สุรา ยาเสพติด เป็นภัยต่อชีวิต เป็นพิษต่อสังคม
สุรา ยาเสพติด
เป็นภัยต่อชีวิต เป็นพิษต่อสังคม
ดร. ถวิล อรัญเวศ
สถานการณ์ปัจจุบัน มักจะมีข่าวไม่สู้จะดี ท่านทั้งหลายคงจะเคยได้ยินได้ฟังหรือได้รับชมข่าวสารจากโทรทัศน์แล้วว่า มีการฆ่ากันตาย เพื่อนฆ่าเพื่อน ผัวฆ่าเมีย เมียฆ่าผัว ลูกฆ่าพ่อ ลูกฆ่าแม่ หรือพ่อฆ่าลูกก็มี คนร้ายฆ่าพระ คนร้ายขโมยเงินบริจาคของวัด การข่มขืนแล้วฆ่า โจรปล้นร้านทอง เป็นต้น เรื่องเหล่านี้พอสืบไปสืบมาถึงสาเหตุแห่งการกระทำ มักจะได้รับว่า เขาทำไปเพราะโดยมรสุมชีวิตจากโควิด 19 ตกงานบ้าง เผลอสติ เพราะเสพยาบ้าเลยมีอาการคลุ้มคลั่ง จิตไม่ปกติ ไม่รู้ แล้วก็บอกว่าขอโทษขออภัย แต่คนถูกฆ่าก็ได้เสียชีวิตไปแล้ว เหล่านี้เป็นต้น
แต่ถ้าวิเคราะห์กันอย่างละเอียดคือการขาดสติ เพราะเสพของมันเมา เสพยาบ้า
ดังนั้น จึงขอพูดในหัวข้อว่า “สุรา ยาเสพติดเป็นภัยต่อชีวิต เป็นพิษต่อสังคม”
การเสพของมึนเมาอย่าว่าแต่ยาบ้าเลย แม้การดื่มสุรา ก็มีโทษ เพราะดื่มแล้วทำให้เมา
ขาดสติ โฆษณาเขาก็เตือนแล้วว่า การดื่มสุรา อาจจะทำให้ถึงกับเป็นคนพิการได้
การดื่มสุรา เป็นกิจกรรมที่คนในสังคมไทยหรือสังคมต่างประเทศก็ดื่ม โดยถ้าเป็นการดื่มที่ผู้ดื่มสามารถครองตัวได้ ไม่เสียความทรงจำ (ไม่เมา) ไม่ก่อความรำคาญหรือก่อการทะเลาะวิวาท ก่ออาชญากรรม ก็คงไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ใคร ๆ ก็อาจจะดื่มได้ถ้าดื่มแล้วไม่ก่อให้เกิดโทษ เกิดภัยแก่ตนเอง แก่ครอบครัว แก่สังคม ประเทศชาติ
การดื่มสุรา เป็นอบายมุข ทั้งอบายมุข 4 คือ ดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน
เที่ยวดูการเล่น เล่นการพนัน และอบายมุข 6 คือดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน
เที่ยวดูการเล่น เล่นการพนัน คบคนชัวเป็นมิตรและเกียจคร้านทำการงาน
ในศีลข้อ 5 ที่บัญญัติห้ามดื่มสุราเมรัย เพราะโทษหรือพิษภัยของ
การดื่มสุรา มีมากมาย และอาจเป็นสาเหตุที่จะทำให้ผิดศีลข้ออื่นๆ ได้อีกด้วย
การดื่มสุรา ทำให้เสียทรัพย์ (ราคาแพง) ก่อการทะเลาะวิวาท เกิดโรค
ถูกติเตือน และบั่นทอนต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตใจ
การดื่มสุรา ถ้าดื่มมาก และไม่ถูกกาลเทศะ ก็อาจทำให้เสียหน้าที่การงานได้
ดังจะขอยกตัวอย่างคำบอกเล่ากรณีข้าราชการดื่มสุราซึ่งเป็นการดื่มในเวลาปฏิบัติหน้าที่ราชการ
ก่อให้เกิดความเสียหาย และไม่เป็นตัวอย่างที่ดีในฐานะเป็นข้าราชการ โดยเฉพาะแม่พิมพ์หรือพ่อพิมพ์ของชาติ
นานมาแล้ว มีเรื่องเล่ามาว่า สองเกลอคืออรุณ และสำราญ (นามสมมุติ) เป็นเพื่อนกันมาก่อนตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาที่วิทยาลัยครูแห่งหนึ่ง (ต่อมาเป็นสถาบันราชภัฏและมหาวิทยาลัยราชภัฏ)
สมัยเป็นนักศึกษาทั้งสองคนเป็นนักดื่มตัวยง คอทองแดง พอมาเป็นครูก็ยังดื่มสุราเป็นอาจิณ เช่นเดิม ไม่ว่าจะอยู่ที่โรงเรียนหรือที่บ้าน ทั้งสองเป็นข้าราชการครูแต่คนละสายงาน อรุณเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน ส่วนสำราญเป็นครูผู้สอน
