การประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาพัฒนา ระบบ ววน. ของ สอวช. เมื่อบ่ายวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ นำสู่บันทึกนี้
วาระสำคัญที่ทีมงานของ สอวช. เอามาปรึกษาคือเรื่อง ระเบียงเศรษฐกิจนวัตกรรมหมายเลข ๑ (Route Number 1 Innovation Economic Corridor) เพื่อรองรับทางรถไฟความเร็วสูง จากจีนสู่ลาว ที่มีถนนจากภาคเหนือของไทยไปบรรจบกับสถานีบ่อเต็น ในลาว ทางรถไฟและถนนดังกล่าวมีผลให้สินค้าจากจีนทะลักเข้ามาที่ลาวและไทย ทางประเทศไทยจึงต้องเตรียมตัวรับมือ ให้สินค้าไทยพร้อมส่งไปยังลาวและจีน
สินค้าไทยต้องเป็นสินค้ามูลค่าสูง โดยมีการใส่นวัตกรรมเข้าไป สอวช. จึงเตรียมเสนอระเบียงเศรษฐกิจนวัตกรรมหมายเลข ๑ (Route Number 1 Innovation Economic Corridor) กินพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน โดยมีอุทยานวิทยาศาสตร์ ๓ อุทยาน (ภาคเหนือ ภาคอีสานตอนบน และภาคอีสานตอนล่าง) เป็นกำลังหนุน
ที่ประชุมแนะนำว่า ควรดำเนินการในลักษณะภาคเอกชนนำ ภาครัฐและภาควิชาการหนุน ต้องมองการพัฒนาให้ครบวงจร คือต้องคำนึงถึงตลาดและคู่แข่งด้วย
การประชุมดำเนินไปภายใต้กระบวนทัศน์ผลประโยชน์ของไทยเป็นใหญ่ จนในที่สุด ดร. กฤษณพงศ์ กีรติกร เตือนขึ้นว่า เราต้องเข้าใจและเห็นใจผลประโยชน์ของประเทศที่เกี่ยวข้อง คือจีนและลาวด้วย โดยเฉพาะประเทศลาว เพื่อให้ระเบียงเศรษฐกิจนวัตกรรมหมายเลข ๑ ของเรามีความมั่นคงในระยะยาว
ทำให้ผมเข้าใจกระบวนทัศน์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ว่าหากไม่ระวัง เราจะมุ่งแต่รักษาหรือตักตวงผลประโยชน์ของประเทศเรา ทำให้ขาดความเข้าใจประเทศเพื่อนบ้านหรือมิตรประเทศ การพัฒนาประเทศของเราก็จะทำอย่างไร้ความเข้าใจที่ลึกและเชื่อมโยงอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขาด empathy ต่อมิตรประเทศ ความสัมพันธ์ที่ขาด empathy ในภาษาธรรมดาคือ “แล้งน้ำใจ” มุ่งแต่ผลประโยชน์ของตนเอง ทำให้ไม่เข้าใจฝ่ายอื่น ความสัมพันธ์จะไม่ราบรื่น ขาดความไว้วางใจต่อกัน (mutual trust)
ในที่ประชุม มีการพูดถึง trust ในหลากหลายมิติ หลากหลายกิจกรรม จะเห็นว่า trust เป็น assets สำคัญ ไม่เฉพาะของบุคคล ยังสำคัญต่อองค์กร วงการ และประเทศด้วย empathy เป็นปุ๋ยของ trust
ที่จริงวงประชุมนี้ เน้นที่ ววน. คือวิทยาศาสตร์, วิจัย และนวัตกรรม ที่คนมักมองไปที่เทคโนโลยี ส่วนที่เรียกว่า hard skills บันทึกนี้ชี้ว่า ไม่ว่าเรื่องใด หากขาดพื้นฐาน หรือจุดยืนที่ดีในด้านกระบวนทัศน์หรือท่าที ที่เป็นส่วน soft skills หรือด้านคุณธรรม เสียแล้ว โอกาสสำเร็จอย่างยั่งยืนจะน้อย
วิจารณ์พานิช
๒ ก.พ. ๖๕