การที่จะติชมใครสักคน ไม่ใช่ว่า เป็นเรื่องที่ทำได้โดยง่าย เพราะประการ สำคัญ คนที่รับคำติชมจากเรา เขาเต็มใจที่จะนำเอาข้อติชมไปปฏิบัติไหม หรือ คำติชมของเรา สามารถทำได้ไหมในทางปฏิบัติ หรือเป็นเพียงอุดมการณ์เท่านั้น ดังนั้น คนที่ทำหน้าที่ให้ข้อเสนอแนะ วิจารณ์คนอื่น อาจจะฟังไว้ ว่าควรติชมอย่างไร จึงจะไม่มีใคร ๆ เขาย้อนเราได้ หลายท่านคงจะเคยเห็นหรือได้ยินคำว่า “ นิคฺคณฺเห นิคฺคารหํ ปคฺคณฺเห ปคฺคารหํ” ซึ่งเป็นพุทธภาษิตในภาษาบาลี แปลเป็นไทยได้ใจความว่า “พึงตำหนิคนที่ควรตำหนิ และ พึงยกย่องคนที่ควรยกย่อง”

 

ดร. ถวิล อรัญเวศ

           การที่จะติชมใครสักคน ไม่ใช่ว่า เป็นเรื่องที่ทำได้โดยง่าย เพราะประการ

สำคัญ คนที่รับคำติชมจากเรา เขาเต็มใจที่จะนำเอาข้อติชมไปปฏิบัติไหม หรือ

คำติชมของเรา สามารถทำได้ไหมในทางปฏิบัติ หรือเป็นเพียงอุดมการณ์เท่านั้น

           ดังนั้น คนที่ทำหน้าที่ให้ข้อเสนอแนะ วิจารณ์คนอื่น อาจจะฟังไว้ ว่าควรติชมอย่างไร
จึงจะไม่มีใคร ๆ เขาย้อนเราได้

           หลายท่านคงจะเคยเห็นหรือได้ยินคำว่า “ นิคฺคณฺเห นิคฺคารหํ ปคฺคณฺเห

ปคฺคารหํ” ซึ่งเป็นพุทธภาษิตในภาษาบาลี แปลเป็นไทยได้ใจความว่า

         “พึงตำหนิคนที่ควรตำหนิ และ พึงยกย่องคนที่ควรยกย่อง

          นั้นก็หมายความว่า พระพุทธเจ้า พระองค์ทรงสอนให้เราพึงเป็นคนรู้จักพูดเวลาจะตำหนิใครซึ่งจะทำให้เขายอมรับคำตำหนิเราไปปฏิบัติ จำต้องอาศัยเทคนิค วิธีการ โดยการพูดบัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น และต้องเป็นคนมองโลกในแง่ดี ไม่ใช่เห็นอะไรก็จะตำหนิไปหมดทุกอย่าง เพราะอาจทำให้เราต้องเดือดร้อนหรือประสบทุกข์ได้ดังนิทานปรัมปรา ที่ได้มาจากเว็บธรรมะไทยดังต่อไปนี้

          มีเรื่องเล่ามาว่า

          กาลครั้งหนึ่ง มีชายคนหนึ่ง ชาวบ้านต่างพากันเรียกเขาว่า "นายช่าง" การเป็นช่างของนายคนนี้ มิใช่ช่างไม้ ช่างปูน หรือว่าช่างเครื่องยนต์ แต่เป็น "ช่างติ" คือเขาเป็นคนมีพรสวรรค์ในการติ เรียกว่าเป็นเอตทัคคะในทางติเลยทีเดียว

         เขาเห็นอะไรก็สามารถติได้ทั้งนั้น เหมือนกับที่โบราณกล่าวไว้ว่า

        “ช่างกลึง พึ่งช่างชัก      ช่างสลัก พึ่งช่างเขียน

         ช่างรู้ พึ่งช่างเรียน       แต่ช่างติเตียน ไม่ต้องพึ่งใคร

          ต่อมา ชาวบ้านพากันคิดว่า น่าจะจัดให้มีการประลองความสามารถในการติของนายคนนี้ 
ลองดูสิว่าเขาจะติได้ทุกอย่างหรือไม่

         มีผู้เสนอว่าให้เชิญช่างปั้นพระที่ชาวบ้านนิยมยกย่องว่าฝีมือเยี่ยมมาปั้นพระแล้วให้
นายช่างติคนนี้มาติลองดูซิว่า เขาจะหาที่ติได้หรือเปล่า

         เมื่อตกลงกันอย่างนี้แล้ว ชาวบ้านได้ไปเชิญช่างปั้นพระมาแล้วบอกวัตถุประสงค์ให้ทราบ

         ช่างปั้นพระออกแบบพระและปั้นพระอย่างประณีตบรรจง เรียกว่าปั้นอย่างสุด ความสามารถเลยทีเดียว

