สมรภูมิรบมหาสมุทรแอตแลนติก (Battle of the Atlantic)
3 กันยายน 1939 – 8 พฤษภาคม 1945 สมรภูมินี้กินเวลายาวนานเกือบตลอดช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
แต่จุดวิกฤติที่สุดอยู่ในช่วง ค.ศ. 1940-1943 เยอรมนีและอังกฤษต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงเส้นทางเดินเรือในมหาสมุทรแอตแลนติก
เพื่อกีดกันไม่ให้ชาวอังกฤษได้รับเสบียงจากพันธมิตร กองทัพเรือและกองทัพอากาศของเยอรมันจึงโจมตีกองเรือของทาง
สัมพันธมิตร อย่างไรก็ตาม เส้นทางเดินเรือดังกล่าวนี้ ได้รับการคุ้มครองโดยกองทัพของประเทศอังกฤษและแคนาดา

สมรภูมิรบบริเตน (The Battle of Britain) 10 กรกฎาคม – 31 ตุลาคม 1940
เป็นสมรภูมิใหญ่ครั้งแรกที่ทำการต่อสู้กันโดยใช้กองทัพอากาศ สมรภูมินี้เริ่มต้นขึ้นในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1940
เมื่อกองทัพอากาศของฝ่ายเยอรมันเริ่มทำการโจมตีทางอากาศเหนือน่านฟ้าเกาะอังกฤษ ฝ่ายเยอรมันใช้ยุทธวิธีการบุกทำลาย
สถานที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ เพื่อก่อให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน พลเมืองเสียชีวิตไปจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม
ในช่วงปลายเดือนตุลาคมปีเดียวกัน ฝ่ายนาซีกลับล้มเหลว การพ่ายแพ้ครั้งนี้ทำให้ฝ่ายเยอรมันไม่สามารถบุกเข้าเกาะ
อังกฤษอย่างเต็มรูปแบบได้ และเป็นครั้งแรกที่กองทัพของฮิตเลอร์ปราชัย นอกจากนี้ สมรภูมิรบบริเตนยังแสดงให้เห็นถึง
ความสำคัญของยุทธวิธีทางอากาศ ซึ่งส่งผลต่อความได้เปรียบทางการทหารด้วย
โดยศึกแห่งเสืออากาศครั้งนี้ ฝ่ายอังกฤษมีทหารเสียชีวิตและบาดเจ็บประมาณ 1,000 นาย เครื่องบินถูกทำลายประมาณ
1,500 ลำ ขณะที่ฝ่ายนาซีเยอรมันบอบช้ำอย่างหนัก เสียชีวิตกว่า 2,600 นาย ถูกจับเป็นเชลยนับพันนาย อีกกว่า 600 นาย
หายสาบสูญ และเครื่องบินถูกทำลายประมาณ 1,800 ลำ



