ความเป็นจริงรอบตัวมนุษย์เรา เต็มไปด้วยความกำกวมไม่ชัดเจน (ambiguity) เราสามารถจัดการมันเพื่อชีวิตที่ดีได้ ๒ แบบ คือ แบบแรก หาทางกำจัด หรือหลีกเลี่ยงมัน กับแบบที่ ๒ หาทางใช้ประโยชน์มัน
จะเห็นว่า มนุษย์เราไม่คุ้นกับวิธีจัดการความกำกวมไม่ชัดเจนแบบที่ ๒
เพราะมนุษย์เรามองความกำกวมไม่ชัดเจนว่า เป็นสิ่งไม่พึงประสงค์ เป็นตัวบ่งชี้ความด้อยความสามารถ คนที่ทำให้ความกำกวมไม่ชัดเจนเปลี่ยนเป็นความชัดเจนไม่ได้ถือเป็นคนด้อยความสามารถ ชีวิตของมนุษย์เราในปัจจุบันจึงอยู่กับวัฒนธรรมความชัดเจน
บัดนี้ ผมขอเสนอคุณค่าของความไม่ชัดเจนกำกวม เพื่อชี้ทางสู่วัฒนธรรมความไม่ชัดเจน วัฒนธรรมแปลว่าทางแห่งความเจริญ ผมกำลังเสนอเส้นทางแห่งความเจริญในชีวิตคน ในการดำเนินการองค์กร ชุมชน สังคม และประเทศ ผ่านเส้นทางที่ปูลาดด้วยความกำกวมไม่ชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่มีผู้เสนอไว้แล้ว และเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป คือแนวทางใช้พลังของความสร้างสรรค์และการคิดวิเคราะห์
Ambiguity management mode 1 ใช้วิธีหลบหลีก หรือขจัดความกำกวมไม่ชัดเจน
Ambiguity management mode 2 ใช้วิธีเผชิญ และหาทางใช้ประโยชน์จากความกำกวมไม่ชัดเจน
ทั้งสอง mode นั้น ต่างกันที่มุมมองต่อสรรพสิ่ง หรือเหตุการณ์ต่างๆ รอบตัวมนุษย์ ว่ามีธรรมชาติที่ซับซ้อนและเป็นพลวัต หรือมองว่ามีธรรมชาติที่ชัดเจนตายตัว
Mode 1 ใช้วิธีลดทอนความซับซ้อนและเป็นพลวัต ให้อยู่ในสภาพที่ชัดเจนตายตัว ที่เรียกว่า reductionism เป็นลัทธิลดทอนความซับซ้อน เพื่อจัดการกิจการหรือเรื่องราวต่างๆ เป็นด้านๆ ทีละด้าน เป็นแนวทางที่เราคุ้นเคย และเป็นแนวทางที่สร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่อารยธรรมมนุษย์มาหลายร้อยปี จนบัดนี้ดูท่าว่าจะถึงทางตีบตัน
Mode 2 น่าจะต้องเข้ามารับลูก เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนอารยธรรมต่อเนื่อง โดยที่ Mode 1 ก็ไม่ได้ล้มหายตายจากไป ยังคงใช้ประโยชน์ได้ในสถานการณ์ของงานประจำ แต่เมื่อไรก็ตาม ต้องการทำงานอย่างริเริ่มสร้างสรรค์ ต้องหันมาใช้ Mode 2 คือเผชิญความกำกวมและซับซ้อน หาทางสร้างสรรค์จากความกำกวมไม่ชัดเจนนั้นเอง
เพราะความกำกวมไม่ชัดเจนคือสภาพที่เอื้ออิสรภาพ ผมเสนอไว้ในวงเสวนาที่ มรภ. หมู่บ้านจอมบึง ว่า ambiguity is freedom หมายความว่า ความคลุมเครือไม่ชัดเจนเอื้ออิสระให้เราตีความ หรือให้นิยาม ที่เรียกว่า operating definition เพื่อใช้เป็นฐานของการดำเนินการต่อไป
