ยุทธศาสตร์เชิงถอย ใช้ใจสู้โอมิครอน
วีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์
15 มีนาคม 2565
เมื่อต้นปี 2563 มนุษยชาติด้านหนึ่งก็หวาดกลัวการระบาดของโควิดจากจีนออกไปทั่วโลก อีกด้านหนึ่งมนุษย์ก็ทำท่าขึงขังจะควบคุมโควิดให้ได้ตั้งแต่การเริ่มต้นระบาด มีมาตรการล็อคดาวน์กันทั่วโลกนานนับเดือน จนสัตว์ป่าทั้งหลายเริงร่า เกือบจะเข้ามาอาศัยอยู่ในเมือง โควิดระบาดหนัก 2-3 เดือน แล้วก็สงบพอให้หายใจหายคอราว 6 เดือน
ปลายปี 2563 มนุษย์ก็มีความหวังมากขึ้น เมื่อบริษัทยารายงานผลการทดลองภาคสนามแสดงว่าวัคซีนได้ผลในการป้องกันการติดเชื้อและแพร่เชื้อ
ต้นปี 2564 ก็เริ่มมีการระบาดสายพันธ์แอลฟาหรืออังกฤษ แพร่ได้มากกว่าสายพันธุ์อู่ฮั่นจากจีน แต่ก็ยังดีที่วัคซีนป้องกันสายพันธุ์นี้ได้ รวมทั้งวัคซีนเชื้อตายที่เรานำเข้าจากจีน
กลางปีสายพันธุ์ก็เริ่มเปลี่ยนไปกลายเป็นสายพันธุ์เดลตาจากอินเดีย คนทั่วโลกติดเชื้อและตายเป็นเบือ เนื่องจากวัคซีนขาดแคลน คนไทยหาทางนำเข้าวัคซีนทุกวิถีทาง แต่กว่าวัคซีนจะมาถึงและฉีดได้เป็นเรื่องเป็นราว คนกรุงเทพ ฯ และชายแดนใต้ก็ติดเชื้อตายไปมากแล้ว
ปลายปี 2564 เมืองไทยเริ่มมีวัคซีนพอใช้ แต่ทั่วโลกเริ่มมีสายพันธุ์โอมิครอนระบาดกลบสายพันธุ์เดลตา เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าวัคซีนไม่ว่าชนิดไหนก็ป้องกันการแพร่กระจายของโอมิครอนไม่สำเร็จ ขณะเดียวกับการติดเชื้อโอมิครอนก็ไม่รุนแรง อัตราป่วยหนักและอัตราตายต่ำ
เดือนกุมภาพันธ์ 2565 หลายประเทศในโลก นำโดยฝ่ายตะวันตกก็ตัดสินใจว่าจะอยู่กับโควิด เลิกมาตรการควบคุมต่าง ๆ ที่เคยเข้มงวด หลายประเทศเลิกบังคับหรือชักชวนให้ประชาชนต้องฉีดวัคซีน หลายประเทศประกาศว่าไม่ต้องสวมหน้ากากอนามัยแล้ว ความจริงมาตรการพวกนี้เริ่มใช้ก่อนที่เชื้อจะหยุดระบาด และถึงแม้เชื้อยังระบาดต่อไปรัฐบาลประเทศเหล่านั้นก็ไม่เปลี่ยนนโยบายผ่อนคลาย
ประเทศไทยเราก็ตามเขาไปแหละครับ เราก็จะเลิกกักตัวคนเข้าประเทศในไม่กี่วันข้างหน้า รัฐบาลประกาศอนุญาตให้ดำเนินกิจกรรมสงกรานต์ได้ ดื่มสุราได้
ฟอีกไม่ช้าก็คงจะเหมือนต่างประเทศ คือ ไม่ต้องฉีดวัคซีนและไม่ต้องสวมหน้ากากอนามัย เรากำลังจะถือว่าโควิดเป็นโรคประจำถิ่นในไม่ช้านี้