จะด้วยฟ้าลิขิต หรือเทพสังหรณ์ก็ไม่ทราบ อรุณได้รับแต่งตั้งให้ย้ายมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียน ที่โรงเรียนวัดบางแก้ว ซึ่งเป็นโรงเรียนที่สำราญ(เพื่อนเก่าตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาวิทยาลัยครู) มาทำการสอนอยู่พอดี
ทั้งสองคนเมื่อโคจรมาเจอกัน ต่างก็ดีอกดีใจพากันร่ำสุราทบทวนความทรงจำตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาและเป็นเพื่อนกันมาก่อน
ทั้งครูและผู้ปกครองเมื่อเข้าใกล้ครูทั้งสองจะได้กลิ่นสุราจากปากครูทั้งสอง
เหม็นฉึ่ง นอกจากนี้ยังได้กลิ่นบุหรี่ด้วย คือเอาทั้งเหล้าทั้งบุหรี่ว่างั้นเถอะ
อรุณ แต่ละสัปดาห์จะมาทำงานที่โรงเรียนเพียงวันสองวัน บางวันก็มาสาย บางวันก็มาเช้ากลับบ่าย
วันที่ไม่มาทำงานแต่มาลงเวลาย้อนหลังก็มี นอกจากนี้แล้ว ยังมีความเข้าใจสับสนเกี่ยวกับการเงินพัสดุโรงเรียน โดยมักจะอ้างกฎหมายหรือระเบียบที่ยกเลิกไปแล้วขึ้นมาโต้แย้งกับฝ่ายการเงินพัสดุโรงเรียนจนบางครั้งต้องทำเรื่องหารือไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ก็มี
ส่วนสำราญ ครูน้อยเกลอกัน ก็ดื่มสุราเป็นประจำอยู่แล้ว มีนักเรียนพบเห็นอยู่บ่อย ๆ ว่าเวลาเมา ครูสำราญมักจะนอนที่เปลใต้ถุนบ้านพักครู จนทำให้ครูธิดาซึ่งสอนอยู่ห้องข้างเคียงกัน ต้องไปดูเด็กแทนก็มี
บางครั้งเดินสวนกันก็แสร้งถามว่า “ไม่ไปสอนหนังสือหรือ ?” ครูสำราญก็ตอบว่า “เดี๋ยวขอไปกรึ๊บก่อน”
เป็นที่รู้กันดีว่า ครูสำราญไม่ค่อยเข้าสอนเพราะเมาสุรา เมื่อเข้าไปสอนเด็กนักเรียนก็บอกว่า สอนไม่รู้เรื่อง พูดซ้ำซาก วกไปวกมา
ในวันทีไม่เข้าสอน ครูธิดา เคยให้นักเรียนไปตามที่บ้านพัก นักเรียนบอกกับครูสำราญว่า “ครูครับ ได้เวลาสอนแล้ว” ก็ได้รับคำตอบจากครูสำราญว่า
“อย่ายุ่งได้ไหม ครูจะนอน”
บางวัน นักเรียนเคยเห็น ผอ.อรุณ นั่งดื่มสุรากับครูสำราญ ณ บริเวณโต๊ะม้านั่งหินอ่อนใต้ต้นกระดังงา หรือบางวันก็พบที่ใต้ถุนบ้านพักครู จนครูในโรงเรียนต่างก็ให้ถ้อยคำยืนยันว่าดื่มเหล้าจนมึนเมาในขณะที่โรงเรียนก็ยังไม่เลิก บางครั้งก็เช้า บางครั้งก็สาย บางครั้งก็บ่าย มิหนำซ้ำวันที่นำนักเรียนไปแข่งขันกีฬาก็ไม่ดูแลนักเรียนอย่างเต็มที่กลับใช้เวลาดังกล่าวไปดื่มสุราเมามายจนไม่สามารถนำนักเรียนกลับบ้านได้ ผู้ปกครองต้องไปรับกลับมาเอง จนกลุ่มผู้ปกครองให้ฉายา ผอ.อรุณ และครูสำราญว่า
“เปิด ริน กิน นอน”
พอเปิดภาคเรียน ผู้ปกครองหลายคนก็เป็นห่วงว่า นักเรียนจะได้แบบอย่างที่ไม่ดีจากครูทั้งสอง จะทำให้เด็กขาดความรู้และหมดโอกาสที่จะไปเรียนต่อโรงเรียนอื่นที่มีชื่อเสียง ผู้ปกครองจึงได้มาจับกลุ่มหารือกันและต้องการให้คนทั้งสองเลิกกินเหล้าจึงขอให้มีการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษา
