บัตรประจำตัวประชาชนไทย เป็นบัตรประจำตัวประชาชน ไทยที่รัฐออกให้แก่ผู้มีสัญชาติไทยที่มีอายุตั้งแต่ 7 ถึง 70 ปี โดยเกิดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2486 ในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยเดิมได้กำหนดให้ผู้ที่มีอายุ 16 ปีบริบูรณ์ให้ไปร้องขอทำบัตร ต่อมาลดอายุลงเหลือ 15 ปีในปี พ.ศ. 2526 และ 7 ปีในปี พ.ศ. 2554 บัตรประจำตัวประชาชนประกอบด้วยข้อมูลของผู้ถือบัตร ดังต่อไปนี้ (๑) คำว่า “บัตรประจำตัวประชาชน” (๒) รูปถ่ายของผู้ถือบัตร (๓) เลขประจำตัวประชาชนของผู้ถือบัตร 13 ตัว (๔) ชื่อตัวและชื่ออสกุลของผู้ถือบัตร ไทย อังกฤษ (๕) วันเดือนปีเกิดของผู้ถือบัตร (๖) ที่อยู่ตามทะเบียนบ้านของผู้ถือบัตรในขณะยื่นคำขอ (๗) วันออกบัตรฅ (๘) วันบัตรหมดอายุ (๙) ลายมือชื่อหรือตราลายมือชื่อ และตราประจำตำแหน่ง ของเจ้าพนักงานออกบัตร (๑๐) รายการศาสนาหรือนิกายของศาสนา หรือลัทธินิยมใน ศาสนาของผู้ถือบัตรโดยจะมีหรือไม่ก็ได้ ปัจจุบันในบัตรประจำตัวประชาชน ไม่ได้ระบุศาสนาไว้ แต่ไม่ใช่ว่าเป็นคนไม่มีศาสนานะ จะเอาข้อมูลในบัตรนี้ไปอ้างอิง ว่าคน ๆ นี้ เป็นคนไม่มีศาสนาไม่ได้ หรือไม่นับถือศาสนาใด ๆ ไม่ได้ เพราะความจริงเขามี เป็นเพียงแต่เขาไม่ระบุให้ ก่อนหน้านี้ (ก่อนปี 2554 อาจจะระบุไว้) วิธีเซ็นสำเนาบัตรประชาชนให้ปลอดภัย สำหรับช่วงเวลานี้ข้อมูลบนบัตรประชาชนถูกนำมาใช้รับสิทธิต่างๆ หรือการส่งข้อมูลเพื่อทำธุรกรรมออนไลน์หลากหลายรูปแบบหลากหลายช่องทาง ดังนั้น เราจึงควรพึงระมัดระวัง และรอบคอบให้มากขึ้น ด้วย 5 วิธีดังนี้ 1. ถ่ายหน้าบัตรประชาชนเพียงด้านเดียว และไม่ถ่ายหลัง บัตร หลังบัตรจะมีอักษรอังกฤษ ME และตามด้วยเลข 10 หลัก 2. ขีด 2 เส้น ทับสำเนาบัตรประชาชน แต่ห้ามขีดทับใบหน้า 3. ระหว่างเส้นให้เขียนว่า “ใช้เพื่อ…(เรื่องที่ทำ)…เท่านั้น” พร้อมเขียนสัญลักษณ์ # หรือ * ปิดหัว-ท้าย เพื่อป้องกันการเพิ่มเติมข้อความ 4. เขียน วัน/เดือน/ปี ที่ใช้ สำเนาบัตรประชาชน 5. เขียน “สำเนาถูกต้อง” พร้อม “เซ็นชื่อรับรอง” เพื่อป้องกันการลบ

บัตรประจำตัวประชาชนไทย

 

บัตรประจำตัวประชาชนไทย

ดร.ถวิล  อรัญเวศ

 

         บัตรประจำตัวประชาชนไทย เป็นบัตรประจำตัวประชาชนไทยที่รัฐออกให้แก่ผู้มีสัญชาติไทยที่มีอายุตั้งแต่ 7 ถึง 70 ปี โดยเกิดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2486 ในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยเดิมได้กำหนดให้ผู้ที่มีอายุ 16 ปีบริบูรณ์ให้ไปร้องขอทำบัตร ต่อมาลดอายุลงเหลือ 15 ปีในปี พ.ศ. 2526 และ 7 ปีในปี พ.ศ. 2554

 

         บัตรนี้ถูกใช้เพื่อการยืนยันตัวตนของผู้ถือบัตรและรับ
การบริการจากภาครัฐ รวมทั้งในธุรกิจเอกชนบางประเภท เช่น
การเปิดใช้หมายเลขโทรศัพท์ หรือการเปิดบัญชีธนาคาร ทั้งนี้หากผู้ใดไม่อาจแสดงบัตรโดยไม่มีเหตุอันควรต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 200 บาท

 

ประวัติ

         ก่อนหน้าการกำหนดให้มีบัตรประจำตัวประชาชนนั้น ผู้ใดที่ประสงค์จะเดินทางออกนอกท้องที่สามารถขอรับหนังสือเดินทางที่กรมการอำเภอในท้องถิ่นของผู้ประสงค์นั้น อย่างไรก็ตาม กฎหมายดังกล่าวมิได้ใช้บังคับอย่างเคร่งครัดนัก กระทั่งในปี 2486 มีการออกพระราชบัญญัติว่าด้วยบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2486 ได้กำหนดให้พลเมืองไทยที่มีอายุ 16 ปีเป็นต้นไปและพำนักในท้องที่ที่กำหนดต้องไปทำบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งในขณะนั้นมีลักษณะเป็นสมุดพับคล้ายหนังสือเดินทางก่อนหน้านั้น