ชาวบ้านทั่วไปยังงงอยู่ว่าโรคประจำถิ่นมันคืออะไร ทำไมถึงเรียกอย่างนั้น สมัยผมเด็ก ๆ มีสถานีวิทยุประจำถิ่นของทหาร (วปถ.) ใช้ AM คลื่นยาว กระจายเสียงอยู่ในรัศมีไม่เกิน 10 กิโลเมตรจากค่ายทหาร และมีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยเป็น AM คลื่นสั้น กระจายเสียงจากกรุงเทพ พวก วปถ. ต้องตั้งเสาสูงรับคลื่นมาถ่ายทอดให้ประชาชนฟัง อย่างน้อยก็เอาไว้เทียบเวลาตอนเข้าและตอนหัวค่ำ ตอนนี้ 50 ปีผ่านมา วิทยุ AM เหลือน้อยเต็มทีเพราะเสียงรบกวนมาก มีแต่วิทยุ FM และวิทยุผ่านอินเตอร์เนต ความเป็นวิทยุประจำถิ่นก็หมดไป
โรคประจำถิ่นมาจากคำว่า endemic คำว่า endo เป็นภายในหรือข้างในเช่น endorphin คือ สารภายในร่างกายที่ทำหน้าที่คล้ายมอร์ฟีน ทำให้คนมีความสุขไม่เจ็บปวด คำว่า endemic ในความหมายทางระบาดวิทยา คือ โรคที่เกิดขึ้นจำกัดเฉพาะภายในพื้นที่ไม่ได้ได้เป็นโรคระบาด (epidemic) ที่กระจายวงกว้างออกไปที่มีคนป่วยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนโรคที่ระบาดสูงสุดเรียกว่า pandemic ซึ่งคำว่า pan- แปลว่ากว้างขวาง เช่น panorama แปลว่า ภาพ ณ จุดชมทิวทัศน์ที่มองได้รอบทิศทาง สมัยก่อนสายการบิน PanAm ก็คือบินไปทั่วอเมริกาหรือสายการบินของอเมริกันที่บินไปทั่วโลก
ผมยังไม่เชื่อว่าโควิดจะจำกัดตัวเองอยู่ ณ พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งในเวลาอันใกล้ เช่น ภายในปีนี้ โควิดน่าจะยังมีอยู่ทั่วโลก แต่อาจจะสร้างความเสียหายไม่มากเท่ากับทีผ่านมา การเรียกว่าโรคประจำถิ่น หรือ endemic จึงเป็นการสื่อความหมายผิด
เอาเป็นว่าเขาเชื่อกันว่าโควิดจะรุนแรงน้อยลงพอที่เราจะอยู่กับมันได้ก็แล้วกัน จะเรียกว่าเป็นโรคประจำถิ่นหรือเรียกอย่างอื่นไม่สำคัญ ช่างเถอะ
ทำไมถึงเชื่ออย่างนั้น คำตอบอยู่บนพื้นฐานแนวคิดทางวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต เชื้อไวรัสโคโรนาตัวนี้จะไม่หยุดวิวัฒนาการ การวิวัฒนาการของมันเราเชื่อว่าเป็นการผ่าเหล่า (mutation) ระหว่างการเพิ่มจำนวนจะต้องสร้างก็อปปี้ของตัวมันเอง ในการก๊อปปี้แต่ละครั้งมีโอกาสก๊อปปี้ผิด เปลี่ยนโครงสร้างทางพันธุกรรม ส่วนใหญ่เปลี่ยนไปแล้วไม่ได้ประโยชน์อะไรก็จะไม่ขยายพันธุ์ต่อ มีเฉพาะไวรัสจำนวนน้อย ๆ เช่น หนึ่งในพันหรือหมื่นล้าน ที่ก๊อปปี้ผิดไปแต่ทำให้ได้โครงสร้างไวรัสเหมาะสมต่อการแพร่กระจายมากขึ้น เช่น เกาะกับเซลล์ในทางเดินหายใจได้ดีขึ้น สายพันธุ์นี้ก็จะถูกคัดเลือกมาเป็นสายพันธุ์หลัก