ในวันนั้นมีคนเห็นอรุณและสำราญนั่งที่โต๊ะหินอ่อนข้างๆโรงเก็บรถจักรยาน บนโต๊ะมีขวดเหล้าตั้งอยู่และมีแก้วสองใบ
ผู้ปกครองเชิญทั้งสองครั้ง ก็ไม่ยอมเข้าประชุม โดยอ้างว่าไม่ว่าง แต่กำลังดื่มเหล้า
มีผู้ได้ยิน ผอ. อรุณพูดต่อหน้าคณะกรรมการสถานศึกษาว่า
“เขตฯ ทำอะไร ผอ.ไม่ได้หรอก เพราะ ผอ.เป็นคนของเขตฯ ไม่มีใครจะเอา
ผอ.ออกจากราชการได้ ผู้ปกครองจะมาใหญ่กว่า ผอ.ได้อย่างไร”
ผู้ปกครองนักเรียน คณะกรรมการสถานศึกษาและเจ้าอาวาสวัดบางแก้ว มีความเห็นว่า ถ้าปล่อยไว้อย่างนี้จะทำให้นักเรียนได้แบบอย่างที่ไม่ดีและเสียโอกาสทาง
การศึกษา จึงพร้อมใจกันเดินขบวนร้องเรียนไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ขอให้ย้ายครูทั้งสองไปที่โรงเรียนอื่น ไม่เช่นนั้น จะย้ายนักเรียนไปเรียนที่อื่นหมด ถึงแม้ว่าจะลำบากในการรับส่งบุตรหลานก็ยอม
ทั้งก่อนหน้านี้ ผอ.อรุณและครูสำราญก็เคยบวชเหล้าเข้าพรรษาเป็นเวลาสามเดือนมาแล้ว แต่ปรากฏว่าสึกออกมายังดื่มหนักกว่าเดิมทั้งคู่
จะเห็นว่าพฤติกรรมของอรุณและสำราญ ซึ่งเป็น ผอ.และครูผู้สอนและเป็นเกลอกัน เป็นความผิดวินัย
ต่อมา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาก็ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงและสอบสวนวินัยอรุณและสำราญ
เรื่องนี้ได้ผ่านการพิจารณาของ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งที่ประชุมเห็นว่า การดื่มสุราเป็นเรื่องปกติของผู้ชาย ใครๆ ก็ดื่มกันทั่ว หากจะลงโทษปลดออกก็จะกระทบต่อครอบครัวและคนรอบข้าง ทำให้เดือดร้อน จึงได้มีมติลงโทษตัดเงินเดือน 5 %เป็นเวลาสองเดือนทั้งคู่
เรื่องนี้ได้รายงานผลการดำเนินการทางวินัยไปยัง ก.ค.ศ.ที่ประชุมเห็นว่า นายอรุณดื่มสุราขณะปฏิบัติหน้าที่ราชการ คือดื่มสุราในบริเวณโรงเรียนและโรงเรียนยังไม่เลิกหรือดื่มสุราจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เป็นความผิดวินัยตามมาตรา 97 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547
เรื่องนี้ได้รายงานผลการดำเนินการทางวินัยไปยัง ก.ค.ศ.ที่ประชุม ก.ค.ศ.เห็นว่า นายอรุณดื่มสุราขณะปฏิบัติหน้าที่ราชการคือดื่มสุราในบริเวณโรงเรียนและโรงเรียนยังไม่เลิก หรือดื่มสุราจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เป็นความผิดวินัยตามมาตรา 94 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 กรณีประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ประกอบกับมติคณะรัฐมนตรีตามหนังสือกรมเลขาธิการ นายกรัฐมนตรีที่ นว 208/2496 ลงวันที่ 3 กันยายน 2496 เรื่อง แนวทางการลงโทษข้าราชการเล่นการพนันและเสพสุรา ซึ่งมีมติว่าให้ ลงโทษผู้กระทำผิดกรณีเสพสุราใน 3 กรณีต่อไปนี้ อาจเป็นความผิดวินัยร้างแรง คือ
1. เสพสุราในขณะปฏิบัติหน้าที่ราชการ
2. เมาสุราเสียหายต่อราชการและ
3. เมาสุราในที่ชุมชนจนเกิดเรื่องเสียหายหรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่
มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวใช้ คำว่า “อาจ” เป็นความผิดวินัยร้ายแรง จึงเป็นดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาและองค์กรคณะผู้พิจารณาความผิด (คือ อ.ก.ค.ศ.เขตฯ หรือ อกศจ. กศจ.ในปัจจุบัน หรือ อ.ก.ค.ศ.) ว่าเป็นโทษในระดับร้ายแรงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงเป็นราย ๆ ไป
กรณีนายอรุณ ตำแหน่งเป็นถึงผู้บริหารสถานศึกษา ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับผู้ใต้บังคับบัญชา กลับมากระทำผิดเสียเอง เสพสุราในสถานที่ราชการ ละเว้นไม่ว่ากล่าวตักเตือนครูสำราญ ผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ยอมเข้าประชุมชี้แจงคณะกรรมการสถานศึกษา จนทำให้ผู้ปกครองไม่พอใจถึงกับเดินขบวนขับไล่ จึงถือว่าเกิดเรื่องเสียหายแก่ราชการแล้ว
นอกจากนี้แล้ว ยังผิดวินัยไม่ร้ายแรงกรณีไม่ลงเวลา ลงเวลาย้อนหลัง เป็น
การไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการตามมาตรา 85 วรรคหนึ่ง
กรณีทอดทิ้งหน้าที่ไม่อุทิศเวลาหรือละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรตามมาตรา 87 วรรคหนึ่ง (มาทำงานแต่ไปนั่งดื่มสุรา)
กรณีดื่มสุรามึนเมาในโรงเรียน มีกลิ่นสุราเหม็นออกจากตัวเป็นการไม่ประพฤติตนให้เป็นอบบอย่างที่ดีแก่ผู้เรียน ชุมชน สังคมตามมาตรา 88 วรรคหนึ่ง และกรณีเป็นผู้บังคับบัญชา ต้องว่ากล่าวตักเตือน ผู้ใต้บังคับบัญชา แต่ละเลยไม่ดำเนินการทางวินัยแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาตามมาตรา 94 วรรคเจ็ด (เมื่อลงโทษวินัยร้ายแรงแล้ว โทษกรณีไม่ร้ายแรง เป็นอันพับไป ไม่ลงโทษในสถานเบาซ้ำอีก)
กรณีนายสำราญ มีพฤติกรรมเหมือนนายอรุณ เป็นความผิดวินัย เช่นเดียวกันคือกรณีประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ส่วนกรณีไม่ร้ายแรง คือ การทอดทิ้งหน้าที่ ไม่อุทิศเวลาหรือละทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรตามมาตรา 87 วรรคหนึ่งฯ เช่นเดียวกับนายอรุณ ตามแนวพิจารณาของ ก.ค.ศ. ความผิดกรณีเสพสุราเทียบเคียง กับกรณีของข้าราชการครูทั้งสองรายดังกล่าวข้างต้น คือ โทษปลดออกจากราชการ
ข้อคิด
สุรา ยาเสพติด เป็นภัยต่อชีวิต เป็นพิษต่อสังคม การดื่มสุราเพื่อเข้าสังคมโดยทั่วไป ย่อมเป็นธรรมดาของลูกผู้ชายอย่างที่กล่าวข้างต้น อาจไม่ผิดปกติ (แม้ผู้หญิงก็มีสิทธิเสมอกับชายก็ดื่มได้ แต่ถ้าไม่ดื่มได้จะเป็นการดียิ่ง) ถ้าดื่มมากหรือเกินขอบเขตตามตัวอย่างที่ยกมา ย่อมเสี่ยงต่อความเสียหาย เป็นต้นว่าเสียสุขภาพและบุคลิกภาพของตนเอง เป็นที่น่ารังเกียจของคนรอบข้าง เกียรติยศชื่อเสียง ความก้าวหน้าในทางราชการ และอุบัติภัยหรือ อาจถูกลงโทษปลดออกจากราชการได้
คณะรัฐมนตรีได้มีมติไว้ว่าข้าราชการผู้ใดเสพสุรามึนเมาจนไม่สามารถครองสติได้ ซึ่งอาจทำให้เสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการให้พิจารณาการลงโทษตามควรแก่กรณี