สมรภูมิปิดล้อมนครเลนินกราด (The Siege of Leningrad) 8 กันยายน 1941 – 27 มกราคม 1944
ระหว่างเดือนกันยายน ค.ศ.1941 ถึง มกราคม ค.ศ.1944 กองทัพรถถังฝ่ายนาซีได้ทำการปิดล้อมเมืองเลนินกราด
ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ตอนนั้นพลเมืองในเลนินกราดได้ช่วยกันสร้างกำแพงเพื่อกันไม่ให้ฝ่ายนาซีเข้ามาในเมือง
และเพื่อสนับสนุนกองทัพแดงของโซเวียต ถึงแม้จะทำให้กองทัพเยอรมันไม่สามารถรุกคืบเข้ามาได้อีก แต่สิ่งที่ต้องเสียไป
เพื่อชัยชนะดังกล่าวนั้นมหาศาลนัก มีพลเมืองกว่า 1,000,000 ต้องเสียชีวิตในระหว่างช่วงที่กองทัพเยอรมันปิดล้อมเมือง
ทนทุกข์ทรมานกว่า 2,000,000 คน ซึ่งยังไม่รวมทหารของกองทัพโซเวียตอีกกว่า 1,000,000 นายด้วย
สมรภูมิอ่าวเพิร์ล (Pearl Harbor) 7 ธันวาคม 1941
การลอบโจมตีอ่าวเพิร์ลในรัฐฮาวาย (Hawaii) โดยกองทัพญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 1941 นั้น
ทำให้อเมริกาต้องโดดเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเต็มตัว กองทัพญี่ปุ่นทำเช่นนี้เพื่อให้แน่ใจว่า
ตนจะสามารถขยายพื้นที่ยึดครองไปในบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ โดยไม่มีสหรัฐอเมริกาเข้ามาขัดขวาง
ญีปุ่นส่งกองกำลังโจมตีชาวอเมริกันบนแนวชายฝั่งของตัวเองอย่างหนัก โดยที่ชาวอเมริกันไม่ทันได้ตั้งตัว
ส่งผลให้ชาวอเมริกันเสียชีวิตกว่า 2,400 คน และสูญเสียเรือรบประจัญบาน ยูเอสเอส อริโซน่าและเรือรบอื่นๆอีก 18 ลำ
เครื่องบินอีก 400 ลำ และสูญเสียยุทโธปกรณ์ไปอีกจำนวนมากขณะที่ความเสียหายของฝ่ายญี่ปุ่นนั้น มีเครื่องบิน 31 ลำ
นักบิน 64 คน เรือดำน้ำ 5 ลำ และถูกจับกุมได้ 1 คน


สมรภูมิรบแห่งสตาลินกราด (The Battle of Stalingrad ) 23 สิงหาคม 1942 – 2 กุมภาพันธ์ 1943
ในสมรภูมินี้ กองทัพเยอรมันต่อสู้กับกองทัพโซเวียต เพื่อครอบครอง สตาลินกราด 1 ในเมืองยุทธศาสตร์สำคัญ
การที่ฝ่ายเยอรมันสูญเสียทหารไปเป็นจำนวนมาก และการที่ฝ่ายโซเวียตสามารถหยุดการรุกคืบของเยอรมันได้
ทำให้สมรภูมินี้เป็นจุดเปลี่ยนของสงครามการต่อสู้เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ค.ศ.1942
ซึ่งมีทั้งการต่อสู้โดยทิ้งระเบิดจากทางอากาศและการเผชิญหน้ายิงกันด้วยปืนกลตามถนนหนทางในเมือง
ในที่สุดฝ่ายเยอรมันก็ยอมแพ้ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1943 โดยมีกำลังพลบาดเจ็บ เสียชีวิตหรือสูญหายรวมกว่า
850,000 นาย รวมทั้งกว่า 100,000 นาย ถูกจับเป็นเชลยจับ เครื่องบิน 900 ลำถูกทำลาย
รวมถึงรถถังอีกกว่า 1,500 คันด้วย ส่วนฝ่ายโซเวียตก็บอบช้ำไม่แพ้กัน มีผู้บาดเจ็บ เสียชีวิตหรือสูญหายรวมเกือบ
2,000,000 คน รถถังอีกกว่า 4,000 คัน และอื่นๆอีกนับไม่ถ้วน


การบุกขึ้นชายฝั่งนอร์มังดี (The Invasion of Normandy) 6 มิถุนายน 1944 – กลางเดือนกรกฎาคม 1944
สมรภูมินี้เป็นทั้งสมรภูมิที่ได้รับการสรรเสริญมากที่สุด และนองเลือดมากที่สุดในสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพฝ่าย
สัมพันธมิตร จากอังกฤษ สหรัฐฯ และแคนาดา ยกพลขึ้นบกที่ชายฝั่งแคว้นนอร์มังดี เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ.1944
หรือ เป็นที่รู้จักกันในชื่อ D-Day เพื่อปลดปล่อยพื้นที่ทางตอนเหนือของฝรั่งเศสจากกองทัพเยอรมัน ผลที่ตามมา คือ
การต่อสู้ที่รุนแรง ทรหดและดุเดือดที่สุด แต่ในที่สุด ฝ่ายสัมพันธมิตรก็สามารถขับไล่ฝ่ายเยอรมันออกจากพื้นที่ได้เกือบ
ทั้งหมดในช่วงปลายเดือนสิงหาคม อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้เสียชีวิตสูงมากกันทั้งสองฝ่าย



