ในฐานะนักเรียนรู้ชีวิตและมีอาชีพเป็นนักการศึกษา (ประเด็นหลังนี่ทึกทักเอาเองครับ) ผู้ต้องศึกษาทฤษฎีและหาซ่องทางในการนำใช้ในการจัดการศึกษาให้ดีย่ิงขึ้นมาตลอด แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้คำตอบสักที จนกระทั่งไม่กี่ปีมานี้เองผมคิดว่าได้คำตอบแล้ว ดังจะได้เล่าต่อไป แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้นผมคงอธิบายคำว่าทฤษฎีตามความเห็นของผมก่อนครับ
ในฐานะคนเรียนครู ผมต้องศึกษาทฤษฎีทางการศึกษา ทางจิตวิทยา และการจัดการเรียนการสอนที่นักวิชาการต่าง ๆ มากมายหลายทฤษฎี แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะนำมาใช้ในการจัดการศึกษาของไทยให้ดีขึ้นได้อย่างไร
ทฤษฎี “ความแตกต่างระหว่างบุคคล” เป็นทฤษฎีจิตวิทยาที่โด่งดังทั้งในอดีตและปัจจุบัน เป็นทฤษฎีที่มีนักวิชาการเกี่ยวข้องหลายคน แต่ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาของทฤษฎีดังกล่าวคือ "William Stern" ซึ่งมีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1871-1938) แต่ในทางปฏิบัตินักวิชาการและนักการศึกษาต่าง ๆ ได้ใส่ใจและนำมาใช้ในการจัดการศึกษามากน้อยเพียงใด
ยกตัวอย่างกรณีของประเทศไทยที่เราทุกคนคุ้นเคยกันลองดูครับ ซึ่งผลเชื่อว่านักวิชาการด้านการศึกษา ผู้บริหารการศึกษาทุกระดับ ครูอาจารย์ และผู้เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาของไทยได้เรียนและเข้าใจทฤษฎีความแตกต่างของบุคคลไม่มากก็น้อยครับ แต่การจัดการศึกษาของไทยยังเป็นแบบเหมาเข่งอยู่ครับ
ที่เหลือท่านผู้อ่านวิเคราะห์ต่อครับ แต่ตอนนี้ขอกลับไปคุยกันเรื่อง “ทฤษฎี" คืออะไรกันต่อนะครับ
คำว่า “ทฤษฎี” ก็เหมือนศัพท์เทคนิคในทางวิชาการคำอื่น ๆ คือ มีผู้เสนอไว้หลายความหมาย หาข้อสรุปยาก อย่างไรก็ตามในความเข้าใจของผม ผมให้ความหมายของคำว่าทฤษฎีว่า “เป็นข้อความที่บรรยาย อธิบาย หรือทำนายปรากฏการณ์ตามความเข้าใจและความเห็นของเจ้าของทฤษฎี ที่เชื่อว่าปรากฎการณ์นั้น ๆ เป็นไปตามทฤษฎีของตน แต่จริง ๆ แล้วเป็นจริงตามนั้นหรือไม่ ไม่รู้ครับ” เพราะความจริงที่แท้จริงเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้ครับ แม่แต่ความจริงตามสมมุติฐานของผู้เสนอทฤษฎีเท่านั้น
จริงอยู่แม้ว่าทฤษฎีบางทฤษฎีสามารถตรวจสอบและพิสูจน์ได้ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ซำ้แล้วซำ้อีก แต่ก็ยังมีโอกาสที่จะมีข้อบกพร่องหรือผิดพลาดของทฤษฎีนั้นได้ อย่างไรก็ตามการมีและใช้ทฤษฎีเป็นฐานในความเข้าใจและการนำใช้ในการปฏิบัติย่อมดีกว่าไม่มีทฤษฎี หรือทำถามยถากรรมครับ
จากแนวคิดข้างต้นผมจริงได้ข้อสรุปว่า “ทฤษฎีที่ดี คือทฤษฎีที่สมารถนำใปใช้ได้” กล่าวคือถ้าผู้อ่านเห็นว่าทฤษฎีใดจะยังประโยชน์ให้กับตนเอง หรือองค์การของตนเอง ก็นำไปใช้ครับ"
ส่วนการมีทฤษฎีที่ดีแล้ว แต่ไม่นำมาใช้ให้เกิตประโยชน์ ก็เป็นเรื่องปัจจเจคบุคคล และเคราะห์กรรมของผู้เกี่ยวข้องครับ
สำหรับผมนั้น หลังจากค้นพบข้อสรุปดังกล่าว ผมกลายเป็นสาวกของการใช้ทฤษฎีเป็นฐานในการดำรงชีวิตและการทำงานครบ
สมาน อัศวภูมิ
7 กรกฎาคม 2565
ทฤษฎีต้องผ่านการทดสอบมาแล้วซ้ำ ๆกัน ถ้าไม่ได้มีการทดสอบ ข้อความก็เป็นเพียงข้อสมมุติฐาน หรือ (Hypothesis) หรือข้อคาดการณ์ (Conjecture ) ทฤษฎีใด ๆมักมี ข้อตกลงเบื้องต้น(Assumption) การนำทฤษฎีไปใช้ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดหรือข้อตกลงก็มักพบว่าผลไม่เป็นไปตามทฎษฎีที่ค้นพบ จะกล่าวว่าเป็นทฤษำีที่ไม่ดีก็ไม่ได้
ถูกครับ การใช้ทฤษฎีไม่ถูกต้องตามองค์ประกอบ และเงื่อนไข ก็เหมือนกินยาไม่ครบสูตร และตามเวลาที่หมอแนะนำครับ ขอบคุณครับ ข