ส่วนข้าราชการผู้ใดเสพสุราในขณะปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือเมาสุราเสียราชการหรือเมาสุราในที่ชุมชนจนเกิดเรื่องเสียหายหรือเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการอาจถูกลงโทษสถานหนักถึงปลดออก หรือไล่ออกจากราชการได้ ซึ่งก.ค.ศ. สมัยที่เป็น ก.ค. (เดิม) ได้เคยมีมติให้ซักซ้อมความเข้าใจกรณีข้าราชการครูเสพสุรา โดยให้ข้าราชการครูระมัดระวังเกี่ยวกับการเสพสุรา ให้ผู้บังคับบัญชาควบคุมดูแล กวดขัน แนะนำ หรือว่ากล่าวตักเตือนข้าราชการครูที่ชอบเสพสุราและประพฤติตนไม่เหมาะสม
ถ้าปรากฏว่าข้าราชการครูผู้ใดกระทำผิดกรณีเสพสุราและผู้บังคับบัญชาไม่อาจลงโทษในสถานหนักตามมติคณะรัฐมนตรีได้ หรือผู้บังคับบัญชาได้ดำเนินการทางวินัยตามควรแก่กรณีแล้ว แต่ยังไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ผู้บังคับบัญชาก็อาจพิจารณาให้ข้าราชการครูผู้นั้นออกจากราชการกรณีประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการได้
อนึ่ง พระราชบัญญัติควบคุมแอลกอฮอร์ พ.ศ. 2551 ได้ให้นิยามว่า
“เครื่องดื่มแอลกอฮอล์” หมายความว่า สุราตามกฎหมายว่าด้วยสุรา ทั้งนี้ ไม่รวมถึง
ยาวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
มาตรา 27 ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่หรือบริเวณดังต้อไปนี้
1. วัดหรือสถานที่สําหรับปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา
2. สถานบริการสาธารณสุขของรัฐ สถานพยาบาลตามกฎหมายว่่า
ด้วยสถานพยาบาลและร้านขายยาตามกฎหมายว่าด้วยยา
3. สถานที่ราชการ ยกเว้นบริเวณที่จัดไว้เป็นร้านค้าหรือสโมสร
4. หอพักตามกฎหมายว่่าด้วยหอพัก
5. สถานศึกษาตามกฎหมายว่าด้้วยการศึกษาแห่งชาติ
6. สถานบริการน้ำมันเชื้อเพลิงตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมน้ํามันเชื้อเพลิง
หรือร้านค้าในบริเวณสถานบริการน้ำมันเชื้อเพลิง
7. สวนสาธารณะของทางราชการที่จัดไว้เพื่อการพักผ่อนของประชาชนโดยทั่วไป
8. สถานที่อื่นที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ
นโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ
มาตรา 31 หามมิให้ผู้ใดบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่หรือบริเวณดังต่อไปนี้
1. วัดหรือสถานที่สำหรับปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา เว้นแต่เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมทางศาสนา
2. สถานบริการสาธารณสุขของรัฐ สถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาลและร้านขายยาตามกฎหมายว่าด้วยยา ยกเว้นบริเวณที่จัดไว้เป็นที่พักส่่วนบุคคล
3. สถานที่ราชการ ยกเว้นบริเวณที่จัดไว้เป็นที่พักส่วนบุคคล หรือสโมสร หรือการจัดเลี้ยงตามประเพณี
