• เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ

ความรู้เป็นพิษ (๒)

  การมีความเชื่อที่เป็นพิษนั้น อาจทำให้เกิดความเสียหายได้มากมาย และถ้ามีในผู้ที่มีความสามารถแล้ว ก็ยิ่งมีโอกาสสร้างความเสียหายที่ใหญ่หลวงได้มากมายยิ่งขึ้น   
 

ตั้งแต่สมัยพุทธกาลมาแล้ว ก็มีการใช้ความรู้ ความสามารถในทางที่ไม่เกิดผลดีกับตัวเอง และผู้อื่น

  

ตัวอย่างสำคัญคือ ท่านองคุลิมาลย์ ที่เก่งกาจในทางการต่อสู้ มีความสามารถเหนือศิษย์คนอื่นๆ จนถูกอิจฉา ใส่ร้าย จนเป็นผลให้อาจารย์ผู้ที่ถูกลูกศิษย์คนอื่นๆหลอก บอกให้ท่านองคุลิมาลย์ไปฆ่าคนให้ได้ถึงพันคนเมื่อไหร่ ก็จะได้ขึ้นสวรรค์

  

เพียงเพื่อให้มีโอกาสที่จะถูกฆ่าด้วยบุคคลอื่นเท่านั้น

  

บังเอิญท่านองคุมาลย์ได้มีโอกาสพบพระพุทธเจ้าเสียก่อน จึงได้มีโอกาสบวช บำเพ็ญเพียรจนสำเร็จขั้นอรหันต์

  

ซึ่งก็ใกล้เคียงการสอนด้วยความบังเอิญ เพราะคนที่ ๑๐๐๐ ที่ท่านฆ่านั้นคือตัวท่านเอง

 

ก่อนจะบรรลุเป็นอรหันต์นั้น ท่านได้รับบทเรียนในการฆ่าคนมาอย่างมากมาย รวมทั้ง ฆ่า ตัวเอง จนไม่มี ตัวตน เหลือ แล้วก็ได้ขึ้นสวรรค์จริงๆ สมดังคำทำนาย

  

ท่านได้ใช้ ความรู้เป็นพิษ ที่ทำลายตนเอง ผู้อื่นและสังคม ด้วยหลักการของ รหัสยลัทธิ  ที่สอนว่า อณูเป็นสิ่งที่แยกไม่ได้ และมีช่องว่างระว่างอณู เมื่อเอามีดฟันระหว่างช่องว่าง แล้วย่อมไม่ผิดอะไร  จนถือว่าการใช้มีดดาบฟัน ทำให้คนตายนั้นไม่เป็นความผิด (ประเด็นนี้ผมจำมาจากวรรณคดีเรื่อง กามนิต)

  

จนกลับมาใช้หลักธรรมะในการ ฆ่า ตนเอง จึงสำเร็จสู่ สวรรค์ ซึ่งเป็นการใช้ความรู้ที่ถูกต้อง แทน ความรู้ที่เป็นพิษ ได้ทันเวลา แบบวินาทีสุดท้ายจริงๆ

  

การมีความเชื่อที่เป็นพิษนั้น อาจทำให้เกิดความเสียหายได้มากมาย และถ้ามีในผู้ที่มีความสามารถแล้ว ก็ยิ่งมีโอกาสสร้างความเสียหายที่ใหญ่หลวงได้มากมายยิ่งขึ้น ดังกรณีตัวอย่างจากเรื่อง องคุลิมาลย์

  

ถ้าท่านรบไม่เก่ง ดูแลตัวเองไม่ดี ก็คงถูกฆ่าตายก่อนหน้านั้นนานแล้ว  จึงต้องนับว่าท่านมีความสามารถในการต่อสู้เป็นเลิศ แต่ขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง (สัมมาทิฐิ) เท่านั้น และมีมิจฉาทิฐินำทางชีวิต

  

ฉะนั้น การมีมิจฉาทิฐิ จึงเป็นหนทางที่ทำให้เกิดการทำลายทั้ง ตนเอง สังคม และสิ่งแวดล้อม

  