การเกาะกับเชลล์ทางเดินหายใจได้ดีขึ้นเท่านั้นยังไม่พอที่จะช่วยให้แพร่กระจายได้ดี ไวรัสสายพันธุ์ใหม่ต้องเกิดอาการน้อย ๆ ไม่ทำให้ผู้ติดเชื้อป่วยหนัก ควรปล่อยให้ ’หลั่นล้า’ ได้มากหน่อย จะได้ไปสัมผัสกับคนอื่น ให้คนอื่นรับเชื้อต่อไป ถ้าทำให้ป่วยหนักระบุตัวผู้แพร่เชื้ออย่างเชื้อ SARS หรือ MERS ก็จะแพร่เชื้อได้น้อยกว่า การระบาดก็จะถูกควบคุมได้ง่าย
ด้วยทฤษฎีข้างต้น ไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ๆ จะแพร่ได้เก่งกว่าเดิมและอาการน้อยกว่าเดิมไปเรื่อย ๆ เมื่อแพร่ออกไปมาก ๆ การติดเชื้อแต่ละครั้งคนที่ติดเชื้อก็จะสร้างภูมิต้านทาน ถ้าคนที่ภูมิต้านทานกันมาก ๆ เชื้อก็จะแพร่ต่อไปไม่ได้ จึงมีนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าโอมิครอนอาจจะเป็นสายพันธุ์สุดท้ายของโควิด แต่ที่สุดก็ไม่จริงเพราะยังมีสายพันธุ์ย่อยใหม่ ๆ ของโอมิครอนมาแทนรุ่นพี่ตลอดเวลา
ตอนนี้เราก็น่าจะเชื่อเขาไปก่อน เพราะประเทศต่าง ๆ ที่โอมิครอนระบาดหนัก สักพักหนึ่งการระบาดก็ลดลง ถึงแม้จะไม่ฉีดวัคซีนและสวมหน้ากากแล้วเชื้อก็ไม่ได้ระบาดมาก ประเทศตะวันตกทั้งหมดดูเหมือนเป็นอย่างนั้น
ประเทศที่ใกล้ ๆ กับไทย อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม ก็มีโอมิครอนระบาด คนตายกันเพิ่มนิดหน่อยไม่ถึงสองเดือนเชื้อก็สงบไปคนก็ตายน้อยลง ผมหวังว่าเราจะเป็นแบบเขา
แต่กลุ่มประเทศขงจื้อเช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลี ญี่ปุ่น พวกนี้ดูเหมือนจะเปราะบางต่อโอมิครอน รอบนี้ตายมากกว่ารอบเดลตาเสียอีก ฉะนั้น ขอให้รัฐบาลและพี้น้องประชาชนฟังหูไว้หู คอยระแวดระวังให้ดีนะครับ อย่าไปตามฝรั่งจนหมดใจ ผมเชื่อว่าเราไม่แย่อย่างพวกนี้ แต่ทำไมพวกนี้แย่แบบนั้นก็ไม่ทราบเหมือนกัน
รัฐบาลยกธงขาวให้โอมิครอนยึดครองและอยู่ในไทยเป็นโรคประจำถิ่นได้แล้ว เจ้าหน้าที่สาธารณสุขควรทำอย่างไร
ประการแรก ทางกระทรวงสาธารณสุขบอกว่าไม่เป็นไร เตียงสำหรับผู้ป่วยหนักยังพอมี คนที่ป่วยไม่หนักก็นอนแยกตัวเองอยู่ที่บ้านก็แล้วกัน อาการหนักแล้วค่อยมา อันนี้ก็ถูกต้องอยู่ แต่จำนวนคนป่วยหนักและเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นอย่างช้าถ้าไม่หยุดเพิ่มเสียที ในที่สุดก็จะเตียงเต็มเหมือนสมัยเดลตาระบาด เพียงแต่รอบนี้มันค่อย ๆ เต็มอย่างช้า ๆ ไม่ปุบปับ