สมรภูมิบอลจ์ (The Battle of the Bulge) 16 ธันวาคม 1944 – 28 มกราคม 1945
ฝ่ายสัมพันธมิตรได้บุกเข้าไปในแนวรับของกองกำลังเบลเยียม ในช่วงฤดูหนาวของปี ค.ศ.1944 สภาพอากาศที่เลวร้าย
และความมั่นใจในตัวเองเกินไป เกือบทำให้พวกเขาต้องล้มเหลว อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงช่วงคริสต์มาส ฝ่ายสัมพันธมิตรก็รวม
กำลังกลับมาได้อีกครั้ง และสามารถบังคับให้ฝ่ายเยอรมันถอนทัพออกไปได้
สมรภูมิบอลจ์เป็นสมรภูมิที่กองทัพสหรัฐฯสูญเสียกำลังทหารมากที่สุด โดยมีทหารเสียชีวิตไปถึง 19,000 นาย บาดเจ็บ
กว่า 45,000 นาย สูญหายหรือถูกจีบอีกกว่า 20,000 นาย เสียรถถังไปอีก 800 คัน ส่วนคู่หูอย่างอังกฤษ บาดเจ็บและ
เสียชีวิตรวมประมาณ 1,500 นาย ส่วนฝ่ายเยอรมัน บาดเจ็บและเสียชีวิตรวมประมาณ 100,000 นาย รถถังอีก 600 คัน


สมรภูมิโอกินาวา (The Battle of Okinawa) 1 เมษายน – 21 มิถุนายน 1945
ฝ่ายสัมพันธมิตรต้องการเข้าควบคุมเกาะโอกินาวาเนื่องด้วยเหตุผลทางยุทธศาสตร์ ดังนั้นฝ่ายอเมริกันจึงบุกยึด
เกาะในวันที่ 15 มีนาคม ค.ศ.1945 ซึ่งได้รับการสนับสนุนทางกำลังพลจากทั้งทางอากาศและทางน้ำ กองทัพญี่ปุ่นได้ตอบโต้
ด้วย การโจมตีพลีชีพแบบ kamikazeซึ่งการต่อสู้ที่รุนแรงนี้ทำให้สมรภูมิโอกินาวามีจำนวนผู้เสียชีวิตมากที่สุดในบรรดา
สมรภูมิรบมหาสมุทรแปซิฟิกทั้งหมดและทำให้เป็นหนึ่งในการต่อสู้ทางอากาศ ทางทะเล และทางบกครั้งใหญ่ที่สุด
ในประวัติศาสตร์สุดท้ายแล้ว หลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดกว่า 2 เดือน ฝ่ายสหรัฐฯ ได้ชัยชนะ
แต่ต้องเสียชีวิตไปกว่า 12,000 นาย บาดเจ็บหรือสูญหายกว่า 70,000 นาย ขณะที่
ญี่ปุ่น เสียชีวิตทั้งหารและพลเรือนประมาณ 150,000 คน และอีกกว่า 10,000 คนตกเป็นเชลย




สมรภูมิเบอร์ลิน (The Battle of Berlin) 16 เมษายน – 2 พฤษภาคม 1945
การต่อสู้เพื่อยึดครองกรุงเบอร์ลินเริ่มต้นขึ้นกลางเดือนเมษายน ค.ศ. 1945 เมื่อ กองทัพแดง Red Army
เริ่มรุกเข้าไปในเมือง สิ่งที่ตามมา คือ การต่อสู้กันอย่างดุเดือด แต่เมื่อถึงวันที่ 30 เมษายน ฝ่ายโซเวียตก็เข้ายึด
The Reichstag-อาคารที่ทำการของรัฐบาลเยอรมันได้ ทำให้ฮิตเลอร์และผู้ติดตามอีกหลายคนต้องฆ่าตัวตาย
ส่งผลให้การต่อสู้ในสมรภูมินี้จบลงไม่กี่วันหลังจากนั้น ซึ่งสำหรับทวีปยุโรปแล้ว
หมายถึงจุดสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2 นั่นเอง


