร์อุปนิษัท เราพบการหวนคืนสู่น้ำพุที่สดชื่นแห่งชีวิตทางจิตวิญญาณ พวกเขาประกาศว่าจิตวิญญาณจะไม่ได้รับความรอดจากการเสียสละ จะได้รับโดยชีวิตทางศาสนาที่แท้จริงเท่านั้นโดยอิงจากการหยั่งรู้ถึงหัวใจของจักรวาล ความสมบูรณ์แบบอยู่ที่ภายในและจิตวิญญาณ ไม่ใช่ภายนอกและเป็นระบบกลไก เราไม่สามารถทำให้มนุษย์สะอาดได้ด้วยการซักเสื้อของเขา การมีสติสัมปชัญญะในตัวตนของจิตวิญญาณของตนเองกับจิตวิญญาณทั้งมวล (All-soul) ที่ยิ่งใหญ่คือแก่นแท้ของชีวิตทางจิตวิญญาณอย่างแท้จริง ความไร้ประโยชน์ของพิธีกรรม ความไร้ประโยชน์ของเครื่องบูชาที่เป็นหนทางสู่ความรอดถูกดึงออกมา พระเจ้าจะต้องได้รับเกียรติจากการบูชาทางวิญญาณ และไม่ใช่พิธีกรรมภายนอก เราไม่สามารถช่วยตัวเองให้รอดได้ด้วยการสรรเสริญพระเจ้า เราไม่สามารถทำให้พระองค์ประทับใจด้วยการเสียสละ ผู้ประพันธ์อุปนิษัทมีความเข้าใจเพียงพอเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ที่จะรู้ว่าการประท้วงของพวกเขาจะไม่เกิดผลหากควรจะเรียกร้องให้มีการปฏิวัติในสิ่งต่างๆ ดังนั้นพวกเขาจึงขอเพียงการเปลี่ยนแปลงในจิตวิญญาณ ปรัชญาอุปนิษัทตีความการบูชาบวงสรวงใหม่และเปรียบเปรยพวกเขา ในบางข้อความเราถูกขอให้เพ่งจิตเกี่ยวกับการบูชาด้วยม้า การพยายามเพ่งจิตนี้ช่วยให้เราเข้าใจความหมายของการบูชายัญ และกล่าวกันว่ามีค่าพอๆ กับการบูชายัญ โดยให้คำอธิบายอย่างละเอียดเกี่ยวกับชนิดของไม้กระดาน ลักษณะของไม้ ฯลฯ อุปนิษัทแสดงว่าไม่เฉยเมยต่อศาสนาแบบบูชาสังเวย ในขณะที่ยึดมั่นในแบบฟอร์มพวกเขาพยายามปรับแต่ง พวกเขากล่าวว่าการเสียสละทั้งหมดมีขึ้นเพื่อตระหนักถึงตัวตนของมนุษย์ ชีวิตตัวเองคือการเสียสละ “เครื่องสังเวยที่แท้จริงคือมนุษย์ ยี่สิบสี่ปีแรกของเขาเป็นเครื่องบูชาในยามเช้า… ด้วยความหิวโหย ในความปั่นป่วน ในการละเว้นจากความเพลิดเพลิน ในการกินและดื่มและในความสุขของเขา เขาถือเทศกาลศักดิ์สิทธิ์ และ ในเสียงหัวเราะและงานเลี้ยงและแต่งงาน เขาร้องเพลงสรรเสริญ ความมีวินัยในตนเอง ความเอื้ออาทร ความตรงไปตรงมา ความอหิงสา และสัจจะในวาจา เหล่านี้คือการจ่ายของเขา และการชำระให้บริสุทธิ์เมื่อการสังเวยสิ้นสุดลงก็คือความตาย” เรามีชีวิตอยู่ การบูชายัญไม่ใช่งานเลี้ยงแต่เป็นการสละ ให้ทุกการกระทำ ทุกความรู้สึก และทุกความคิดเป็นเครื่องบูชาแด่พระเจ้า