 

บัตรประจำตัวประชาชนไทย รุ่น 2 ด้านหน้า

          ในปี พ.ศ. 2506 บัตรประจำตัวประชาชนได้เปลี่ยนรูปแบบเป็นบัตรกระดาษเคลือบลามิเนต แสดงรูปถ่ายผู้ถือบัตรยืนหน้าแผ่นวัดส่วนสูง โดยข้อมูลส่วนตัวของผู้ถือบัตรบนหน้าบัตรนั้นจัดพิมพ์โดยใช้เครื่องพิมพ์ดีดบนด้านหน้า และวันที่ออกบัตรและวันบัตรหมดอายุพิมพ์บนด้านหลัง และปรับค่าธรรมเนียมทำบัตรเป็น 5 บาท โดยในเวลานั้นบัตรประจำตัวประชาชนได้เป็นสิ่งที่พลเมืองไทยทุกคนต้องถือไว้ตามกฎหมาย แต่กระนั้น บัตรดังกล่าวนั้นปลอมแปลงขึ้นได้อย่างง่ายดายเนื่องจากไม่มีคุณสมบัติป้องกันการปลอมแปลงและชำรุดได้โดยง่าย

           ต่อมาเมื่อไมโครฟิล์ม เครื่องพิมพ์ดอตแมทริกซ์ และเมนเฟรมคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในประเทศ ในปี พ.ศ. 2530 ได้มีการปรับปรุงรูปแบบบัตรขึ้นใหม่ทดแทนแบบเดิม โดยในช่วงดังกล่าว พลเมืองไทยทุกคนจะได้รับการระบุเลขประจำตัวประชาชนซึ่งจะระบุบนบัตรเช่นเดียวกับข้อมูลอื่น ๆ โดยได้กำหนดให้ผู้มีสัญชาติที่อายุ 15 ปีบริบูรณ์ต้องไปขอมีบัตรประจำตัวประชาชนที่ที่ว่าการอำเภอหรือที่ว่าการเขต โดยการจัดทำบัตรนั้นเป็นแบบรวมศูนย์ กล่าวคือเมื่อผู้ประสงค์จะทำบัตรยื่นคำร้องแล้ว แบบคำร้องและแบบพิมพ์ลายนิ้วมือจะบรรจุลงบนไมโครฟิล์มแล้วส่งไปยังสำนักบริหารการทะเบียนที่กรุงเทพมหานครเพื่อจัดทำบัตรต่อไป โดยรูปแบบบัตรทำจากกระดาษพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดอตแมทริกซ์และเคลือบด้วยวิธีการเฉพาะ

 

            ในปี พ.ศ. 2539 บัตรประจำตัวประชาชนที่ออกในกรุงเทพมหานครจะจัดทำโดยระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมด ส่วนในต่างจังหวัดยังคงออกโดยไม่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ หลังจากนั้นระบบการออกบัตรด้วยคอมพิวเตอร์ก็ได้แพร่หลายไปทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลบนบัตรนั้นยังเป็นภาษาไทยทั้งหมด ผู้ใดที่จะใช้ในต่างประเทศจะต้องนำไปแปลเสียก่อน กระทั่งในปี พ.ศ. 2548 ได้มีการออกบัตรประจำตัวประชนแบบสองภาษาขึ้นใช้จนถึงปัจจุบัน

              ในปี พ.ศ. 2554 รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้กำหนดให้ผู้ที่อายุ 7 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปสามารถขอมีบัตรประจำตัวประชาชนได้ เพื่อลดการใช้สูติบัตรและเอกสารทางราชการอื่นสำหรับเด็ก

 

เลขประจำตัวประชาชน คืออะไร

        หมายถึงกลุ่มของบุคคลแต่ละประเภทตามหลักแรก ซึ่งทางสำนักทะเบียนในแต่ละแห่งก็จะจัดกลุ่มเรียงไปตามลำดับหรือหากเป็นเด็กเกิดใหม่ในปัจจุบันเลขดังกล่าวก็จะหมายถึงเล่มที่ของสูติบัตร (ใบแจ้งเกิดที่อำเภอหรือเขตออกให้) ซึ่งก็คือเลขประจำตัวในทะเบียนบ้านของเด็กที่แต่ละอำเภอหรือเขตออกให้ และจะปรากฏในบัตรประชาชนเมื่อถึงอายุต้องทำบัตร

      เลขประจำตัวในบัตรประชาชนของคนไทย มีด้วยกัน 13 หลัก โดยแต่ละหลัก มีความหมายแตกต่างกันไป ทั้งนี้ ผู้อำนวยการสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่ในการกำหนดเลขประจำตัว แก่บุคคลที่อยู่ในราชอาณาจักร คนละหนึ่งเลขโดยไม่ซ้ำกัน และอาจยกเว้นแก่บุคคลบางจำพวก เช่นสมเด็จพระราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นพระองค์เจ้า เป็นต้น

โดยเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2527 กรมการปกครอง ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบทะเบียนราษฎร ประกาศกำหนดให้บุคคลภายในประเทศไทย ต้องมีเลขประจำตัวประชาชน ปรากฏในทะเบียนบ้านและบัตรประจำตัวประชาชน และกำหนดให้ต้องดำเนินการจนเสร็จสิ้นทั้งหมด ภายในวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2547 เนื่องจากก่อนหน้านี้ ประเทศไทยยังไม่เคยกำหนดเลขประจำตัวเช่นนี้มาก่อน ดังนั้นจึงกำหนดระยะเวลาดังกล่าว เพื่อจัดระบบทะเบียนราษฎรให้เทียบเท่านานาประเทศ โดยบุคคลภายในประเทศไทยทั้งหมด จะต้องมีเลขประจำตัวประชาชน เพื่อแสดงตนว่าเป็นบุคคลประเภทใด โดยดูตามเงื่อนไขในแต่ละกรณี

ตัวเลขหลักที่ 1

1 2345 67890 12 3

แสดงตัวเลขหลักที่ 1

หมายถึงประเภทบุคคล ซึ่งมีอยู่ 9 ประเภท ได้แก่

ประเภทที่ 1

คือคนที่เกิดและมีสัญชาติไทยและได้แจ้งเกิดภายในกำหนดเวลา หมายความว่า เด็กคนใดก็ตามที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2527 เป็นต้นไป อันเป็นวันเริ่มแรกที่กรมการปกครอง ประกาศให้ประชาชนทุกคนต้องมีเลขประจำตัว 13 หลัก เมื่อพ่อแม่ผู้ปกครองไปแจ้งเกิดที่อำเภอหรือสำนักทะเบียนในเขตที่อยู่ภายใน 15 วัน นับแต่เกิดมาตามที่กฎหมายกำหนด เด็กคนนั้นก็ถือเป็นบุคคลประเภท 1 และจะมีเลขประจำตัวขึ้นด้วยเลข 1 เช่น เด็กชายตู่ เกิดเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2527 และพ่อไปแจ้งเกิดที่เขตดุสิตภายในวันที่ 17 มกราคม 2527 เด็กชายตู่ ก็จะมีหมายเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 1 และก็ต่อด้วยเลขหลักอื่นๆ อีก 12 ตัว เป็น 1 1001 01245 29 9 เป็นต้น ซึ่งเลขนี้จะเป็นเลขประจำตัว ปรากฏในทะเบียนบ้าน และจะปรากฏบนบัตรประจำตัวประชาชน เมื่อเด็กชายตู่ไปทำบัตรประชาชนตอนอายุ 15 ปี

 

ปัจจุบัน พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2554 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 10 พฤษภาคม 2554 กำหนดให้เด็กอายุครบ 7 ปี ต้องยื่นคำขอมีบัตรประชาชนครั้งแรก ภายใน 60 วัน[3] จากเดิมคือต้องเป็นผู้มีอายุครบ 15 ปี ทั้งนี้ คำนำหน้าชื่อบนบัตรของเด็กอายุ 7-14 ปี ยังคงเป็น ด.ช. หรือ ด.ญ. ตามเดิม

 

ประเภทที่ 2

คือคนที่เกิดและมีสัญชาติไทยได้แจ้งเกิดเกินกำหนดเวลา หมายความว่า เด็กคนใดก็ตามที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2527 เป็นต้นไป แล้วผู้ปกครองลืมหรือติดธุระไม่สามารถไปแจ้งเกิดที่อำเภอหรือเขตภายใน 15 วันตามกำหนด เมื่อไปแจ้งภายหลังเด็กคนนั้นก็จะกลายเป็นบุคคลประเภท 2 มีตัวเลขตัวแรกในทะเบียนบ้านขึ้นด้วยเลข 2 เช่น ในกรณีตู่ หากพ่อไปแจ้งเกิดให้ ในวันที่ 18 มกราคม 2527 หรือเกินกว่านั้น ตู่ก็จะมีเลขประจำตัวเป็น 2 1001 01245 29 9 ในทะเบียนบ้าน และเมื่อไปทำบัตรประชาชนในภายหน้า

 

ประเภทที่ 3

คือคนไทยและคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในสมัยเริ่มแรก (คือตั้งแต่ก่อนวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2527) หมายความว่า บุคคลใดก็ตามไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ณ ที่ใดที่หนึ่งในประเทศไทยมาตั้งแต่ก่อนวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 คนนั้นถือว่าเป็นบุคคลประเภท 3 และก็จะมีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 3 เช่น ตู่ เกิดเมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2501 และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านแล้ว ตู่ ก็จะมีเลขประจำตัวในทะเบียนบ้าน และบัตรประชาชนเป็น 3 1001 01245 29 9

 

ประเภทที่ 4

คือคนไทยและคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญคนต่างด้าว แต่แจ้งย้ายเข้าโดยยังไม่มีเลขประจำตัวประชาชนในสมัยเริ่มแรก หมายความว่า คนไทยหรือคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญคนต่างด้าว ที่อาจจะเป็นบุคคลประเภท 3 คือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเดิมอยู่แล้ว แต่ยังไม่ทันได้เลขประจำตัวก็ขอย้ายบ้านไปเขตหรืออำเภออื่นก่อนช่วง 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 ก็จะเป็นบุคคลประเภท 4 ทันที

 

ประเภทที่ 5

คือคนไทยที่ได้รับอนุมัติให้เพิ่มชื่อเข้าไปในทะเบียนบ้านในกรณีตกสำรวจหรือกรณีอื่น ๆ เช่น คนที่ถือ 2 สัญชาติ

 