ยุทธการมิดเวย์ (Battle of Midway) 3-6 มิถุนายน ค.ศ. 1942
เป็นศึกที่เกิดขึ้นให้หลัง “การโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์” 6 เดือน เป็นสมรภูมิสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับญี่ปุ่น
เป็นสงครามชี้ชะตาครั้งสำคัญ ซึ่งต่างฝ่ายต่างต้องการชัยชนะเพื่อสร้างความได้เปรียบในสงครามโลกครั้งที่ 2 สมรภูมิแห่งนี้
จึงนับว่าเป็นสมรภูมิที่มีผู้กล่าวถึงไม่น้อยไปกว่ายุทธการที่อ่าวเพิร์ล ยุทธการที่ดันเคิร์ก หรือยุทธการที่นอร์มังดี
สหรัฐอเมริกาได้รับชัยชนะในยุทธการมิดเวย์ ทำให้ญี่ปุ่นได้ยกเลิกแผนการที่จะบุกออสเตรเลียและการขยายอิทธิพลใน
มหาสมุทรแปซิฟิก กองเรือญี่ปุ่นลดความสำคัญลงเป็นเพียงยุทธปัจจัยสนับสนุนการสงครามเท่านั้น ยุทธการนี้ยังเป็นจุดเปลี่ยน
สำคัญที่ทำให้การสู้รบในยุทธการต่อ ๆ มา ญี่ปุ่นเริ่มเป็นฝ่ายตั้งรับและป้องกันตลอดช่วงเวลาที่เหลือของสงครามโลกครั้งที่ 2
การสูญเสีย
ญี่ปุ่น สูญเสียชีวิตทหารมากกว่า 3,000 นาย ในจำนวนนี้เป็นนักบินฝีมือดีกว่า 200 นาย เครื่องบินมากกว่า 300 ลำ
เรือลาดตระเวนหนักอีก 1 ลำ และการสูญเสียใหญ่สุดคือเรือบรรทุกเครื่องบินหลักทั้ง 4 ลำสหรัฐอเมริกา สูญเสียชีวิต
ทหารมากกว่า 360 นาย สูญเสียเรือบรรทุกเครื่องบิน ยอร์กทาวน์ และเรือพิฆาต USS Hammann เครื่องบินรบอีก 145 ลำ



ยุทธการที่ดันเคิร์ก (Battle of Dunkirk)
นายกรัฐมนตรีวินสตัน เชอร์ชิลล์ ของอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เรียกยุทธการดันเคิร์กว่า
'การอพยพที่น่ามหัศจรรย์' ในการกล่าวสุนทรพจน์ "เราจะสู้บนหาด" (We Shall Fight on the Beaches)
ในปี 1940 เป็นการอพยพทหารอังกฤษและฝรั่งเศสออกจากชายหาดและอ่าวในเมืองดันเคิร์กจำนวนรวม 338,226 นาย
ปฏิบัติการนี้สามารถอพยพทหารไปสู่ที่ปลอดภัยได้เพียง 45,000 นายเท่านั้น



ปฏิบัติการสิงโตทะเล (Operation Sealion)
ปฏิบัติการนี้เป็นปฏิบัติการสำหรับการยกพลขึ้นเกาะอังกฤษของกองทัพนาซีเยอรมัน ซึ่งการจะยกพลขึ้นได้นั้น
ต้องทำการถล่มกองทัพเรือและกองทัพอากาศของอังกฤษให้สิ้นซากเสียก่อนแล้วค่อยทำการยกพลขึ้นบก
แม้ว่ากองทัพอากาศของเยอรมนีจะถล่มกรุงลอนดอนและอีกหลายๆ เมืองในอังกฤษจนได้รับความเสียหายอย่างหนัก
แต่ก็ไม่สามารถทำให้อังกฤษยอมแพ้ได้ และอังกฤษยังได้รับกำลังเสริมเพิ่มเติมจากสหรัฐอเมริกา และประเทศ
เครือจักรภพอีก จนกระทั่งวันที่ 31 ตุลาคม ค.ศ.1940 กองทัพอากาศเยอรมนีได้ยุติการถล่มเกาะอังกฤษ
สิ่งที่ทำให้อังกฤษสามารถต่อสู้กับกองทัพอากาศเยอรมนีได้เพราะว่าอังกฤษได้มีการพัฒนาระบบเรดาห์ในการค้นหา
เครื่องบินของกองทัพเยอรมัน จึงทำให้อังกฤษมีการเตรียมตัวเพื่อ รับมือการโจมตีได้ทันท่วงที

