ในโลกแห่งความเป็นจริงหรือปรมัตถสัจแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเพียงสมมุติกันขึ้นมาเท่านั้น เริ่มตั้งแต่ชื่อ สกุล และอะไรอีกมากมาย ต่าง ๆ ที่เราชื่นชมกันว่าดี มีเกียรติยศ มี ศึกดิ์ศรี และอีกอย่างโลกนี้คือเปรียบได้กึบเวที ละครฉากใหญ่ที่สมมุติให้แต่ละคนได้แสดงออก ทางบทบาทและได้กำหนดระดับบทบาทไว้ว่า เป็นเกียรติยศศักดิ์ศรีในระดับต่าง ๆ กัน จึง ทำให้แต่ละคนอยากจะแสวงหาบทบาทที่สังคม เชื่อกันว่าเป็นเกียรติยศเป็นศักดิ์ศรีนั้นมา ครองถือกัน แต่ก็อย่าลืมว่า ในสภาพแห่งความเป็น จริงแล้ว โลกของเราก็มีสิ่งที่เป็นโลกธรรมประจำ โลกอยู่ 8 ประการคือเมื่อมีลาภก็มีเสื่อมลาภ มี ยศก็มีเสื่อมยศ มีนินทาก็มีสรรเสริญ ประการ สุดท้ายมีสุขก็มีทุกข์วนเวียนกันไปอย่างนี้ จึงสอนให้เรารู้เท่ารู้ทัน มิฉะนั้นจะแย่ ถ้า แย่แล้วก็จะมีแต่ทุกข์หาสุขได้ยาก รวมแล้ว ทั้ง 8 ประการ ทุกคนต้องประสบ ด้วยกันหมดจะต่างกันเพียงแต่ว่าใครจะประสบ มาก ใครจะประสบน้อยเท่านั้น ฉะนั้น ในทางพุทธศาสนา จึงสอนให้เรา บริหารจิตบริหารใจ ให้เป็นผู้ฉลาดทางอารมณ์ และเฉียบคมทางปัญญา จึงจะนำพาชีวิตให้มีสุข อย่างราบรื่น

ชีวิตจะมีสุขถ้าไม่ยึดมั่นถือมั่นและปล่อยวาง

 

ชีวิตจะมีสุขถ้าไม่ยึดมั่นถือมั่นและปล่อยวาง

ดร.ถวิล  อรัญเวศ

      ความยึดมั่นถือมั่นนั้นเกิดจากใจเรายังยึด

ในเกียรติศักดิ์ศรีตามที่สังคมโลกได้สร้างขึ้นมา

ซี่งก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาของคนปุถุชนแต่

ในโลกแห่งความเป็นจริงหรือปรมัตถสัจแล้ว

ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเพียงสมมุติกันขึ้นมาเท่านั้น

เริ่มตั้งแต่ชื่อ สกุล และอะไรอีกมากมาย

ต่าง ๆ ที่เราชื่นชมกันว่าดี มีเกียรติยศ มี

ศึกดิ์ศรี และอีกอย่างโลกนี้คือเปรียบได้กึบเวที

ละครฉากใหญ่ที่สมมุติให้แต่ละคนได้แสดงออก

ทางบทบาทและได้กำหนดระดับบทบาทไว้ว่า

เป็นเกียรติยศศักดิ์ศรีในระดับต่าง ๆ กัน จึง

ทำให้แต่ละคนอยากจะแสวงหาบทบาทที่สังคม

เชื่อกันว่าเป็นเกียรติยศเป็นศักดิ์ศรีนั้นมา

ครองถือกัน

         แต่ก็อย่าลืมว่า ในสภาพแห่งความเป็น

จริงแล้ว โลกของเราก็มีสิ่งที่เป็นโลกธรรมประจำ

โลกอยู่ 8 ประการคือเมื่อมีลาภก็มีเสื่อมลาภ มี

ยศก็มีเสื่อมยศ มีนินทาก็มีสรรเสริญ ประการ

สุดท้ายมีสุขก็มีทุกข์วนเวียนกันไปอย่างนี้

จึงสอนให้เรารู้เท่ารู้ทัน มิฉะนั้นจะแย่ ถ้า

แย่แล้วก็จะมีแต่ทุกข์หาสุขได้ยาก

      รวมแล้ว ทั้ง 8 ประการ ทุกคนต้องประสบ

ด้วยกันหมดจะต่างกันเพียงแต่ว่าใครจะประสบ

มาก ใครจะประสบน้อยเท่านั้น

      ฉะนั้น ในทางพุทธศาสนา จึงสอนให้เรา

บริหารจิตบริหารใจ ให้เป็นผู้ฉลาดทางอารมณ์

และเฉียบคมทางปัญญา จึงจะนำพาชีวิตให้มีสุข

อย่างราบรื่น

       ฉลาดทางอารมณ์ ก็คือการบริหารจิต

บริหารใจ การรู้จักข่มจิตข่มใจเอาไว้ได้เมื่อ

ยามโลภ โกรธและลุ่มหลงเกินประมาณ

เข้ามาครอบงำ โดยให้รู้จักปล่อยวางเสียบ้าง

ไม่แบกทุกข์ไว้ในใจไปตลอด หรือแบกเอาไว้

หมดทุกอย่าง ทำใจให้ใส ๆ  ละชั่ว ทำดี และ

ทำให้ใจให้ผ่องใสไม่ยึดมั่นถือมั่น โดยเฉพาะ

งาน เงินนั้น ท่านบอกว่า คนขยันย่อมจะหา

ทรัพย์ได้ งานคือเกียรติยศ คนผู้ทำงาน

ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต คือผู้เกียรติยศ ที่ใดมีคน

ที่นั้นย่อมมีเงิน แต่ทำอย่างไรเราจึงจะทำให้

คนที่มีเงินนั้นยอมควักเงินจากประเป๋าของเขา

มาใส่ในกระเป๋าของเราโดยความยินดี ไม่ได้

ไปแย่งชิงวิ่งราวเอามา

       สิ่งสำคัญคือยึดทางสายกลาง 8 ประการ

คือทำความเห็นให้ถูกต้อง เห็นชอบ ดำริชอบ

วาจาชอบ การงานชอบ เพียรพยายาม

ชอบ เลี้ยงชีพชอบ ระลึกชอบ และตั้งใจมั่นไว้

โดยชอบ และแก้ปัญหาชีวิตเมื่อถึงคราววิกฤต

ด้วยความจริงอันประเสริฐ 4 อย่าง คือต้องรู้ว่า

อะไรคือตัวปัญหา สาเหตุแห่งปัญหานั้น ๆ

มาจากอะไร จะดับทุกข์ดับปัญหานั้นได้

อย่างไร ก็แสวงหาหนทางแนวทางที่ดีมาเพื่อ

จะแก้ป้ญหานั้น ๆ และก็กำหนดเป็นหนทาง

ที่ดีเพื่อแก้ปัญหาแบบมั่งคั่ง มั่นคง และ

ยั่งยืนต่อไป

       สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมาดนั้นแหละ จะทำให้ชีวิตเรามีแต่ความสุข 

ทุกข์น้อย หรือเกือบจะไม่มีถ้าใจเราไม่ยึดมั่นถือมั่นและรู้จักทำการ

ปล่อยวางให้เป็นนั้นเอง..............