4. สถานศึกษา (โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย ฯลฯ) ตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแหงชาติ ยกเว้นบริเวณที่จัดไว้เป็นที่พักส่วนบุคคลหรือสโมสร หรือการจัดเลี้ยงตามประเพณี หรือสถานศึกษาที่สอนการผสมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ
5. สถานบริการน้ำมันเชื้อเพลิงตามกฎหมายว่่าด้วยการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงหรือ
ร้านค้าในบริเวณสถานบริการน้ำมันเชื้อเพลิง
6. สวนสาธารณะของทางราชการที่จัดไว้เพื่อการพักผ่่อนของประชาชนโดยทั่วไป
7. สถานที่อื่นที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยคำแนะนําของคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ
จะเห็นได้ว่าตามกฎหมายดังกล่าว มีวัตถุประสงค์ที่จะป้องกันการดื่มสุราในที่บางแห่ง และลดละการดื่มสุรา (แม้การสูบบุหรี่ก็เช่นกัน มีกฎหมายกำหนดไว้ให้แสดงเครื่องหมาย “ห้ามสูบบุหรี่” หรือ“NO SMOKING” ในสถานที่ตามที่กฎหมายกำหนด ดังเช่น สุราตามที่กล่าวแล้ว (ไม่เช่นนั้นจะถูกปรับ แต่ก่อนปรับ 2,000 บาท ปัจจุบัน ปรับ 5,000 บาท)
สรุป
สุรา ยาเสพติด ไม่ว่ายาบ้า ยาอี เสพแล้วจะเป็นผี เสียผู้เสียคน แม่จะมีการกล่าวกันว่า การดื่มสุรา เป็นกิจกรรมเพื่อเข้าสังคมก็จริง หรือไม่นั้น จะต้องหันมาทบทวน และปรับเปลี่ยนพาราดามหรือวิสัยทัศน์ใหม่ และภาคีเครือข่ายหรือสังคมออนไลน์ต้องมาช่วยกันรณรงค์ปลูกจิตสำนึกหรือมาตรการเสริมแรง เช่น เจ้าหน้าที่หรือข้าราชการท่านใดไม่ดื่มเหล้าหรือสูบบุหรี่ ถือว่าเป็นความดีความชอบหรือถือว่าเป็นผลงานเพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าในหน้าที่ราชการ ในตำแหน่งหน้าที่การงาน จึงจะทำให้กฎหมายพระราชบัญญัติควบคุมแอลกอฮอร์ พ.ศ. 2551 เกิดสัมฤทธิผล เพราะการดื่มสุราเป็นทั้งอบายมุข 4 คือดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน เที่ยวดูการเล่น และเล่นการพนัน และเป็นอบายมุข 6 คือดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน เที่ยวดูการเล่น เล่นการพนัน คบคนชั่วมเป็นมิตรและเกียจคร้านทำการงาน การจะสามารถละเลิกได้หรือไม่นั้นท่านว่าขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจเราเป็นสำคัญ เราจะสามารถบังคับใจเราได้มากน้อยชนาดไหน หรือจะตกเป็นทาสของสิ่งเสพติดเพียงใดต่างหาก
----------------
ของฝาก
เลิกเหล้า เลิกสุรา ประชาต่างยกย่อง
มีเงินทอง เหลือเก็บ ไว้ใช้สอย
ครอบครัว จะเข้าใจ ไม่เลือนลอย
เลิกได้ แม้เพียงน้อย ก็ดี ไม่มีจน
การเริ่มต้น เริ่มออกเหล้า ได้ทุกอย่าง
ครอบครัว วางใจได้ ไม่สับสน
ไปไหนไหน ลูกเมีย ไร้กังวล
แลทุกคน ก็ชอบ ตอบว่าดี
จงฝึกทำ ตั้งแต่วันนี้ ดีหนักหนา
มีข้าวปลา กินอิ่ม เกษมศรี
สุขภาพกาย ล้ำสัน และดูดี
ยังเปรมปรีดิ์ สุขใจ ให้ชื่นชม
แหล่งข้อมูล
วารสารข้าราชการครู ปีที่ 34 เดือนมกราคม 2557 หน้า 37-40
https://opac.psu.ac.th/BibDetail.aspx?bibno=139476