ประเภทที่ 6

คือผู้ที่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และผู้ที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายแต่อยู่ในลักษณะชั่วคราว กล่าวคือ คนที่มาอาศัยอยู่ในประเทศไทยแต่ยังไม่ได้สัญชาติไทยเพราะทางการยังไม่รับรองทางกฎหมาย เช่น ชนกลุ่มน้อยตามชายแดนหรือชาวเขา กลุ่มนี้ถือว่าเป็นผู้เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนบุคคลที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายแต่อยู่ชั่วคราว เช่น นักท่องเที่ยวหรือชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย แม้บางคนจะถือพาสปอร์ตประเทศของตน แต่อาจจะมีสามีหรือภรรยาคนไทยจึงไปขอทำทะเบียนประวัติเพื่อให้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านสามีหรือภรรยา คนทั้งสองแบบที่ว่านี้ถือว่าเป็นบุคคลประเภท 6

 

ประเภทที่ 7

คือบุตรของบุคคลประเภทที่ 6 ซึ่งเกิดในประเทศไทย คนกลุ่มนี้ในทะเบียนประวัติจะมีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 7

 

ประเภทที่ 8

คือคนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฎหมาย คือผู้ที่ได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวหรือคนที่ได้รับการแปลงสัญชาติเป็นสัญชาติไทย และคนที่ได้รับการให้สัญชาติไทยตั้งแต่หลังวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 เป็นต้นไปจนปัจจุบัน

 

     คนทั้งแปดประเภทนี้จะมีเพียงประเภทที่ 3, 4 และ 5 เท่านั้นที่จะมีบัตรประจำตัวประชาชนได้เลย ส่วนประเภทที่ 1 และ 2 จะมีบัตรประจำตัวประชาชนได้ก็ต่อเมื่อมีอายุถึงเกณฑ์ทำบัตรประจำตัวประชาชน คืออายุ 7 ปี แต่สำหรับบุคคลประเภทที่ 6, 7 และ 8 ที่ยังไม่ได้รับสัญชาติไทย จะมีเพียงทะเบียนประวัติเล่มสีเหลืองเท่านั้น จะไม่มีการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้ บุคคลประเภทที่ 8 ที่ได้รับสัญชาติไทยจะมีบัตรประจำตัวประชาชนได้

 

ประเภทที่ 9

หมายถึงบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร ไม่มีสัญชาติและยังไม่ได้รับการให้สัญชาติไทย[4][5][โปรดขยายความ] ได้รับการผ่อนผันให้อาศัยอยู่ในประเทศไทยได้ชั่วคราว[6]

 

ตัวเลขหลักที่ 2 ถึงหลักที่ 5

1 2345 67890 12 3

 

แสดงตัวเลขหลักที่ 2-5

หมายถึงรหัสของสำนักทะเบียนหรืออำเภอที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนขณะที่ให้เลข กล่าวคือ เลขหลักที่ 2 เป็นเขตการปกครองของไทยโดยอ้างตามเขตรับผิดชอบของกรมการปกครองและตำรวจ ที่มีตั้งแต่ภาค 1-9 และ เลขหลักที่ 3 จะหมายถึงจังหวัดที่อยู่ในภาคนั้น ๆ ส่วนหลักที่ 4 และ 5 หมายถึงเขตหรืออำเภอในจังหวัดนั้น ๆ โดยที่เลขอำเภอจะเริ่มจากเลข 01ไล่ลงไป เช่นเลข 01 คืออำเภอเมือง และถ้าเป็นเขตเทศบาลจะเริ่มจากเลข 99 ย้อนลงมา

 

ตัวเลขหลักที่ 6 ถึงหลักที่ 10

1 2345 67890 12 3

 

แสดงตัวเลขหลักที่ 6-10

หมายถึงกลุ่มของบุคคลแต่ละประเภทตามหลักแรก ซึ่งทางสำนักทะเบียนในแต่ละแห่งก็จะจัดกลุ่มเรียงไปตามลำดับหรือหากเป็นเด็กเกิดใหม่ในปัจจุบันเลขดังกล่าวก็จะหมายถึงเล่มที่ของสูติบัตร (ใบแจ้งเกิดที่อำเภอหรือเขตออกให้) ซึ่งก็คือเลขประจำตัวในทะเบียนบ้านของเด็กที่แต่ละอำเภอหรือเขตออกให้ และจะปรากฏในบัตรประชาชนเมื่อถึงอายุต้องทำบัตรนั่นเองแต่ถ้ายังไม่ถึงเกณฑ์เลขนี้ก็จะปรากฏอยู่แค่ในทะเบียนบ้านของเด็กเท่านั้น

 

ตัวเลขหลักที่ 11 ถึงหลักที่ 12

1 2345 67890 12 3

 

แสดงตัวเลขหลักที่ 11-12

หมายถึงลำดับที่ของบุคคล

 

ตัวเลขหลักที่ 13

ตัวเลขหลักที่ 13 เป็นตัวเลขตรวจสอบความถูกต้องของเลขทั้ง 12 หลักแรก

 

การคำนวณเลขหลักที่ 13 ของเลขประจำตัวประชาชน ใช้หลักการคำนวณเลขคณิตมอดุลาร์ จากเลข 12 หลักแรก

 

ให้เลขหลักแรกทางซ้ายคือ N1 หลักต่อไปคือ N2 ไปเรื่อย ๆ

 

N13 คือหลักที่ต้องการคำนวณ

 

 

หมายเหตุ

คัดและเรียบเรียงข้อมูลจากบทความเรื่อง “เลข 13 ที่อาถรรพณ์ แต่เกี่ยวพันกับคนในประเทศไทย” โดย อมรรัตน์ เทพกำปนาท กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม

หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ: จุดประกาย ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 26 ตุลาคม 2549 คอลัมน์ วัฒนธรรม: ตัวเลขความเป็นพลเมือง

 

รูปแบบ

           บัตรประจำตัวประชาชนประกอบด้วยข้อมูลของผู้ถือบัตร ดังต่อไปนี้

         (๑) คำว่า  “บัตรประจำตัวประชาชน”

         (๒) รูปถ่ายของผู้ถือบัตร

         (๓) เลขประจำตัวประชาชนของผู้ถือบัตร 13 ตัว
         (๔) ชื่อตัวและชื่ออสกุลของผู้ถือบัตร ไทย อังกฤษ
         (๕) วันเดือนปีเกิดของผู้ถือบัตร
         (๖) ที่อยู่ตามทะเบียนบ้านของผู้ถือบัตรในขณะยื่นคำขอ

         (๗) วันออกบัตรฅ
         (๘) วันบัตรหมดอายุ

         (๙) ลายมือชื่อหรือตราลายมือชื่อ และตราประจำตำแหน่ง

ของเจ้าพนักงานออกบัตร

        (๑๐) รายการศาสนาหรือนิกายของศาสนา หรือลัทธินิยมใน

ศาสนาของผู้ถือบัตรโดยจะมีหรือไม่ก็ได้

              ปัจจุบันในบัตรประจำตัวประชาชน ไม่ได้ระบุศาสนาไว้

แต่ไม่ใช่ว่าเป็นคนไม่มีศาสนานะ จะเอาข้อมูลในบัตรนี้ไปอ้างอิง

ว่าคน ๆ  นี้ เป็นคนไม่มีศาสนาไม่ได้ หรือไม่นับถือศาสนาใด ๆ ไม่ได้  เพราะความจริงมี แต่เขาไม่ระบุให้ ก่อนหน้านี้ (ก่อนปี 2554 อาจจะระบุไว้)

           ข้อมูลทั้งหมดบัตรข้างต้นระบุด้วยภาษาไทยและภาษาอังกฤษยกเว้นที่อยู่ พิมพ์บนบัตรสีขาวอมฟ้า นอกจากนี้ยังมีลายมือชื่อผู้ออกบัตรและตราประจำตำแหน่งพิมพ์ลงบนบัตรบนด้านเดียวกันทั้ง ก่อนหน้าปี พ.ศ. 2548 ข้อมูลทั้งจะระบุเป็นภาษาไทยเท่านั้น ลายมือชื่อผู้ออกบัตรนั้นพิมพ์บนด้านหลังของบัตรเนื่องจากพื้นที่หน้าบัตรไม่เพียงพอ

 

การขอมีบัตรประจำตัวประชาชนครั้งแรก

  บุคคลดังต่อไปนี้ให้ยื่นคำขอมีบัตรต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในกำหนดหกสิบวัน หากพ้นกำหนด

ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 100 บาท

     1. ผู้ที่มีอายุครบเจ็ดปีบริบูรณ์

     2. ผู้ที่ได้สัญชาติไทย หรือได้รับอนุมัติให้มีสัญชาติไทย  หรือได้กลับคืนสัญชาติไทย ตามกฎหมาย

         ว่าด้วยสัญชาติ หรือตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดของศาล

     3. ผู้ที่ได้รับการเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน (ทร.14) กรณีตกสำรวจหรือแจ้งเกิดเกินกำหนด

     4. ผู้ที่พ้นจากสภาพการได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีบัตรประจำตัวประชาชน

 

หลักฐานเอกสารที่ต้องนำไปแสดง

     1. สูติบัตร หากไม่มีให้ใช้หลักฐานเอกสารอื่นที่ทางราชการอออกให้อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น สำเนา

         ทะเบียนนักเรียน ใบสุทธิ ประกาศนียบัตร หนังสือเดินทาง เป็นต้น ในกรณีผู้ที่มีอายุครบเจ็ดปี

         บริบูรณ์

     2. หลักฐานใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวของบิดา มารดา และให้นำเจ้าบ้านหรือบุคคลที่น่าเชื่อถือ

         ไปรับรอง กรณีผู้ที่ได้สัญชาติไทย  หรือได้รับอนุมัติให้มีสัญชาติไทย หรือได้กลับคืนสัญชาติไทย

     3. สำเนาทะเบียนบ้านที่ผู้นั้นเคยมีชื่ออยู่ก่อน หรือหลักฐานเอกสารที่ทำงานราชการออกให้อย่างใด

         อย่างหนึ่งและให้นำเจ้าบ้านหรือบุคคลผู้น่าเชื่อถือไปรับรอง กรณีผู้ที่ได้รับการเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน

         โดยตกสำรวจ

     4. สูติบัตร และให้นำเจ้าบ้านหรือบุคคลผู้น่าเชื่อถือไปรับรอง กรณีผู้ที่ได้รับการเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน

         โดยการแจ้งเกิดเกินกำหนด

     5. หลักฐานแสดงการพ้นจากสภาพได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีบัตร  กรณีผู้ซึ่งพ้นสภาพได้รับการยกเว้น

         ไม่ต้องมีบัตร

 