         เมื่อการปั้นพระเสร็จเรียบร้อยแล้ว ชาวบ้านต่างก็ชมเป็นเสียงเดียวกันว่า พระองค์นี้งาม หาที่ติไม่ได้ แล้วให้ไปเชิญนายช่างติมาติพระ

         เมื่อนายช่างติมาเห็นพระถึงกับตกตะลึง เพราะพระพุทธรูปองค์นี้งามจริงๆ เขาพิจารณาพระพุทธรูปอย่างละเอียดถี่ถ้วน แต่ก็หาที่ติไม่พบ

         เขาเกือบจะยอมแพ้แล้ว แต่สุดท้ายนายช่างติก็เอ่ยขึ้นมาจนได้ว่า

"พระพุทธรูปองค์นี้งามจริงๆ พุทธลักษณะถูกต้องทุกประการแต่............

 "แต่...อะไร" เสียงชาวบ้านถามออกมาพร้อมๆ กัน  

"มีที่เสียอยู่นิดหนึ่ง" ช่างติพูดเบาๆ

"เสียตรงไหน" ชาวบ้านถาม

"พระพุทธรูปองค์นี้สวยงามทุกอย่าง เสียอย่างเดียว คือพูดไม่ได้"

นายช่างติตอบหน้าตาเฉย...

        ชาวบ้านพอได้ยินนายช่างติพูดดังนั้นก็พากันนิ่งเงียบหมด ไม่คิดว่าจะแพ้

นายช่างติแบบง่ายๆ อย่างนี้ ต่างก็นึกชมว่านายช่างติคนนี้ว่าเก่งจริงๆ นะที่สามารถหาที่ติพระพุทธรูปองค์นี้จนได้

        อยู่มาวันหนึ่ง นายช่างติไปนอนเล่นอยู่ใต้ต้นมะม่วง เขามองขึ้นไปบนต้นมะม่วงเห็นลูกมะม่วงเต็มต้นไปหมด พลางเขาก็นึกตำหนิพระเจ้าผู้สร้างต้นมะม่วงขึ้นมาว่า

       "แหม! พระเจ้านี้ช่างโง่เสียจริงๆ สร้างอะไรขึ้นมาไม่เห็นจะสมดุลกันเลย ดูสิ! มะม่วงต้นออกใหญ่โต กลับสร้างลูกเล็กนิดเดียว ส่วนแตงโมต้นเล็กนิดเดียวกลับสร้าง ให้ลูกใหญ่อย่างกับบาตรพระ พระเจ้านี่ช่างโง่เสียจริงๆ นี่ถ้าเราเป็นพระเจ้านะ จะสร้างให้ต้นมะม่วงมีลูกโตๆ ส่วนแตงโมจะให้มีผลเล็กๆ จะได้สมดุลกัน"

        ในขณะที่เขากำลังวาดวิมานในอากาศอยากจะเป็นพระเจ้าอยู่เพลินๆ นั้น ลมหน้าร้อนก็พัดมาวูบหนึ่ง ทันใดนั้น มะม่วงลูกหนึ่งก็หล่นลงบนหน้าถูกผากนายช่างติพอดีพอดี   นายช่างติ ถึงกับตาลาย มองเห็นดาวระยิบระยับไปหมด และหน้าผากของเขาก็บวมปูดออกมาขนาดเท่ากับผลมะนาว

         เมื่อเหตุการณ์เป็นอย่างนี้ นายช่างติก็คิดได้ว่า

"โอ้ ...พระเจ้าสร้างถูกแล้ว" "นี่ถ้าพระเจ้าฉลาดอย่างที่เราคิด สร้างให้มะม่วงลูกใหญ่เท่าบาตรพระ ป่านนี้หัวเราคงไม่แหลกไปแล้วหรือนี่ ดีนะที่พระเจ้าไม่ฉลาดอย่างที่เราคิด...หัวเราก็เลยบวมเพียงนิดหน่อย"

        นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ผู้ที่เก่งแต่คอยจับผิดผู้อื่น โดยไม่ดูตัวเองนั้น วันหนึ่งเขาอาจจะประสบกับสิ่งที่ทำให้เขาต้องเสียใจอย่างเศร้าที่สุด เพราะมัวแต่จะติโดยยังไม่พิจารณาอย่างถี่ถ้วน ดังที่ว่า ว่าแต่เขาแต่ตัวเรานั้น ทำได้ไหม

 

 

…………………..

 

  

แหล่งข้อมูล

https://goo.gl/wnDmYU