บทความ Revisiting academic health sciences systems a decade later : discovery to health to population to society (2021) และ Health professionals for a new century : transforming education to strengthen health systems in an interdependent world (2010) นำสู่การสะท้อนคิด และสื่อสารออกมาเป็นบันทึกชุดนี้ เพื่อเสนอแนะให้ช่วยกันพิจารณาหาวิธีขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่ตัวระบบ เสริมจากวิธีสร้างการเปลี่ยนแปลงที่กระบวนการ ในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา
เพราะเราสมาทานกระบวนทัศน์เชิงลดทอนความซับซ้อน (reductionism) เราจึงจัดระบบองค์กรการศึกษาของวิชาชีพสุขภาพตามสาขาวิชาชีพ ซึ่งเป็นแนวทางที่เรารับมาจากโลกตะวันตก และใช้มานับร้อยปี บัดนี้ โลกตะวันตกเริ่มเปลี่ยนใจ ว่าวงวิชาการต้องไม่หลีกเลี่ยงความซับซ้อน ต้องดำเนินการในสภาพจริงที่ซับซ้อน คือดำเนินการเชิงระบบ เปลี่ยนจากวิชาการแยกส่วน (fragmentation) เป็นวิชาการบูรณาการเชิงระบบ ซึ่งในกรณีนี้เรียกว่า AHSS – Academic Health Sciences Systems
คือวิชาการด้านสุขภาพต้องเชื่อมโยงข้อค้นพบใหม่ๆ (discovery) สู่การดูแลสุขภาพ (health) หรือบริการทางคลินิก สู่ประชากร (population) สู่สังคม (society) ไม่หยุดอยู่แค่ดูแลสุขภาพของบุคคลหรือปัจเจก ต้องรับผิดชอบสุขภาวะของประชากร และของสังคมภาพรวม คือต้องทำงานเลยจากบริการสุขภาพ (healthcare) สู่การทำประโยชน์แก่สังคมในภาพรวม (societal good) คือสร้างความเป็นอยู่ที่ดี (well-being) ของบุคคล และสังคม
วิชาการด้านสุขภาพจึงไม่จำกัดอยู่ที่วิชาความรู้ด้านสุขภาพโดยตรงเท่านั้น ต้องครอบคลุมความรู้เชิงประชากร ใช้เทคโนโลยีระบบข้อมูล ที่นำมาประมวลความหมาย (ยุคนี้วิเคราะห์แบบ big data analytics) ใช้หนุนการทำงานทั้งระดับปัจเจก และระดับประชากร และครอบคลุมสุขภาวะของสังคม รวมทั้งมิติด้าน คุณธรรมความดีงาม (ethics) และความเสมอภาค (equity)
วิชาการด้านสุขภาพ จึงต้องประยุกต์หลักการใหม่ๆ ได้แก่ การคิดเชิงระบบ (systems thinking), วิทยาการเชื่อมโยง (convergence science), อณูสู่ประชากร (molecular to population), วิทยาการข้อมูลและการคำนวณ (data and quantitative sciences), และความรับผิดชอบต่อสังคม (social responsibility)
จะเห็นว่า AHSS ต้องการนักวิชาการด้านสังคมศาสตร์ เข้ามาดูแลปัจจัยด้านสังคม ที่มีอิทธิพลต่อสุขภาพของผู้คน ที่เรียกว่า social determinants of health และเริ่มมีการกล่าวถึง commercial determinants of health ด้วย คือมีกิจกรรมทางธุรกิจการค้าที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคน ที่จะต้องมีการทำความเข้าใจ และจัดการเชิงระบบ ซึ่งหมายความว่า นักวิชาการด้านกฎหมายต้องเข้ามาร่วมด้วย
ระบบสุขภาพ เกี่ยวข้องกับทุกมิติของสังคม เขาจึงเสนอหลักการ “วิทยาการเชื่อมโยง” (convergence science) ขึ้นใช้เพื่อการนี้ โดยเมื่อค้นด้วยกูเกิ้ล พบว่ามีการให้นิยามของ convergence science ว่า “an approach to problem solving that cuts across disciplinary boundaries” ที่มาของคำนี้คือรายงานของ NRC (National Research Council) ของสหรัฐอเมริกา เรื่อง Convergence : Facilitating Transdisciplinary Integration of Life Sciences, Physical Sciences, Engineering and Beyond (2014) การจัดการเชิงระบบ ย่อมต้องใช้วิทยาการเชื่อมโยง
เอกสาร Revisiting academic health sciences systems a decade later เสนอกรอบความคิดไว้ดังนี้
เป็นกรอบความคิดที่ช่วยให้เห็นความเชื่อมโยงของวิชาการเชิงระบบของ AHSS แต่ไม่ช่วยในด้านกลยุทธสร้างการเปลี่ยนแปลงจากสภาพที่เป็นอยู่เดิม ที่คนในระบบที่ลดทอนความซับซ้อน รู้สึกปลอดภัย ไม่ต้องเผชิญความซับซ้อน ไม่ชัดเจน ไม่แน่นอน และเปลี่ยนแปลงเร็ว คนเหล่านี้ย่อมไม่อยากออกจากระบบที่ตนอยู่สบายและคุ้นเคยมาตลอด ผมจึงขอเสนอแนวทางหรือกลยุทธในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง สู่วิชาการเชิงระบบ สำหรับบริบทไทย
ที่จริงกลยุทธที่เสนอไม่ได้ซับซ้อนอะไร ใช้หลักการ “กระบะทราย” (sandbox) ในการกำหนดเป้าหมาย และวิธีทำงานแนว systems approach โดยใส่วงจรเรียนรู้แบบสองชั้น (double-loop learning) ไว้ และใช้เครื่องมือ DE – Developmental Evaluation (๑) เป็นตัวหมุนวงจรเรียนรู้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholders) ตามที่ผมได้บรรยายแก่ผู้บริหารของ มศว. เมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๔ (๒)
หลักการคือหนุนให้บางหน่วยงานอาสาเข้ามาลองดำเนินการตามจินตนาการใหม่ โดยใช้กติกาในการทำงานชุดใหม่ แล้วใช้วงจรเรียนรู้สองชั้นและ DE หมุนวงจรเรียนรู้และปรับตัวอย่างมีพลัง ผ่านพลังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
วิจารณ์ พานิช
๒๖ ธ.ค. ๖๔