การทำบัตรประจำตัวประชาชน

        บัตรประจำตัวประชาชนเป็นเอกสารราชการที่ออกให้สำหรับคนไทยที่มีชื่อในทะเบียนบ้านเท่านั้น เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการแสดงตน ใช้พิสูจน์และยืนยันตัวบุคคลในการติดต่อราชการ การขอรับบริการหรือสวัสดิการในด้านต่างๆ จากหน่วยงานของรัฐรวมทั้งใช้ประกอบการทำธุรกรรมต่างๆ ทำนิติกรรม ฯลฯ เช่น การสมัครงาน การขอเปิดบัญชีเพื่อทำธุรกรรมกับธนาคาร การโอนอสังหาริมทรัพย์/อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น

 

คุณสมบัติของผู้ที่ต้องมีบัตรประจำตัวประชาชน

1.     มีสัญชาติไทย

2.     ต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน (ท.ร.14)

3.     มีอายุตั้งแต่ 7 ปี แต่ไม่เกิน 70 ปี

       

           สำหรับผู้มีอายุเกิน 70 ปี และผู้ได้รับการยกเว้น จะขอมีบัตรประจำตัวประชาชนได้

        บุคคลที่กฎหมายยกเว้นไม่ต้องมีบัตรประจำตัวประชาชน

1.     สมเด็จพระบรมราชินี

2.     พระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่ชั้นพระองค์เจ้าขึ้นไป

3.     ภิกษุ สามเณร นักพรต และนักบวช

4.     ผู้มีกายพิการเดินไม่ได้ หรือเป็นใบ้ หรือตาบอดทั้งสองข้าง หรือจิตฟั่นเฟือน ไม่สมประกอบ

5.     ผู้อยู่ในที่คุมขังโดยชอบด้วยกฎหมาย

6.     บุคคลซึ่งกำลังศึกษาวิชา ณ ต่างประเทศ และไม่สามารถยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนได้

1. กรณีขอทำบัตรประจำตัวประชาชนครั้งแรก

    เมื่อมีอายุ 7 ปีบริบูรณ์ และมีชื่อในทะเบียนบ้าน (ท.ร.14) ต้องทำบัตรประจำตัวประชาชนภายใน 60 วัน หากพ้นกำหนดจะเสียค่าปรับ ไม่เกิน 100 บาท

 

     หลักฐาน

1.     สูติบัตร หรือหลักฐานอื่นที่ราชการออกให้ เช่น ใบสุทธิ สำเนาทะเบียนนักเรียน หนังสือเดินทาง เป็นต้น เพื่อแสดงว่าเป็นบุคคลเดียวกับผู้มีชื่อในทะเบียนบ้าน

2.     หากเด็กเคยเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุล ต้องนำใบสำคัญมาแสดงด้วย และหากบิดา มารดาของเด็กเคยเปลี่ยนชื่อตัว  ชื่อสุกล ต้องนำใบสำคัญมาแสดงด้วย

3.     หากไม่มีเอกสารตามข้อ 2 ให้นำเจ้าบ้านหรือบุคคลผู้น่าเชื่อถือมาให้การรับรอง

4.     กรณีบิดามารดาเป็นคนต่างด้าว ให้นำใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวของบิดา มารดามาแสดงด้วย หรือนำใบมรณบัตรของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ถึงแก่กรรมไปแสดง

5.     การขอมีบัตรครั้งแรกเมื่ออายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป ต้องนำเอกสารหลักฐานที่กำหนดตามข้อ 1,2,3,4 และให้นำเจ้าบ้านและบุคคลที่น่าเชื่อถืออย่างน้อย 2 คน ไปพบเจ้าหน้าที่เพื่อสอบสวนและให้การรับรอง

* บุคคลน่าเชื่อถือ หมายถึง “บุคคลใด ๆ ซึ่งมีภูมิลำเนาที่อยู่แน่นอน มีอาชีพมั่นคงและมีความรู้จักคุ้นเคยกับผู้ขอมีบัตรเป็นอย่างดี อาจเกี่ยวข้องเป็นญาติกันหรือไม่ก็ได้”

·       ไม่เสียค่าธรรมเนียม

 

2. กรณีบัตรเดิมหมดอายุ

    เมื่อบัตรเดิมหมดอายุให้ทำบัตรใหม่ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่บัตรเดิมหมดอายุ หากพ้นกำหนดจะต้องเสียค่าปรับไม่เกิน 100 บาท ผู้ถือบัตรสามารถขอทำบัตรใหม่ก่อนวันที่บัตรเดิมหมดอายุก็ได้ โดยให้ยื่นคำขอภายใน 60 วัน ก่อนวันที่บัตรเดิมหมดอายุ

 

    หลักฐาน

1.  บัตรประจำตัวประชาชนเดิมที่หมดอายุ

2.  หากบัตรเดิมหมดอายุเป็นเวลานาน ต้องนำเจ้าบ้านหรือพยานบุคคลที่น่าเชื่อถือมารับรองด้วย

·       ไม่เสียค่าธรรมเนียม

 

3. กรณีบัตรหาย หรือถูกทำลาย

     เมื่อบัตรประจำตัวประชาชนหาย หรือถูกทำลายให้ไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน ณ ที่ว่าการอำเภอ สำนักงานเขตเทศบาลหรือเมืองพัทยา แล้วแต่กรณี และขอทำบัตรใหม่ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่บัตรหายหรือถูกทำลาย หากพ้นกำหนดจะต้องเสียค่าปรับไม่เกิน 100 บาท

 

     หลักฐาน

1. เอกสารที่มีรูปถ่ายของผู้ขอมีบัตรใหม่ที่ทางราชการออกให้ เช่น ใบอนุญาตขับขี่ หลักฐานการศึกษา หรือหนังสือเดินทาง เป็นต้น

