หัวข้อของบันทึกนี้ ผุดขึ้นมาระหว่าง “การประชุมรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงาน โครงการสนับสนุนโรงเรียนพัฒนาตนเอง รุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2 ปี 2564” ของ กสศ. เมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ เพื่อหาทางเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ต่อสังคมไทย ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จากการลงทุนสนับสนุนโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง หาทางสร้างหลักฐานว่า โรงเรียนที่พัฒนาตนเองได้ดี ก่อผลกระทบอะไรบ้าง ต่อสังคม
โดยต้องไม่ลืมว่า ผลกระทบดังกล่าวมีลักษณะ ไม่ชัดเจน กำกวม (ambiguous) รวมทั้งผลกระทบดังกล่าวน่าจะแสดงผลระยะยาว จึงต้องมีการวิจัยระยะยาว
กสศ. จึงน่าจะพิจารณาลงทุนดำเนินการวิจัยต่อเนื่องจากโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง ในลักษณะของการวิจัยแบบ cohort study เพื่อหาหลักฐานคุณประโยชน์ หรือผลกระทบ ของโรงเรียนพัฒนาตนเอง ต่อนักเรียน ต่อครู ต่อผู้อำนวยการโรงเรียน ต่อโรงเรียน ต่อเขตพื้นที่การศึกษา ต่อชุมชนโดยรอบ และผลกระทบอื่นๆ ที่เป็นผลระยะยาว ๑๐ ปี ตรวจสอบเป็นรายปี
คำถามวิจัยคือ โรงเรียนที่พัฒนาตนเองได้ดี ส่งผลดีต่อนักเรียน ครู ผู้อำนวยการโรงเรียน โรงเรียน เขตพื้นที่การศึกษา และชุมชนโดยรอบ จริงหรือไม่ ส่งผลกระทบในมิติใดบ้าง มีผลกระทบโดยอ้อมด้านอื่นๆ อีกหรือไม่ เมื่อมองที่ผลระยะยาว ๑๐ ปี
ในเบื้องต้น กสศ. ต้องหานักวิชาการความสามารถสูงมารวบรวมความคาดหวังผลของโรงเรียนพัฒนาตนเองต่อ นักเรียน ครู ผู้อำนวยการโรงเรียน โรงเรียน ชุมชนโดยรอบ รวมทั้งผลกระทบอื่นๆ และตรวจสอบกับผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนหนึ่ง เพื่อให้ได้ความคาดหวังที่เป็นรูปธรรมชัดเจน แล้วนำความคาดหวังนั้นมาออกแบบการเก็บข้อมูลเชิงประจักษ์ เพื่อเก็บข้อมูลทุกปี เปรียบเทียบกับประชากรกลุ่มเดียวกันที่ไม่เป็นโรงเรียนพัฒนาตนเองเกรด เอ ของโครงการ (ต้องมีการตรวจสอบ) โรงเรียนกลุ่มเปรียบเทียบ (control) นี้ จะเคยเข้าโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเองหรือไม่ก็ได้
ควรสรรหาคณะกรรมการชี้ทิศทางของโครงการ ที่จะทำหน้าที่ต่อเนื่องไป ๑๐ ปี
โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQP) มีเป้าหมายเพื่อให้มีโรงเรียนขนาดกลาง ในชนบท จำนวน ๗๐๐ – ๘๐๐ โรงเรียน ซึ่งเป็นประมาณร้อยละ ๑๐ ของโรงเรียนประเภทนี้ ได้ผ่านกระบวนการเพื่อการพัฒนาตนเอง ให้เป็นโรงเรียนที่จัดการเรียนรู้แนวใหม่ ที่เรียกว่า การเรียนรู้เชิงรุก (active learning) และได้รับการสนับสนุนมาตรการอื่นๆ เพื่อพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน
เป้าหมายสำคัญที่สุดคือ (๑) เพื่อให้นักเรียนของโรงเรียนในโครงการ เกิดการเรียนรู้คุณภาพสูง (๒) ครูเปลี่ยนบทบาท จากครูสอน มาเป็นครูฝึก ดำเนินการสร้างบรรยากาศและกิจกรรมให้ศิษย์เกิดการเรียนรู้บูรณาการ จากการเรียนรู้เชิงรุก และดำเนินกิจกรรมเรียนรู้ร่วมกันจากการปฏิบัติงาน (ที่เรียกว่า PLC) อย่างต่อเนื่อง (๓) ผู้อำนวยการโรงเรียนเปลี่ยนบทบาทจากนักบริหารงานธุรการ มาเป็นนักบริหารการเรียนรู้ (วิชาการ) ทั้งของนักเรียนและของครู รวมทั้งของพ่อแม่ผู้ปกครอง กรรมการโรงเรียน และผู้นำชุมชนด้วย (๔) โรงเรียนมีสภาพเป็น “องค์กรเรียนรู้” (learning organization) (๕) มีระบบเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงาน (๖) พ่อแม่ผู้ปกครองเอาใจใส่จัดพื้นที่เรียนรู้ หรือระบบการเรียนรู้ให้แก่ลูกหลานของตนเองที่บ้าน และส่งเสริมให้ไปทำกิจกรรมเพื่อเรียนรู้ในชุมชน (๗) ชุมชนโดยรอบโรงเรียน และชุมชนที่นักเรียนอาศัยอยู่ จัดระบบนิเวศเพื่อการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน
ความท้าทายอยู่ที่การส่งเสริมให้ทั้ง ๕ - ๖ ภาคส่วนนี้ มีการดำเนินการเพื่อยกระดับการเรียนรู้แก่เด็กและเยาวชนอย่างต่อเนื่อง โดยแต่ละภาคส่วนดำเนินการและเรียนรู้พัฒนาวิธีดำเนินการอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการร่วมมือกันระหว่างภาคส่วน
ทั้งหมดนั้น ไม่เพียงเพื่อเปลี่ยนแปลงโรงเรียน ผู้อำนวยการ ครู บุคลากรทางการศึกษา (โดยเฉพาะ ศน.) เขตพื้นที่การศึกษา ผู้ปกครองนักเรียน และชุมชนโดยรอบเท่านั้น ยังมุ่งหวังสร้างผลกระทบต่อระบบการศึกษาที่เป็นภาพรวมของประเทศด้วย พูดง่ายๆ ว่า หวังให้โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเองสร้างข้อมูลหลักฐาน เพื่อการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาทั้งระบบ
ระบบการศึกษาไทยดื้อต่อการเปลี่ยนแปลงแค่ไหน รู้ๆ กันอยู่ จึงต้องหาทางสร้างข้อมูลหลักฐานจากการปฏิบัติ สำหรับนำไปสื่อสารนโยบาย และสื่อสารสังคม เพื่อให้ฝ่ายภาคประชาชน นำเอาข้อมูลหลักฐานเหล่านี้ ไปเรียกร้องจากภาคการเมืองและภาคราชการให้ปฏิรูปการศึกษาไทย
วิจารณ์พานิช
๑๓ ก.พ. ๖๕