Mode 2 จึงเป็นแนวทางที่เอื้อให้เรามีโอกาสคิดเอง หรือตีความเอง สำหรับใช้เป็นแนวทางของการดำเนินการ จะเห็นว่า Mode 2 เป็นแนวทางสู่การทดลองดำเนินการ และหมุนวงจรเรียนรู้ ว่าการตีความของเราถูกต้องหรือไม่ ผ่านการพิสูจน์ที่ผลของการดำเนินการ
ในความเป็นจริงแล้ว สรรพสิ่ง หรือเหตุการณ์ต่างๆ รอบตัวมนุษย์ มีธรรมชาติที่ซับซ้อนและเป็นพลวัต แต่มนุษย์เราโดยทั่วไปเลือกดำเนินการตาม Mode 1 เป็นหลัก คือหลีกเลี่ยงหรือลดทอนความซับซ้อน เพื่อให้ชีวิตง่ายขึ้น ไม่ต้องเผชิญความกำกวมไม่ชัดเจน ไม่แน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีผู้อื่นสร้างแบบแผนไว้ให้ใช้ ชีวิตที่ง่ายคือชีวิตที่ดำเนินตามแบบแผนที่คนอื่นจัดให้
แต่ในความเป็นจริง ที่ดำเนินการมาตลอดอารยธรรมมนุษย์นับแสนปี มีมนุษย์พิเศษที่กล้าเผชิญและตีความความกำกวมไม่ชัดเจนบางเรื่อง ด้วยการตีความแล้วนำไปทดลองดำเนินการ ตรวจสอบดูว่าช่วยทำให้ชีวิตดีขึ้นหรือไม่ ซึ่งในที่สุดก็จะค้นพบสิ่งใหม่ ความเข้าใจใหม่ แนวทางดำเนินการใหม่ นี่คือมนุษย์ โหมด ๒
อารยธรรมมนุษย์ เคลื่อนมานับแสนปี ด้วยมนุษย์โหมด ๒ และยังคงดำเนินอยู่ ตัวเราจะเลือกเป็นมนุษย์โหมด ๑ หรือมนุษย์โหมด ๒ ก็ได้ ไม่มีใครบังคับ
แต่เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า มนุษย์ในศตวรรษที่ ๒๑ จะมีชีวิตที่ดีได้ต้องมีสมรรถนะสร้างสรรค์และคิดวิเคราะห์ รวมทั้งสมรรถนะอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง เรียกว่า Future Skills หรือ Future Competencies ที่ผมอธิบายให้ผู้บริหาร มศว. ฟังเมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๔ เข้าไปฟังและชมได้ที่ (๑) แล้วเข้าไปที่ลิ้งค์ที่ให้ไว้ คำอธิบายเรื่อง Future Skills เริ่มที่นาทีที่ ๓๕
จะเห็นว่า Future Competency หนึ่งใน ๑๗ ตัวคือ สมรรถนะอดทนต่อความไม่ชัดเจน เป็น ๑ ใน ๙ สมรรถนะต่อตนเอง หรือสมรรถนะในการจัดการตนเอง
ผมตีความว่า มนุษย์ในยุคปัจจุบันและในอนาคตต้อง รู้จักทำตัวให้เป็น มนุษย์ ๒ โหมด คือชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในโหมด ๑ แต่เมื่อถึงคราวที่จะต้องทำงานยากๆ ต้องการการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ แนวทางใหม่ ต้องรู้จักสวมหมวก โหมด ๒
สมรรถนะ และความกล้าหาญในการสวมหมวกโหมด ๒ จึงเป็นสิ่งที่มนุษย์เราต้องฝึกฝนตนเอง เพื่อให้มีความสามารถใช้ความกำกวมไม่ชัดเจนให้เกิดผลเชิงบวก เชิงสร้างสรรค์
วิจารณ์ พานิช
๑๙ ก.พ. ๖๕