2. หากไม่มีหลักฐานตามข้อ 2 ให้นำเจ้าบ้านหรือบุคคลผู้น่าเชื่อถือมาให้การรับรอง

·       เสียค่าธรรมเนียม 20 บาท

4. กรณีเปลี่ยนชื่อตัวหรือชื่อสกุลแล้วต้องเปลี่ยนบัตร

    เมื่อผู้ถือบัตรเปลี่ยนชื่อตัว/ชื่อสกุล ต้องเปลี่ยนบัตรภายใน 60 วัน นับแต่วันที่แก้ไขชื่อตัว ชื่อสกุล ในทะเบียนบ้าน หากพ้นกำหนดจะต้องเสียค่าปรับไม่เกิน 100 บาท

 

    หลักฐาน

1.   บัตรประจำตัวประชาชนเดิมที่ต้องการเปลี่ยน

2.   หลักฐานการเปลี่ยนชื่อตัวหรือชื่อสกุล แล้วแต่กรณี

·       เสียค่าธรรมเนียม 20 บาท

 

5. กรณีบัตรเดิมชำรุดในสาระสำคัญ บัตรถูกทำลาย

    หากบัตรเดิมชำรุดในสาระสำคัญ บัตรถูกทำลาย เช่น บัตรถูกไฟไหม้บางส่วน บัตรชำรุด เลอะเลือน เป็นต้น ต้องเปลี่ยนบัตรภายใน 60 วัน นับแต่วันที่บัตรเดิมชำรุดหรือถูกทำลาย หากพ้นกำหนดจะต้องเสียค่าปรับไม่เกิน 100 บาท

    หลักฐาน

1.     บัตรประจำตัวประชาชนเดิมที่ชำรุดหรือถูกทำลาย

2.     เอกสารที่มีรูปถ่ายของผู้ขอมีบัตรใหม่ที่ทางราชการออกให้ เช่น ใบอนุญาตขับขี่ หลักฐานการศึกษา หรือหนังสือเดินทาง เป็นต้น

3.     หากไม่มีเอกสารตามข้อ 2 ให้นำเจ้าบ้านหรือบุคคลผู้น่าเชื่อถือมาให้การรับรอง

·       เสียค่าธรรมเนียม 20 บาท

 

กรณีบุคคลที่ได้รับการยกเว้นการมีบัตรประจำตัวประชาชน เช่นพระภิกษุ สามเณร ฯลฯ จะขอทำบัตรประจำตัวประชาชนก็ได้

 

หลักฐาน

1.  กรณีพระภิกษุ หรือสามเณร ต้องย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้านของวัดก่อน แล้วแก้ไขคำนำหน้านามในทะเบียนบ้านเป็นพระ สามเณร หรือสมศักดิ์ ก่อนจึงจะขอมีบัตรได้

2.   หลักฐานที่แสดงว่าเป็นบุคคลซึ่งได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีบัตร เช่น หนังสือสุทธิของพระ หรือหนังสือเดินทาง กรณีเป็นผู้ที่อยู่ระหว่างการศึกษา ณ ต่างประเทศ

·       ไม่เสียค่าธรรมเนียม

6. กรณีบุคคลที่พ้นสภาพได้รับการยกเว้นขอทำบัตร

    ผู้ซึ่งพ้นสภาพได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีบัตรประจำตัวประชาชน เช่น ผู้พ้นโทษจากเรือนจำหรือทัณฑสถาน เป็นต้น ต้องไปขอทำบัตรประชาชนภายใน 60 วัน นับแต่วันพ้นสภาพได้รับการยกเว้น หากพ้นกำหนดจะต้องเสียค่าปรับไม่เกิน 100 บาท

 

          หลักฐาน

1.  หลักฐานที่แสดงว่าพ้นสภาพจากการยกเว้นไม่ต้องมีบัตร เช่น หนังสือสำคัญของเรือนจำหรือทัณฑสถาน (ร.ท.5) หรือหนังสือเดินทางและเอกสารที่แสดงว่าเป็นผู้สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ มีบัตรประจำตัวข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจแล้วแต่กรณี เป็นต้น

2.  หากไม่ปรากฏข้อมูลการทำบัตร หรือบัตรเดิมได้หมดอายุนานแล้ว ต้องนำเจ้าบ้านและบุคคลน่าเชื่อถือมารับรองด้วย

·       ไม่เสียค่าธรรมเนียม

7. กรณีผู้ถือบัตรย้ายที่อยู่

    เพื่อให้รายการที่อยู่ที่ปรากฏในบัตรประจำตัวประชาชนตรงกับรายการในทะเบียนบ้านผู้ถือบัตรผู้ใดย้ายที่อยู่จะขอเปลี่ยนบัตรโดยที่บัตรเดิมยังไม่หมดอายุสามารถทำได้แต่หากไม่ขอเปลี่ยนบัตรก็สามารถใช้บัตรนั้นได้ต่อไปจนกว่าบัตรจะหมดอายุ

 

    หลักฐาน

1.  บัตรประจำตัวประชาชนเดิม

·       เสียค่าธรรมเนียม 20 บาท

 

8. กรณีผู้ซึ่งมีอายุเกิน 70 ปี ขอมีบัตร

    คนสัญชาติไทยซึ่งมีอายุเกิน 70 ปี จะขอมีบัตรประจำตัวประชาชนก็ได้

 