ปฏิบัติการบาร์บารอสซา (Operation Barbarossa)
ชื่อปฏิบัติการบาร์บารอสซาถูกตั้งชื่อตามพระนามของจักรพรรดิฟรีดริช บาร์บารอสซา แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ผู้นำสงครามครูเสดครั้งที่สาม ในช่วงคริสต์ศตวรรรษที่ 12
วัตถุประสงค์ของปฏิบัติการนี้ คือ การพิชิตสหภาพโซเวียตทางภาคพื้นยุโรปทั้งหมด ซึ่งถือเอาแนวที่ลากเส้นระหว่าง
อัคอังเกลส์ก (Arkangelsk) ที่อยู่ทางตอนเหนือของรัสเซีย ลงไปจนถึงเมืองอัสตราคาน (Astrakhan) ที่อยู่ริมสามเหลี่ยมปาก
แม่น้ำวอลกา โดยแนวนี้ถูกเรียกว่าแนว AA ปฏิบัติการบาร์บารอสซาไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ฮิตเลอร์คาดหวังไว้
โดยการยึดครองพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศเอาไว้ ไม่นานหลังจากปฏิบัติการบาร์บารอสซา
กองทัพเยอรมันไม่อาจเป็นฝ่ายบุกในแนวรบด้านตะวันออกอีกต่อไป และหลังจากนั้น ก็ประสบความพ่ายแพ้มาตลอด
ปฏิบัติการบาร์บารอสซาเป็นปฏิบัติการทางทหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ทั้งทางด้านกำลังพลพื้นที่ปฏิบัติการและความสูญเสียที่
เกิดขึ้นความล้มเหลวในยุทธการบาร์บารอสซาเป็นที่ถกเถียงกันว่าเป็นสาเหตุโดยรวมที่ทำให้นาซีเยอรมนีต้องประสบกับความ
พ่ายแพ้ และเป็นจุดเปลี่ยนของนาซีเยอรมนีของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ จากการเปิดการโจมตีของนาซีทำให้เกิดการรบใหม่ขึ้นมาคือ
แนวรบด้านตะวันออก ซึ่งเป็นยุทธบริเวณที่ใหญ่ที่สุดในโลกตราบจนถึงปัจจุบัน
ปฏิบัติการบาร์บารอสซากลายเป็นการรบครั้งยิ่งใหญ่ ความโหดร้าย การสูญเสียชีวิตปริมาณมหาศาล ซึ่งทั้งหมดได้ส่ง
อิทธิพลต่อสงครามโลกครั้งที่สอง และประวัติศาสตร์ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ตลอดมา



ยุทธการที่อัลอะละมัยน์ครั้งที่สอง (23 ตุลาคม–11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1942)
เป็นยุทธการในสงครามโลกครั้งที่ 2ใกล้กับที่หยุดรถไฟอัลอะละมัยน์ (El Alamein) ในอียิปต์ยุทธการนี้เป็นจุดเปลี่ยนใน
การทัพทะเลทรายตะวันตก ยุทธการที่อัลอะละมัยน์ครั้งที่หนึ่งป้องกันฝ่ายอักษะมิให้รุกคืบเข้าไปในอียิปต์มากขึ้นชัย
ของกองทัพสัมพันธมิตร ได้ยุติภัยคุกคามของฝ่ายอักษะต่ออียิปต์ คลองสุเอซและทุ่งน้ำมันตะวันออกกลางและเปอร์เซียทาง
แอฟริกาเหนือ เป็นความสำเร็จสำคัญของฝ่ายสัมพันธมิตรครั้งแรกนับแต่ปฏิบัติการครูเซเดอร์ในปลายปี 1941