หัวข้อของบันทึกนี้ ผุดขึ้นมาระหว่างนั่ง ฟังการประชุม DE กลางน้ำที่มูลนิธิสยามกัมมาจลจัดทาง ออนไลน์ ให้แก่โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง ของ กสศ. ในวันอาทิตย์ที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๕ แบบซุ่มฟังเงียบๆ ไม่แสดงตัว จึงได้ฟังผู้อำนวยการโรงเรียน และ ศน. เขาสนทนากันแบบเปิดใจ ทำให้ผมได้ฟังเรื่องราวลึกๆ ภายใน สพฐ. เป็นที่มาของชื่อบันทึกนี้
วงสนทนานี้ เป็นวงของผู้ทำหน้าที่ โค้ช ให้แก่โรงเรียนในโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง โดยส่วนใหญ่เป็น ผอ. โรงเรียนด้วย มีบางท่านเป็น ศน. คำสนทนาทำให้ผมเห็นชัดว่า การบริหารของ สพฐ. ยังเป็นแบบโบราณ ที่มองการทำงานแบบเป็นเส้นตรง มีความชัดเจนแน่นอน ซึ่งไม่ตรงกับสภาพความเป็นจริงที่ VUCA
แนวทางบริหารงานของ สพฐ. ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ทำให้โรงเรียนไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่เป็นองค์กรเรียนรู้ เพราะต้องทำงานตามรูปแบบที่ สพฐ. กำหนดและสั่งการ ต้องทำงานสนองโครงการที่ สพฐ. และเขตพื้นที่การศึกษาคิดขึ้นปีละจำนวนมาก โอกาสคิดเอง ลองเอง ทำผิดและต้องแก้ไขปรับปรุงเอง และที่สำคัญ เรียนรู้เอง จึงมีน้อยมาก
สภาพเช่นนี้ ปล่อยไว้นานไปเป็นผลร้ายต่อบ้านเมือง เพราะจะเป็นระบบการศึกษาที่บ่มเพาะพลเมืองคุณภาพต่ำ ซึ่งที่จริงดำเนินการมาราวๆ ๓๐ ปี และน่าจะสร้างความอ่อนแอแก่บ้านเมืองไปมากแล้ว ปล่อยทิ้งไว้ โอกาสที่เป้าหมายการพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ และตามแผนพัฒนาประเทศระยะที่ ๑๓ จะบรรลุได้น้อยมาก ดังที่เราเห็นในแผนก่อนๆ โดยเฉพาะในเรื่องความเสมอภาคในสังคม และเรื่องความโปร่งใสซื่อสัตย์สุจริต
Transform ระบบการศึกษาไปเป็นอย่างไร อ่านได้ในหนังสือ การศึกษาคุณภาพสูงระดับโลก และ World Development Report 2018 : Learning to Realise Education’s Promise ที่ผมตีความเสนอไว้ที่ (๑) โดยขอให้สังเกตว่า WDR 2018 บอกเราชัดเจนว่า มีหลายฝ่ายเข้าไปหาผลประโยชน์จากระบบการศึกษาแบบปัจจุบัน และพยายามขัดขวางการเปลี่ยนแปลง
ที่จริงในระบบบริหารการศึกษาส่วนกลางของประเทศ ก็มีผู้บริหารที่เป็นคนดีมีความสามารถไม่ใช่น้อย หากมีวิธีดำเนินการที่เปิดช่องให้ท่านเหล่านี้เข้ามาเป็นแนวร่วมของการเปลี่ยนโฉมระบบการศึกษา เราก็จะได้พลังของคนดีมีความสามารถเหล่านี้ เข้าเสริมขบวนการ transform ระบบการศึกษา
วิธีดำเนินการ transform ระบบการศึกษาไทย ด้วยพลังของการปฏิบัติ หนุนด้วยวงจรการเรียนรู้ จะเสนอในบันทึกที่ ๑๓๔ ของ บันทึกชุด ทำงานเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา
วิจารณ์พานิช
๓๑ ม.ค. ๖๕