    หลักฐาน

1.       สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน

2.       บัตรประจำตัวประชาชนเดิม (ถ้ามี)

3.       หากไม่ปรากฏข้อมูลการทำบัตร หรือบัตรเดิมได้หมดอายุนานมากแล้ว ต้องนำเอกสารอื่นที่ทางราชการออกให้มาแสดง พร้อมทั้งนำเจ้าบ้านและบุคคลที่น่าเชื่อถือมารับรอง

·       ไม่เสียค่าธรรมเนียม

 

การขอมีบัตรกรณีเป็นบุคคลได้รับการเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน

 

บัตรประชาชนแบบเก่า


 


 


ต้องยื่นขอมีบัตรประจำตัวประชาชนภายใน 60 วัน นับแต่วันที่เพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน หากพ้นกำหนดมีโทษปรับไม่เกิน 100 บาท

 

 

หลักฐาน

1.  เพิ่มชื่อกรณีแจ้งเกิดเกินกำหนด ใช้หลักฐานสูติบัตร และสอบสวนเจ้าบ้านหรือบุคคลน่าเชื่อถือ

2.  เพิ่มชื่อกรณีชื่อตกสำรวจให้สำเนาทะเบียนบ้านที่ผู้นั้นเคยมีชื่ออยู่ก่อน หลักฐานการเพิ่มชื่อหรือหลักฐานที่ทางราชการออกให้ และสอบสวนเจ้าบ้านหรือบุคคลผู้น่าเชื่อถือ

·       ไม่เสียค่าธรรมเนียม

      การขอมีบัตรกรณีบุคคลซึ่งได้สัญชาติไทย หรือได้รับอนุมัติให้มีสัญชาติไทย หรือได้กลับคืนสัญชาติไทย

      ยื่นคำขอมีบัตรภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับสัญชาติไทย หากเกินกำหนดมีโทษปรับไม่เกิน 100 บาท

 

          หลักฐาน

1.  กรณีได้ได้รับอนุมัติให้มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ หรือได้กลับคืนสัญชาติไทย ใช้หนังสือสำคัญการแปลงสัญชาติเป็นไทย หรือหนังสือสำคัญแสดงการได้กลับคืนสัญชาติเป็นไทยแล้วแต่กรณี

2.  หลักฐานอื่นๆ ที่ทางราชการออกให้ และสอบสวนเจ้าบ้านหรือบุคคลผู้น่าเชื่อถือ

 

ขอเปลี่ยนบัตร กรณีเปลี่ยนคำนำหน้านาม

      หลักฐาน

1.  บัตรประจำตัวประชาชนเดิม

2.   หลักฐานแสดงการเปลี่ยนคำนำหน้านาม เช่น ทะเบียนสมรส ทะเบียนอย่า เป็นต้น

·       ไม่เสียค่าธรรมเนียม

  

ข้อควรระวังเกี่ยวกับบัตรประจำตัวประชาชน

1. จัดเก็บรักษาบัตรประชาชนและข้อมูลส่วนตัวให้ปลอดภัย

2. พกบัตรประชาชน ในการเป๋าสตางค์ที่ใช้บ่อย ๆ และ สามารถเก็บได้ง่าย

3. หมั่นสำรวจดูเสมอ ๆ ว่าบัตรประชาชนนั้น ยังถูกเก็บอย่างปลอดภัย ไม่หาย

4. หากบัตรประชาชนหาย ควรรีบไปขอทำบัตรทดแทนโดยเร็ว

5. ไม่ควรมอบบัตรประชาชนไปให้บุคคลอื่นไปทำธุรกรรมแทน

6. การให้สำเนาบัตรประชาชนเพื่อการทำธุรกรรม ควรขีดคร่อมและเขียนวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน

7. การยินยอมรับเปิดบัญชีเพื่อให้บุคคลอื่นใช้แทนเป็นเรื่องผิดกฎหมาย

 

 

วิธีเซ็นสำเนาบัตรประชาชนให้ปลอดภัย

       สำหรับช่วงเวลานี้ข้อมูลบนบัตรประชาชนถูกนำมาใช้รับสิทธิต่างๆ หรือการส่งข้อมูลเพื่อทำธุรกรรมออนไลน์หลากหลายรูปแบบหลากหลายช่องทาง ดังนั้น เราจึงควรพึงระมัดระวัง และรอบคอบให้มากขึ้น ด้วย 5 วิธีดังนี้

1.   ถ่ายหน้าบัตรประชาชนเพียงด้านเดียว และไม่ถ่ายหลัง

บัตร หลังบัตรจะมีอักษรอังกฤษ ME และตามด้วยเลข 10 หลัก

2.   ขีด 2 เส้น ทับสำเนาบัตรประชาชน แต่ห้ามขีดทับใบหน้า

3.   ระหว่างเส้นให้เขียนว่า “ใช้เพื่อ…(เรื่องที่ทำ)…เท่านั้น” พร้อมเขียนสัญลักษณ์ # หรือ * ปิดหัว-ท้าย เพื่อป้องกันการเพิ่มเติมข้อความ

4.   เขียน วัน/เดือน/ปี ที่ใช้ สำเนาบัตรประชาชน

5.   เขียน “สำเนาถูกต้อง” พร้อม “เซ็นชื่อรับรอง” เพื่อป้องกันการลบ

 

 


 

 

 

ที่มา

https://bit.ly/3izAdgM

https://www.bora.dopa.go.th/CallCenter1548/index.php/card/16-card-smartcard-first

https://www.thairath.co.th/content/154461