ให้สัมภาษณ์เรื่องการศึกษา

ผศ. ดร. ลินดา เยห์  และ อ.ดร. อัครา เมธาสุข  คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นัดสัมภาษณ์เพื่อนำไปประชาสัมพันธ์หลักสูตรปริญญาเอกของคณะ   โดยมีคำถามและคำตอบต่อไปนี้ 

คุณคิดว่าสถานการณ์ทางการศึกษาของไทยตอนนี้เป็นอย่างไร (มีปัญหา สิ่งที่น่ากังวล/ น่าเป็นห่วงคืออะไร)

คุณภาพต่ำเรื้อรัง กว่า ๒๐ ปี    แก้ไขไม่สำเร็จ    ไม่มีหน่วยงาน/บุคคล รับผิดรับชอบ (accountable)   ยิ่งแก้ยิ่งเรื้อรังและยิ่งยุ่งเหยิง    หากต้องการทำความเข้าใจรากเหง้า หรือส่วนที่อยู่ใต้ภูเขาน้ำแข็งให้อ่าน World Development Report 2018   ที่ผมตีความเสนอไว้ที่  https://www.gotoknow.org/posts/tags/wdr 2018    และในหนังสือ การศึกษาคุณภาพสูงระดับโลก    สิ่งที่น่าเป็นห่วงยิ่งคือเป็นระบบที่ให้ผลประโยชน์ของกลุ่มบุคคล  มากกว่าผลประโยชน์ของประเทศ    และเราหลงเน้น "การศึกษา”  ไม่ได้เน้นที่ “การเรียนรู้”

ในเชิงระบบ ระบบการศึกษาไทย จัดระบบ (organize) ภายใต้หลักการ reductionism   แต่ความเป็นจริงมีลักษณะซับซ้อนและปรับตัว (complex – adaptive)     ระบบการศึกษาไทยอยู่ภายใต้การบริหารและดำเนินการแบบ เส้นตรงและชั้นเดียว (simple – linear)    จึงไม่สามารถดำเนินการให้เกิดผลที่ต้องการได้    เพราะเป็นการจัดระบบที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง

สรุปว่า เป็นระบบที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง    และเอื้อผลประโยชน์หลักผิดที่   

               

คุณให้ความหมายกับ academic change agent ว่าอย่างไร สิ่งนี้มีความสำคัญอะไรกับการศึกษา ของชาติ และคนที่เป็น academic change agent ควรมีความรู้ความสามารถในด้านใด

รายละเอียดอยู่ใน บล็อก ชุด เอื้อระบบนิเวศ เพื่อครูเป็นผู้ก่อการ   ที่บอกว่า ความเป็นผู้ก่อการนั้น ไม่ใช่เพียงเป็นคุณสมบัติภายในบุคคลเท่านั้น ยังขึ้นกับปัจจัยแวดล้อมด้วย   หากหวังให้ครูร่วมเป็น change agent ด้านการศึกษา    ต้องเปลี่ยนการจัดการระบบการศึกษา จาก command & control    เป็นเน้น empowerment  อย่างที่ประเทศฟินแลนด์ และประเทศอื่นๆ ที่การศึกษาคุณภาพสูงทำ     

เพราะระบบการเรียนรู้ มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ตามสภาพสังคมที่  VUCA   การเปลี่ยนแปลงจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลา จากสารพัดปัจจัย ที่เราบังคับบัญชาไม่ได้ทั้งหมด    ต้องอาศัยความร่วมมือของหลากหลายภาคี    จึงต้องการ change agent ในระบบการศึกษาเอง    เราต้องการ change agent ณ จุดปฏิบัติการ    เป็น field change agent   

แต่ field change agent ก็ไม่เพียงพอ ต้องการ academic change agent, systems change agent, political change agent ด้วย    โดยคุณสมบัติหลัก/ร่วมคือ เอาผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นตัวตั้ง   

  academic change agent ต้องมีความสามารถสร้าง evidence เพื่อหนุนการเปลี่ยนแปลงได้    รวมทั้งมีความสามารถสื่อสาร evidence ให้สาธารณชนเข้าใจง่ายได้   

 

คุณคิดว่าทฤษฎีและหลักการทางด้านวิชาการ มีบทบาทสำคัญอย่างไรต่อการพัฒนาการศึกษา/ การ เรียนรู้ของมนุษย์ (ขอให้ยกตัวอย่างเป็นรูปธรรม)

การเรียนรู้ของมนุษย์ได้รับการจัดระบบ (organize) เพื่อให้สนองการรวมตัวกันเป็นรัฐ และสนองการพัฒนาบุคคลให้เป็นคนดีมีประโยชน์และมีความสุขในชีวิต    ระบบนั้นเรียกว่า “ระบบการศึกษา”    การจัดระบบดังกล่าว ใช้ความรู้สำคัญ ๒ ชุด   คือทฤษฎีว่าด้วยการเรียนรู้ของมนุษย์ (learning/cognitive science)   กับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำงานของสมองของมนุษย์ (neuroscience)   ความรู้สองชุดนี้ก้าวหน้ามากและเปลี่ยนแปลงมากในช่วง ๒๐ - ๓๐ ปีที่ผ่านมา 

นอกจากการเปลี่ยนแปลงที่ทฤษฎีแล้ว    ยังมีการเปลี่ยนแปลงของสังคม และของตัวผู้เรียน    ที่ระบบการศึกษาต้องนำมาใช้ในการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาของประเทศ    