ดังนั้นเราต้องมาช่วยกันลุ้นว่าโรคจะลดลงก่อนที่เตียงจะเต็มจนรับไม่ไหวหรือไม่ อย่างที่บอกคือประเทศที่มีการระบาดหนักอย่างรวดเร็วเขาผ่านพ้นไปแล้วทั้งที่จนและรวย แต่ก็มีประเทศตะวันออกไกลขงจื๊อที่ว่าที่ยังเพิ่มอย่างดุเดือดอยู่ เราจะเอาอะไรมาบอกว่าเราจะเป็นแบบไหน ผมคิดคนเดียวว่าสงสัยต้องใช้สัญชาตญาณลึก ๆ ในการระวังภัยของแต่ละคน ถ้าสัญชาติญาณยังใช้ได้ดีมันจะบอกเราเองว่าตอนนี้ปลอดภัยหรือน่ากลัวแค่ไหน ผู้อ่านอาจจะบอกว่า พูดอย่างนี้ไม่เป็นวิทยาศาสตร์เสียเลย มันเป็นวิทยาศาสตร์ของสัญชาตญาณในการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตครับ ถูกบ้างผิดบ้าง ถ้าระบบดีสัญชาตญาณน่าจะถูก ถ้าสัญชาตให้สัญญาณผิด เราก็จะพ่ายแพ้ธรรมชาติ ก็ต้องยอมรับครับ
เอาเป็นว่าเชื่อสัญชาตญาณของรัฐบาลไปก่อนก็แล้วกันว่าเราจะพ้นจุดสูงสุดแล้ว โอมิครอนจะลดลงแล้ว ตอนนี้ต้องอดทนหน่อย ไม่อดทนยังไงได้ครับ วัคซีนก็ไม่ได้ผล คุณหมอทั้งหลายฉีดไปสามสี่เข็มแล้วก็ยังติดโควิดกันเป็นแถวเลย
เรื่องหมอติดเชื้อโควิดนี้น่ากังวลครับ ไม่ใช่กังวลว่าหมอจะป่วยหนักหรือตาย หรือ หมอจะแพร่เชื้อให้คนไข้ แต่ที่สำคัญ คือ หมอติดโควิดไปแล้วต้องถูกกักตัวมาทำงานรักษาคนไข้ไม่ได้เริ่มมีมากขึ้นเรื่อย ๆ
รอบโอมิครอนนี่หมอติดเชื้อกันมากกว่าสมัยเดลตามาก ๆ ไม่ติดได้อย่างไร ประชาชนทั่วไปติดเชื้อกว้างขวาง หมอก็เป็นประชาชนก็ต้องติดไปด้วย นอกจากนี้คนไข้และญาติคนไข้ในโรงพยาบาลทีแออัดจะมีคนแพร่เชื้อเต็มไปหมด หมอที่รอดไปได้ก็ถือว่าโชคดี เฮง ไม่ใช่ เก่ง
ถ้าหมอ(ซึ่งหมายถึงบุคลากรสาธารณสุขทีดูแลผู้ป่วยโดยตรงรวมทั้งพยาบาลและพนักงานในโรงพยาบาลหลาย ๆ ระดับ) ติดเชื้อพร้อม ๆ กัน ใครจะมีรักษาคนไข้ โดยเฉพาะคนไข้ฉุกเฉินคงจะต้องรอคิวไปอีกยาวจนตายไปก่อนได้รับการรักษา ช่วงนี้ใครเป็นโรคร้ายแรงที่ต้องการหมอเฉพาะทางประเภทหายาก็ต้องระวังนะครับ
แหม คิดเล่น ๆ ว่าถ้าจัดให้หมอผลัดกันติดเชื้อหยุดงานสัก 7 วันโดยไม่ป่วยมาก จะดีกว่าติดเชื้อพร้อมกันหลายคนก็แล้วกันไม่มีใครมาทำงานได้
