หนังสือ Sustainable. Resilient, Free : The Future of Public Higher Education  เขียนโดย John Warner นักเขียน และบรรณาธิการ ผู้เคยทำงานเป็นอาจารย์ลูกจ้างชั่วคราวในวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยของรัฐ ๕ แห่งเป็นเวลากว่า ๒๐ ปี   ให้ภาพของการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยของรัฐในสหรัฐอเมริกา    ที่เราไม่คุ้นเคย    และเมื่อผมอ่านก็ตกใจ   ไม่คิดว่าสภาพของการจ้างอาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่ไม่ใช่มหาวิทยาลัยชั้นนำแบบที่เราคุ้นเคย    จะมีสภาพเช่นนั้น   

ท่านเป็นอาจารย์สาขามนุษยศาสตร์ สอนด้านภาษา หรือด้านการเขียน   หนังสือเล่มนี้จึงเป็นการสะท้อนชีวิตของอาจารย์สาขานี้ในมหาวิทยาลัยที่ไม่ใช่ชั้นนำ  ไม่ใช่มหาวิทยาลัยวิจัย     การอ่านหนังสือเล่มนี้จึงเปิดหูเปิดตาผมมาก   

และทำให้ผมคิดว่า อาจารย์มหาวิทยาลัยของรัฐในประเทศไทย อยู่ในสภาพที่ดีกว่าที่ John Warner เคยทำงานอย่างมากมาย    รวมทั้งค่าตอบแทนอาจารย์ระดับ instructor ที่เขาทำสัญญาจ้างเป็นรายปี ต่ำอย่างไม่น่าเชื่อ คือไม่ถึงปีละ ๓ หมื่นเหรียญ   

ข้อเสนอของผู้เขียนคือ มหาวิทยาลัยของรัฐต้องทำหน้าที่สนับสนุนให้เยาวชนมีพื้นฐานการศึกษาเพื่อชีวิตที่ดี    โดยท่านเสนอให้เลิกเก็บค่าเล่าเรียน    ซึ่งเดิมมหาวิทยาลัยของรัฐก็ไม่เก็บค่าเล่าเรียน    อย่างเช่นระบบอุดมศึกษาของรัฐแคลิฟอร์เนียไม่เก็บค่าเล่าเรียนจนถึง ค.ศ. 1968    และในปี 1985 ค่าเล่าเรียนที่เขาเก็บจากนักศึกษาจากรัฐแคลิฟอร์เนีย เพียงปีละ ๑,๒๙๖ เหรียญ   เทียบค่าเงินตอนนี้เท่ากับ ๓,๑๐๕ เหรียญเท่านั้น   ต่างจาก ๑๔.๐๐๐ เหรียญในปีการศึกษา 2019 – 2020 มากมาย    

รอยด่างของมหาวิทยาลัยของรัฐเริ่มจากสมัย ปธน. เรแกน แห่งพรรครีพับลิกัน ที่นำเอาระบบตลาดและการแข่งขันเข้าสู่มหาวิทยาลัยของรัฐ   มีท่าทีต่อนักศึกษาในฐานะ “ลูกค้า” (customer)    ให้นักศึกษา “ลงทุน” (invest) เรียนอุดมศึกษาเพื่ออนาคตที่ดีของตนเอง    โดยกู้เงินจ่ายค่าเล่าเรียน  มีผลให้บัณฑิตแต่ละคนจบออกไปพร้อมหนี้สินก้อนโต   เขาให้ตัวเลขหนี้กู้เรียนทั้งประเทศรวม ๑.๖ ล้านล้านเหรียญ (๕๒.๘ ล้านล้านบาท)    

ที่ก่อผลร้ายมากคือมีผลให้สถาบันอุดมศึกษาแข่งขันกันแย่งนักศึกษาจากต่างรัฐ   เพราะมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกามีอัตราค่าเล่าเรียน ๓ อัตราที่แตกต่างกันมาก คือ resident (นักศึกษาที่เป็นพลเมืองของรัฐนั้นๆ),  non-resident (นักศึกษาจากต่างรัฐ),  และ foreign students (นักศึกษาจากต่างประเทศ)    หนังสือเล่าว่า มหาวิทยาลัยของรัฐในอเมริกาจะเข้มงวดการรับ นศ. จากภายในรัฐ    หันไป “ส่งเสริมการขาย” ดึงดูดนักศึกษาจากต่างรัฐ เพื่อหารายได้    ในหลายกรณีโดยลงทุนด้านความหรูหราฟุ่มเฟือยของชีวิตในมหาวิทยาลัย   

เป็นนโยบายที่เป็นมิจฉาทิฐิ   สู่ธุรกิจอุดมศึกษา มุ่งแสวงรายได้เป็นหลัก    

เขาชี้ให้เห็นว่า นโยบายการตลาดการแข่งขันนอกจากทำลายมหาวิทยาลัยแล้ว ยังทำลายระบบสุขภาพ  และระบบหนังสือพิมพ์ ของประเทศ   ที่จริงเขาวิเคราะห์ข้อผิดพลาดของนโยบายทุนนิยมที่ใช้กับสถาบันอุดมศึกษาอีกมาก    แต่ผมจะไม่ลงรายละเอียดเหล่านั้น    ขอสรุปตรงไปที่ชื่อบันทึกของผม และชื่อหนังสือ   คือเขาเสนอให้สถาบันุดมศึกษาของรัฐระดับ ๒ ปี และ ๔ ปี เลิกเก็บค่าเล่าเรียน    ซึ่งจะทำให้มหาวิทยาลัยของรัฐทั้งประเทศ (ซึ่งรับนักศึกษาร้อยละ ๑๗ ของทั้งประเทศ) ขาดรายได้ปีละ ๗.๙ หมื่นล้านเหรียญ    โดยเขามีตัวเลขว่า ในปี 2016 รัฐบาลกลางจ่ายเงิน ๙.๑ หมื่นล้านเหรียญสนับสนุน “กิจกรรมที่ส่งเสริมให้มีการเข้าเรียนอุดมศึกษา”   ที่สามารถเอาไปจ่ายแทนนักศึกษาได้ แล้วยังมีเงินเหลืออีกปีละ ๑.๒ หมื่นล้าน 

ที่จริง สาระหลักของหนังสือเล่มนี้คือ อนาคตของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ    ที่จะต้อง “เปลี่ยนโฉม” วิธีทำหน้าที่หลัก   เพื่อหนุนให้นักศึกษาพัฒนาตนเองไปมีชีวิตที่ดีในโลกที่เพียง ๑๕ ปีข้างหน้าก็ไม่รู้ว่าจะดำรงชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นไร    เขาเสนอเรื่องความสัมพันธ์ที่มีความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันของนักศึกษา อาจารย์ และสถาบันอุดมศึกษา   ที่สถาบันต้องปรับตัวมากมาย   

ย้ำนะครับว่า เรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องมหาวิทยาลัยของรัฐในสหรัฐอเมริกา    ที่ส่วนใหญ่เป็นมหาวิทยาลัยสอน    รับ นศ. รวมกันราวๆ ร้อยละ ๑๗ ของจำนวนนักศึกษาทั้งหมด   ที่เขามีรายละเอียดชี้ให้เห็นความเสื่อมโทรมในการทำหน้าที่ให้การศึกษาแก่ประชาชน    เพราะถูกระบบการเมืองกำหนดให้ทำงานภายใต้ระบอบธุรกิจ หวังให้การแข่งขันนำไปสู่คุณภาพและประสิทธิภาพ   ซึ่งเป็นนโยบายที่ผิดพลาด 

วิจารณ์ พานิช

๙ ธ.ค. ๖๔