ทำให้ประเทศต่างๆ ต้องเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาของตน   ประเทศที่สามารถ reform ระบบการศึกษาได้ ก็จะมีระบบการศึกษาที่แข็งแรง   แต่ประเทศไทยระบบการศึกษามีกลุ่มผลประโยชน์ครอบครองอยู่อย่างซับซ้อนและเหนียวแน่น    ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้    จึงต้องการนักวิชาการที่ทำงานสร้าง evidence  และสื่อสารสังคม เพื่อให้เกิดกระแสนโยบายสาธารณะที่รุนแรงพอ   ที่จะให้ฝ่ายการเมืองนำไปเป็นนโยบายหาเสียงในการเลือกตั้ง    และประชาชนเข้าใจตรงกัน   

เพราะความซับซ้อนของระบบการศึกษา และระบบสังคม   คนในสังคมจึงอาจเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา (part of the problem) โดยไม่รู้ตัว     แทนที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา (part of the solution)    นักวิชาการควรมีบทบาทช่วยหนุนให้คนส่วนใหญ่เป็น part of the solution 

ตัวอย่างรูปธรรมคือ การเปลี่ยนการเรียนรู้ จากการถ่ายทอดความรู้  เป็นการเรียนรู้เชิงรุก   การเปลี่ยนบทบาทครู จากผู้สอน เป็นโค้ชหรือ facilitator   การเปลี่ยนเป้าหมายของการเรียนรู้จากมีความรู้ เป็นมีสมรรถนะ   

 

 นอกเหนือไปจากความรู้ในเชิงทฤษฎีแล้ว คุณคิดว่าความสามารถในการประยุกต์ใช้ทฤษฎีมีส่วน สำคัญอย่างไรในการพัฒนาประชากรและการศึกษาของประเทศ (หากต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลง ความเข้าใจทางทฤษฎีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอแล้วหรือไม่)

ความรู้เชิงทฤษฎีในกลุ่มนักวิชาการอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคม     เพราะสังคม VUCA   จึงต้องการการสื่อสารสังคม ทำความเข้าใจทฤษฎีจากสภาพจริงหรือปรากฏการณ์จริง   โดยมีข้อมูลหลักฐานจากผลงานวิชาการสนับสนุน 

 

มองไปในอนาคต คุณคิดว่าผู้ที่จะทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงการศึกษาและสนับสนุนการเรียนรู้ของ มนุษย์ ควรมีความสามารถในการประยุกต์ใช้ทฤษฎีในลักษณะใดบ้าง

ต้องเข้าไปทำงานวิชาการในสนาม    ไม่มัวทำงานวิชาการในสถาบันวิชาการเท่านั้น    ต้องทำงานวิชาการในลักษณะประยุกต์ทฤษฎีในสภาพจริง ที่มีความซับซ้อน   ไม่เพียงทำงานวิชาการแบบควบคุมตัวแปร   

 

From theory to practice

ที่จริงหัวข้อของการสัมภาษณ์ ต้องการให้วิจารณ์เรื่องการนำทฤษฎีไปใช้ในภาคปฏิบัติ ในการวิจัยที่เรียกว่า action research   ซึ่งผมทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย    ข้อเห็นด้วยได้กล่าวในหัวข้อก่อนหน้านี้แล้ว     ข้อไม่เห็นด้วยเป็นเพราะวิธีคิด จากทฤษฎีสู่ปฏิบัติ เป็นความคิดเชิงเส้นตรง    ซึ่งไม่ใช่ชีวิตจริง ไม่ใช่โลกแห่งความเป็นจริง

โลกแห่งความเป็นจริง เป็นความซับซ้อน (complexity)   และเป็นวงจร (cycle) ย้อนกลับไปมา หรือป้อนกลับ   ที่หากเราทำเป็น   เราสามารถทำให้ชีวิตจริงในทุกเรื่องเป็น “วงจรเรียนรู้” (learning cycles)    และจะเป็นวงจรเรียนรู้ที่มีคุณค่าสูงยิ่งขึ้นมาก  หากเรารู้วิธีทำให้เป็น “การเรียนรู้สองวงจร” (double-loop learning)   

การเรียนรู้สมัยใหม่ ต้องเน้นเรียนผ่านการปฏิบัติ (action) ตามด้วยการสะท้อนคิด (reflection)    หากเราสะท้อนคิดตั้งคำถามเน้นที่การปรับปรุงวิธีปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลดียิ่งขึ้น เรียกว่าการเรียนรู้วงจรเดี่ยว (single-loop learning) ที่มีคุณค่ามาก    แต่จะมีคุณค่าต่อการเรียนรู้ยิ่งขึ้น หากสะท้อนคิดโดยตั้งคำถามไปที่ตัวทฤษฎี หรือที่เป้าหมายที่กำหนดไว้  เพื่อปรับเป้าหมายหรือปรับสมมติฐานหรือทฤษฎีด้วย    ก็จะเกิดการเรียนรู้สองวงจร   เกิดการเรียนรู้ที่ลึกและเชื่อมโยงยิ่งกว่าการเรียนรู้วงจรเดี่ยว 

 

ที่จริงเราคุยกันเรื่องการเรียนปริญญาเอกลงลึกมาก    แต่จะไม่เล่าในบันทึกนี้    ทางอาจารย์หลินน่าจะได้นำไปคิดต่อ และดำเนินการเพื่อให้หลักสูตรปริญญาเอกของคณะฯ ก่อคุณค่าสูง   

วิจารณ์ พานิช

๑๑ ก.พ. ๖๕