โรคระบาดอุบัติใหม่มักจะคุกคามโรงพยาบาลก่อนเสมอ เพราะผู้ติดเชื้อจะต้องมารักษาตัวที่โรงพยาบาล ยิ่งโรงพยาบาลแออัดมาก การป้องกันการแพร่เชื้อยิ่งอ่อนแอ เชื้อก็จะแพร่ในโรงพยาบาลได้รุนแรงขึ้น ช่วงรอการเปลี่ยนผ่านให้โควิดน้อยลงก็ขอให้ทางโรงพยาบาลสนใจการติดเชื้อโควิดในโรงพยาบาลให้มาก ๆ หน่อยนะครับ ช่วยกันอย่าให้คนไข้ปลอดเชื้อไปรับเชื้อโควิดในโรงพยาบาล
ระหว่างรอลุ้นให้โอมิครอนถอยทัพ ช่วยดูแลและรายงานสถิติให้หน่วยเหนือและประชาชนรับทราบสถานการณ์การติดเชื้อโควิดในโรงพยาบาลเป็นระยะด้วย
เรื่องสุดท้ายทางระบาดวิทยาที่จะเขียนก็คือ เมื่อมาตรการทางสังคมในการป้องกันโควิดลดลงแล้ว เราไม่ต้องตั้งการ์ดเพราะเราเลิกชกมวยแล้ว มาตรการทางสาธารณสุขที่ต้องให้เจ้าหน้าที่ภาคสนามปฏิบัติการหนักเหมือนยุคเดลตาก็ควรจะผ่อนคลายไปด้วย เพื่อสงวนกำลังเอาไปทำอย่างอื่นที่สำคัญกว่า
เราควรจะยกเลิกการออกค้นหาผู้ติดเชื้อรายใหม่ในชุมชน (active case finding) ได้แล้ว เพราะไปที่ไหนก็มีแต่คนมีเชื้อที่ไม่มีอาการทั้งนั้น ตรวจไปก็เจอ เรื่องการสอบสวนโรค หรือ ที่เราเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า contact tracing ก็ควรจะทบทวนว่าต้องทำหรือไม่ ถ้าทำจะทำอย่างไรให้เหมาะสม
ข้อมูลทั่วไปที่เห็นกัน คือ ถ้ามีการติดเชื้อรายหนึ่ง คนทั้งบ้านจะติดเชื้อหมดเกือบทั้งนั้น การออกไปสอบสวนเพื่อแยกคนติดเชื้อออกจากคนในบ้านจะได้ประโยชน์น้อย
เราตรวจคัดกรองด้วย ATK เป็นการยอมแพ้โควิดมาตั้งนานแล้ว เพราะกว่าจะให้ผลบวกคนที่ติดเชื้อก็แพร่เชื้อไปหลายวันแล้ว ครั้นจะกลับไปตรวจด้วย RT-PCR เหมือนเดิม กระสุนเงินตราก็ร่อยหรอ ศัตรูคือโควิดก็เต็มไปหมด จะไม่แพ้ได้อย่างไร
แทนที่จะออกไปภาคสนามมากอย่างที่เคยทำ เราตั้งรับอยู่ที่สถานพยาบาลให้คนที่มีอาการมารับการรักษา แนะนำให้ตรวจ ATK ในบ้านกันเอง แล้วใช้เจ้าหน้าที่ที่เคยออกสอบสวนโรคที่บ้านเพิ่มอัตรากำลังกลายเป็นคนโทรศัพท์ตามครอบครัวของคนที่ติดเชื้อ พร้อมกับให้คำแนะนำที่เหมาะสม ถ้าใครมีอาการหนักค่อยมาโรงพยาบาลจะดีกว่าไหม เยี่ยมบ้านเฉพาะกรณีจำเป็นดีกว่าไหม
ป่วยการที่จะทำงานหนักเกินไปในเมื่อรัฐบาลก็บอกให้ประชาชนเดินทางในช่วงสงกรานต์ได้ ดื่มสุราได้ การง่วนสอบสวนโรคเพียงไม่กี่รายสำหรับโอมิครอนที่เราไม่มีทางหยุดยั้งได้คงจะได้ประโยชน์ไม่มากนัก
สรุปแล้ว ทำอะไรไม่ได้ก็ให้ทำใจนะครับ เอาใจสู้กับโอมิครอน เราน่าจะเห็นแสงสว่างแบบที่ประเทศรุ่นพี่ที่ผ่านโควิดหนัก ๆ มาแล้วในไม่ช้าครับ