ตั้งแต่สมัยพุทธกาลมาแล้ว ก็มีการใช้ความรู้ ความสามารถในทางที่ไม่เกิดผลดีกับตัวเอง และผู้อื่น

  

ตัวอย่างสำคัญคือ ท่านองคุลิมาลย์ ที่เก่งกาจในทางการต่อสู้ มีความสามารถเหนือศิษย์คนอื่นๆ จนถูกอิจฉา ใส่ร้าย จนเป็นผลให้อาจารย์ผู้ที่ถูกลูกศิษย์คนอื่นๆหลอก บอกให้ท่านองคุลิมาลย์ไปฆ่าคนให้ได้ถึงพันคนเมื่อไหร่ ก็จะได้ขึ้นสวรรค์

  

เพียงเพื่อให้มีโอกาสที่จะถูกฆ่าด้วยบุคคลอื่นเท่านั้น

  

บังเอิญท่านองคุมาลย์ได้มีโอกาสพบพระพุทธเจ้าเสียก่อน จึงได้มีโอกาสบวช บำเพ็ญเพียรจนสำเร็จขั้นอรหันต์

  

ซึ่งก็ใกล้เคียงการสอนด้วยความบังเอิญ เพราะคนที่ ๑๐๐๐ ที่ท่านฆ่านั้นคือตัวท่านเอง

 

ก่อนจะบรรลุเป็นอรหันต์นั้น ท่านได้รับบทเรียนในการฆ่าคนมาอย่างมากมาย รวมทั้ง ฆ่า ตัวเอง จนไม่มี ตัวตน เหลือ แล้วก็ได้ขึ้นสวรรค์จริงๆ สมดังคำทำนาย

  

ท่านได้ใช้ ความรู้เป็นพิษ ที่ทำลายตนเอง ผู้อื่นและสังคม ด้วยหลักการของ รหัสยลัทธิ  ที่สอนว่า อณูเป็นสิ่งที่แยกไม่ได้ และมีช่องว่างระว่างอณู เมื่อเอามีดฟันระหว่างช่องว่าง แล้วย่อมไม่ผิดอะไร  จนถือว่าการใช้มีดดาบฟัน ทำให้คนตายนั้นไม่เป็นความผิด (ประเด็นนี้ผมจำมาจากวรรณคดีเรื่อง กามนิต)

  

จนกลับมาใช้หลักธรรมะในการ ฆ่า ตนเอง จึงสำเร็จสู่ สวรรค์ ซึ่งเป็นการใช้ความรู้ที่ถูกต้อง แทน ความรู้ที่เป็นพิษ ได้ทันเวลา แบบวินาทีสุดท้ายจริงๆ

  

การมีความเชื่อที่เป็นพิษนั้น อาจทำให้เกิดความเสียหายได้มากมาย และถ้ามีในผู้ที่มีความสามารถแล้ว ก็ยิ่งมีโอกาสสร้างความเสียหายที่ใหญ่หลวงได้มากมายยิ่งขึ้น ดังกรณีตัวอย่างจากเรื่อง องคุลิมาลย์

  

ถ้าท่านรบไม่เก่ง ดูแลตัวเองไม่ดี ก็คงถูกฆ่าตายก่อนหน้านั้นนานแล้ว  จึงต้องนับว่าท่านมีความสามารถในการต่อสู้เป็นเลิศ แต่ขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง (สัมมาทิฐิ) เท่านั้น และมีมิจฉาทิฐินำทางชีวิต

  

ฉะนั้น การมีมิจฉาทิฐิ จึงเป็นหนทางที่ทำให้เกิดการทำลายทั้ง ตนเอง สังคม และสิ่งแวดล้อม

  

สิ่งที่ท่านพระพุทธเจ้าสอนในการทำลายมิจฉาทิฐิ ก็คือ หลักของกาลามสูตร ที่สอนให้ทุกคนพิจารณาว่าสิ่งใดเป็นสิ่งที่ถูกต้องนั้น ให้ดูได้จาก การกระทำที่ไม่เป็นโทษต่อตัวเองและผู้อื่น

  

ผมจึงหวังว่า เราจะได้มีโอกาสในวันขึ้นปีใหม่นี้มาทบทวนโดยหลักกาลามสูตร ว่าเราควรจะดำเนินชีวิตส่วนตัว และการทำงานให้บรรลุเป้าหมายที่ดีที่สุดของแต่ละท่านได้อย่างไร

  จึงเรียนมาด้วยความเคารพ ครับ สาธุฯ