สิ่งที่ท่านพระพุทธเจ้าสอนในการทำลายมิจฉาทิฐิ ก็คือ หลักของกาลามสูตร ที่สอนให้ทุกคนพิจารณาว่าสิ่งใดเป็นสิ่งที่ถูกต้องนั้น ให้ดูได้จาก การกระทำที่ไม่เป็นโทษต่อตัวเองและผู้อื่น

  

ผมจึงหวังว่า เราจะได้มีโอกาสในวันขึ้นปีใหม่นี้มาทบทวนโดยหลักกาลามสูตร ว่าเราควรจะดำเนินชีวิตส่วนตัว และการทำงานให้บรรลุเป้าหมายที่ดีที่สุดของแต่ละท่านได้อย่างไร

  จึงเรียนมาด้วยความเคารพ ครับ สาธุฯ   

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

  หมายเลขบันทึก: 70414
  เขียน:  
  แก้ไข:  
  ความเห็น: 4
  อ่าน:
  สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (4)

  อาจารย์วิจัยเรื่องน้ำ มีเรื่องน้ำๆมาฝาก

สมัยพระพุทธกาล พระญาติของท่านศาสดาก็ทะเลาะ

แย่งน้ำกัน จนพระองค์ออกมาห้ามญาติ เป็นที่มาของ

พระพุทธรูปปางห้ามญาติ

เรื่องความรู้เป็นพิษ ในรูปของเทคโนโลยี

แฝงไปทั่ว สร้างไวรัสมาแกล้งคนอื่น

คนที่หลอกเรา เขาก็มีความคิดเป็นพิษ

เราอยู่ดีๆก็จะมาหักอกเรา โธ่! .ใจคอหนอ ใจคน

  เราจะควบคุมกำกับกิเลศได้อย่างไร

ความรู้ความคิดถึงจะอยู่ในจุดพอดีพอเพียง

ไม่เดี๊ยงทั้งคนรู้และคนใช้ความรู้

ประเด็นความรู้เป็นพิษนี่แหละจะเป็นเรื่องใหญ่มากๆ

ที่ระเบิดตูมๆอยู่กรุงเทพก็เป็นลางบอกเหตุว่า

สังคมที่ไม่สนใจพัฒนาทางด้านศีลธรรม

ละศีล ละธรรม จึงกล้ากระทำ ตูม บึ้ม!ๆๆๆ

เมื่อหัวค่ำบล็อกผมก็โดนระเบิดเข้าลูกหนึ่ง

ลบทิ้งไปแล้ว 

  กาลามสูตร คืออิหยัง ลงต้นเค้าไว้บ้าง

คนสมัยนี้ขี้เกียจค้น

เดี๋ยวก็สนใจไปหา กาละมัง กันหมด

  องคุลีมาลย์

กลับชาติมาเกิดเต็มประเทศไทย

เชิญท่านเล่าฮูช่วยจับมาโปรดหน่อย

ครับผมก็ลบความคิดแบบขยะๆไปหนึ่งอัน อีกอันคาบลูกคาบดอกก็เลยเก็บไว้ก่อน แล้วให้เขาย้อนดูตัวเอง และผมก็จะดูตัวเองตลอดเหมือนกัน กาลามสูตร คือคำสอนพระพุทธเจ้าแก่ชนเผ่ากาลามะ ที่ถามพระพุทธเจ้าว่าเขาควรเชื่อใคร พระพุทธเจ้าตรัสว่า ไม่ควรเชื่อในสิบอย่าง ที่กำหนดชื่อเเป็นกาลามสูตร เช่น อย่าเชื่อเพราะว่าผู้พูดเป็นครู อย่าเชื่อเพราะเป็นศาสดา อย่าเชื่อเพราะเป็นเรื่องเล่าสืบกันมา อย่าเชื่อเพราะใครๆเขาก็เชื่อกัน อย่าเชื่อเพราะตรงกับความเชื่อ ความคิดของตนเอง ฯลฯ วันหลังจะค้นมาลงให้ครบครับ วันนี้นำเอาที่ผมใช้ประจำมาเล่าให้ฟังกอ่นครับ ถ้าเรามีกาลามสูตรในใจ เราคงลดความรู้ที่เป็นพิได้มาก เหมือนโปรแกรม Tuneup ในคอมนั่นแหละครับ