บทความ Revisiting academic health sciences systems a decade later : discovery to health to population to society   ที่เพิ่งออกเผยแพร่ในตอนปลายปี ๒๕๖๔ บอกเราว่า ระบบการศึกษาไทยต้องไม่หลงสมาทาน reductionism     หรือลัทธิลดทอนภารกิจสู่ที่แคบและชัดเจน    เพราะโลกในปัจจุบันและอนาคตไม่เป็นเช่นนั้น    แต่เป็นสังคมและโลกที่ขยายความซับซ้อนออกไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด   จากความก้าวหน้าของวิทยาการและเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างขึ้น 

กล่าวใหม่ได้ว่า ระบบวิชาการที่หยุดนิ่งตายตัวจะอยู่ไม่ได้    เพราะจะล้าหลังตกยุค   ไม่สามารถสนองความคาดหวังที่พัฒนาไปไม่หยุดยั้งได้     

จริงๆ แล้ว วงการวิชาการควรทำงานล้ำหน้าความต้องการ    คือทำงานเชิงรุก เสนอระบบแห่งอนาคตให้แก่สังคม   และแก่โลก    

กล่าวใหม่ให้รุนแรงยิ่งขึ้นว่า วงการวิชาการต้องจัดระบบงานใหม่ ให้มี “ส่วนงานที่ทำหน้าที่พัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงระบบงานของตนเอง”    เพื่อทำหน้าที่ชี้นำการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบของกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง     นั่นคือวงการวิชาการต้องมุ่งทำงานด้าน creative disruption    คือมีกลไกอย่างเป็นระบบหรือเป็นทางการในการค้นหาระบบงานที่แตกต่างจากระบบที่ตนกำลังดำเนินการอยู่อย่างทรงคุณค่า หรือคุณประโยชน์ต่อสังคม   

ทำงานสู่การทำลายระบบที่ตนเองกำลังรุ่งโรจน์   เพื่อขับเคลื่อนสังคมและโลกสู่สภาพที่ดีกว่าเดิม    เท่ากับว่า วงการวิชาการต้องทำงาน transform ระบบที่ตนเองดำรงอยู่   ไปพร้อมๆ กันกับสร้างผลงานหรือผลกระทบต่อสังคมในระบบเดิม    ฟังดูย้อนแย้ง สับสน    แต่นี่คือความเป็นจริงในปัจจุบัน ที่วงการวิชาการต้องเผชิญ หรือต้องนำมาใช้สร้างคุณค่าให้แก่ตนเอง   

ในสภาพโลกที่ VUCA วงการวิชาการต้องจัดระบบงานให้ตนเองทำหน้าที่ disruptor   เพื่อไม่ให้ตนเองถูก disrupted    ทำงานอย่างเป็นระบบที่ชัดเจนและได้ผลดีไปพร้อมๆ กับเตรียมทำลายระบบนั้น   ฟังดูประหลาด  แต่เป็นความจริง 

วงการวิชาการต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ จาก static mindset   สู่ dynamic mindset    คือมองว่า วิชาการที่ตนดำเนินการอยู่นั้น ไม่ได้หยุดนิ่ง มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาอยู่ตลอดเวลา   ทั้งเปลี่ยนแปลงสู่ทางเสื่อมและสู่ทางก้าวหน้า   วงการวิชาการมีหน้าที่ถือหางเสือให้เปลี่ยนแปลงไปในทางดีหรือพัฒนา เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมในระยะยาว   หลีกเลี่ยงความหลงผิดสู่ทางเสื่อม 

รวมทั้งต้องมี “เครื่องยนต์” ที่ทรงพลัง  ในการขับเคลื่อนฟันฝ่าสู่สภาพใหม่    ในสภาพของ transformation machine    ที่มีเป้าหมาย transform ทั้งตัวระบบต่างๆ ในสังคม และระบบงานภายในของตนเอง 

เพราะโลกมันซับซ้อน การทำงานแนว reductionism  คือลดทอนความซับซ้อนสู่หน้าที่ที่ชัดเจน    ซึ่งโรงเรียนแพทย์ หรือคณะแพทยศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยต่างๆ ของไทย กำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน จึงน่าจะไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทย (และในโลก)   

บทความที่อ้างถึงข้างต้น ไม่เรียกโรงเรียนแพทย์หรือ medical school    แต่เรียกว่า “ระบบวิชาการวิทยาศาสตร์สุขภาพ” หรือ academic health sciences systems   โดยที่ผู้เขียนบทความนี้สังกัด National Academy of Medicine ของสหรัฐอเมริกา    ซึ่งเมื่อค้นด้วยกูเกิ้ลด้วยคำว่า academic health sciences systems    ก็ได้นิยามว่าหมายถึง  “a partnership between a university and healthcare providers focusing on research, clinical services, education and training. AHSS's are intended to ensure that medical research breakthroughs lead to direct clinical benefits for patients.”    เป็นระบบที่ยังไม่มีในประเทศไทย อย่างเป็นทางการ    แต่หลายประเทศ รวมทั้งสหรัฐอเมริกา ดำเนินการผลักดันส่งเสริมให้เกิด มาประมาณ ๑๐ ปี     หลังจากมีรายงาน Health professionals for a new century : transforming education to strengthen health systems in an interdependent world (2010) ออกมา    

รายงานชิ้นหลังนี้ เสนอให้เคลื่อนหรือขยายการศึกษาของวิชาชีพสุขภาพ   จากทำงานวิชาการและสร้างกำลังคนด้านสุขภาพอยู่ภายในสถาบันของตนเท่านั้น    สู่การทำงานเชื่อมโยงร่วมมือกับระบบสุขภาพ    ที่เรียกว่า (health) systems-based health professional education  โดยเคลื่อนจากการทำงานแบบ science-based    

สิบเอ็ดปีให้หลัง ผมได้เรียนรู้ว่า วิธีประยุกต์ใช้ข้อเสนอในรายงาน Health professionals for a new century ของไทยกับของสหรัฐอเมริกา และประเทศพัฒนาแล้วแตกต่างกันอย่างชัดเจน   

เขา (ประเทศตะวันตก) สร้างการเปลี่ยนแปลงโดยสร้าง “นวชาลา” (new platform) ของการทำงาน    ที่เรียกชื่อว่า AHSS ที่มีนิยามข้างต้น    เรา (ประเทศไทย) สร้างการเปลี่ยนแปลงผ่านกลไกของ สช.   มีการตั้งคณะกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพ (ขณะนี้ นพ. สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ เป็นประธาน)   และคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนแผนยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษา สําหรับบุคลากรด้านสุขภาพในศตวรรษที่ 21 (ผมเป็นประธาน) 

จะเห็นว่า โลกตะวันตก มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ หรือเปลี่ยน “ชาลาปฏิบัติการ” (operating platform) เป็นหลัก   แค่เรามุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงกระบวนการ (process) เป็นหลัก    

วิจารณ์ พานิช

๒๖ ธ.ค. ๖๔