ให้ชีวิตของท่านเป็นศีลอันศักดิ์สิทธิ์หรือยัจญะ บางครั้งเราถูกบอกว่าการบูชายัญมีความจำเป็นเพื่อเตรียมพร้อมรับหนทางอันสูงส่ง ไม่มีใครสามารถเหยียบถนนที่สูงขึ้นได้หากไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของถนนที่ต่ำกว่า การบูชายัญจำเป็นสำหรับผู้ที่ไม่รู้แจ้ง แม้ว่าพวกเขาเพียงลำพังจะไม่ทำ พวกเขาทำให้เราเข้าสู่โลกของบรรพบุรุษ ซึ่งหลังจากการพักแรมชั่วคราวบนดวงจันทร์นำกลับไปสู่การดำรงอยู่ของโลกใหม่ พิธีกรรมแตกต่างจากการบูชาทางจิตวิญญาณ มีหลายครั้งที่ศาสนาแบบอุทิศตนและศาสนาของนักบวชโจมตีพวกเขาอย่างผิวเผิน และจากนั้นพวกเขาก็ระบายความเย้ยหยันทั้งหมดของพวกเขา บรรยายถึงขบวนสุนัขเดินขบวนเหมือนขบวนของนักบวช ต่างถือหางไว้ข้างหน้าแล้วพูดว่า "โอม เรามากินกันเถอะ โอม ให้เราดื่ม...เป็นต้น" ดังนั้น พิธีกรรมที่เคร่งครัดของพราหมณ์ซึ่งให้การปลอบประโลมใจน้อยๆ ของมนุษย์ จึงถูกควบคุมไว้ในพระอุปนิษัท
เจตคติของอุปนิษัทไม่เอื้ออำนวยต่อความศักดิ์สิทธิ์ของพระเวท เช่นเดียวกับนักคิดที่มีเหตุผลในวันต่อมา พวกเขายอมรับทัศนคติแบบสองทางที่มีต่ออำนาจพระเวท อุปนิษัทพิจารณาว่าพระเวทมีกำเนิดจากอภินิหารเหนือธรรมชาติ ดังที่กล่าวไว้ว่า “เมื่อเกิดเพลิงไหม้ด้วยไม้ชื้น หมู่เมฆควันก็ลามไปรอบ ๆ ดังนั้นในความจริงจากภาวะอันยิ่งใหญ่นี้ ได้ถูกหายใจระบายออกเป็นฤคเวท ยชุรเวท สามเวท เพลงสวดของอาถรรพและอัคคีระสะ กลายเป็นตำนาน เป็นประวัติศาสตร์ เป็นศาสตร์ เป็นปัญหารหัสนิยม เป็นกวี เป็นสุภาษิต และเป็นอรรถกถา ทั้งหมดนี้ได้ระบายออกมาจากอุปนิษัท." เป็นที่รับรู้ด้วยว่าความรู้ทางพระเวทนั้นด้อยกว่าความรู้แจ้งที่แท้จริงต่อพระเจ้าอย่างมาก และจะไม่ปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระ นารทะกล่าวว่า “ข้าพเจ้ารู้จักฤคเวทครับท่าน ทั้งยชุรเวท สามเวท ข้าพเจ้ารู้แต่พระเวทและคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น ข้าพเจ้าไม่รู้จักอาตมัน” มุณฑกอุปนิษัทกล่าวว่า “ความรู้สองประเภทที่ต้องรู้ คือความสูงส่ง และความต่ำต้อย ความรู้ที่ต่ำกว่าคือสิ่งที่เป็นคัมภีร์ฤคเวท สามเวท อาถรรพเวท ความรู้ทางพิธีกรรม ความรู้ทางไวยากรณ์… แต่ความรู้ที่สูงส่งนั้นคือความรู้ที่พรหมันผู้ทำลายไม่ได้ถูกเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง"