บันทึกชุด สอนทักษะสร้างสรรค์ ฝึกนักเรียนให้คิดเป็นและคิดอย่างมีวิจารณญาณ นี้ ตีความจากหนังสือ Teaching Creative Thinking : Developing learners who generate ideas and can think critically (2017) เขียนโดย Bill Lucas และ Ellen Spencer ที่เป็นหนังสือว่าด้วยการคิดสร้างสรรค์ (critical thinking) แต่ตีความเชื่อมโยงออกไปกว้างขวางมาก และมีคำแนะนำภาคปฏิบัติ รวมทั้งมีตัวอย่างโรงเรียนที่ดำเนินการในแนวทางที่เสนอ ผมเขียนบันทึกชุดนี้ เพื่อร่วมขบวนการขับเคลื่อนหลักสูตรฐานสมรรถนะให้แก่สังคมไทย
ตอนที่ ๕ นี้ ตีความจากหนังสือบทที่ 3 Getting Going : Some suggestions for starting out
คำแนะนำต่อครูคือ ต้องออกแบบการจัดการเรียนการสอนโดยคำนึงถึงความซับซ้อนของเป้าหมายการเรียนรู้ และความซับซ้อนของการทำหน้าที่ครู โดยที่บทเรียนต้องหนุนให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาทั้งความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณค่า ไปพร้อมๆ กัน
บันทึกชุด สอนทักษะสร้างสรรค์ นี้เน้นที่การพัฒนาความสร้างสรรค์ โดยตีความการสร้างสรรค์ออกเป็น ๕ มิติ ๑๕ นิสัยย่อย และเสนอวิธีจัดการเรียนการสอนให้นักเรียนเกิดการพัฒนาอย่างรอบด้านไปพร้อมๆ กัน ที่เรียกว่า “เรียนรู้บูรณาการ” (integrated หรือ holistic learning) ในบันทึกที่ ๕ นี้ เน้นให้คำแนะนำแก่ครูว่าจะเริ่มดำเนินการพัฒนาแต่ละนิสัยย่อยอย่างไรดี แล้วต่อไปครูก็จะค่อยๆ เรียนรู้จากการทดลองปฏิบัติตามด้วยการใคร่ครวญสะท้อนคิด จนในที่สุดทำได้อย่างเป็นอัตโนมัติ
ข้อเตือนใจครูคือ ให้ค่อยๆ ทำไปเรียนรู้ไปอย่างยืดหยุ่น ไม่จำเป็นต้องทำตามที่เสนอในบันทึกนี้เสมอไป คือต้องไม่ทำตามสูตรสำเร็จ โดยเริ่มจากการใช้ “วิธีจัดการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์” ๕ แบบ ที่กล่าวถึงในบันทึกที่แล้ว ได้แก่ (๑) การเรียนรู้บนฐานปัญหา (๒) ชุมชนเรียนรู้ในชั้นเรียน (๓) การทดลองอย่างสนุกสนาน (๔) กระบวนทัศน์พัฒนา (๕) การปฏิบัติพร้อมคิดใคร่ครวญจริงจัง โดยใช้อย่างผสมผสานกัน
ในระหว่างดำเนินการครูหมั่นตั้งคำถามหลัก ๔ คำถามต่อตัวเอง ตามในบันทึกที่แล้วคือ (๑) จะทำความเข้าใจ ๕ มิติของการคิดสร้างสรรค์ ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นได้อย่างไร (๒) จะสร้างบรรยากาศในห้องเรียนให้แต่ละมิติของความสร้างสรรค์งอกงามได้อย่างไร (๓) การจัดการเรียนรู้แบบใดให้ผลดีที่สุดในการพัฒนามิติที่ต้องการพัฒนา (๔) จะดำเนินการอย่างไรเพื่อให้นักเรียนเป็นผู้กระทำการ
ต่อไปนี้จะจับทีละมิติของการคิดสร้างสรรค์
ช่างสงสัย (inquisitive)
หลักการคือ ต้องเปลี่ยนบรรยากาศห้องเรียนจากสภาพเดิมที่ครูตั้งคำถามให้นักเรียนตอบ เป็นนักเรียนตั้งคำถามแล้วช่วยกันหาคำตอบ ข้อพึงระวังคือ เมื่อนักเรียนถาม ครูต้องยั้งตัวเองไว้ ไม่ให้ทำหน้าที่เฉลยหรือบอกคำตอบ ครูต้องฝึกทักษะตอกย้ำคำถาม ระบุความสำคัญของคำถาม เพื่อเป็นแรงจูงใจให้นักเรียนช่วยกันหาคำตอบ คำถามที่ดีควรนำไปสู่คำตอบหลายๆ แบบ หรือหลายคำตอบ ที่เรียกว่า “คำถามปลายเปิด”
นักเรียนต้องเรียนตั้งคำถามๆ พอๆ กันกับเรียนหาคำตอบ
วิธีจัดการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ : การเรียนรู้บนฐานปัญหา (problem-based learning)
หลักการสำคัญในการพัฒนานักเรียนให้เป็นคนช่างสงสัยคือ (๑) ให้สนุกสนานกับปัญหา ความท้าทาย และคำถามแปลกๆ ที่ไม่มีคำตอบตรงๆ (๒) ให้คุณค่าแก่คำถามและการถามมากกว่าหรืออย่างน้อยเท่ากันกับการได้คำตอบ (๓) การเรียนรู้บนฐานปัญหามักต้องใช้ความรู้หลายสาระ ครูจึงควรร่วมมือกันจัดการเรียนรู้แบบนี้ (๔) เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ร่วมออกแบบการเรียนรู้ ได้แชร์คำถาม แชร์ประเด็นที่สนใจ
นิสัยย่อยที่ ๑ : สงสัยและถาม
การตั้งคำถามไม่เพียงแค่พัฒนาความสนใจใคร่รู้ แต่ช่วยให้ได้ฝึกตั้งคำถามที่ชัดเจน ซึ่งมาจากการคิดชัด และมีไอเดียใหม่ๆ
แนวทางหลัก : เทคนิคการตั้งคำถาม
เทคนิคการตั้งคำถามเป็นเรื่องที่ครูต้องศึกษา มีแหล่งให้ค้นคว้ามากมาย เช่น (๑) โดยที่มีคำถามชนิดต่างๆ สำหรับเลือกใช้ให้เหมาะสมต่อเป้าหมายการเรียนรู้ เช่น คำถามปลายปิด, คำถามปลายเปิด, คำถามซับซ้อน, คำถามสมมติสถานการณ์ (จะเกิดอะไรขี้น ถ้า...), คำถามเพื่อขับเคลื่อนความคิด เป็นต้น
แนวคิดเริ่มต้นที่ ๑ “ฉันสงสัยว่า ...”
เป็นคำถามสำหรับให้นักเรียนได้ฝึกบอกข้อสงสัยของตนออกมาดังๆ จะเป็น คำถาม what, how, why, why not, if…then…, เป้าหมายสำคัญสำหรับนักเรียนไทยคือการฝึกให้กล้าตั้งคำถาม
แนวคิดเริ่มต้นที่ ๒ คำถามซับซ้อน
เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบตรงไปตรงมา ไม่มีผิดถูก ช่วยการอภิปรายแลกเปลี่ยนความเห็น หรือตั้งคำถามต่อเนื่อง เป็นคำถามที่กระตุ้นความใคร่รู้ และตรวจสอบระดับของความเข้าใจ ใช้ได้ในการเรียนทุกสาระวิชา
แนวคิดเริ่มต้นที่ ๓ คำถามขับเคลื่อนกิจกรรมหรือโครงการ
เป็นคำถามที่นำไปสู่การเรียนรู้จากการทำโครงงานหรือทำกิจกรรม เช่นครูเริ่มต้นด้วยคำถาม “ดอกไม้อะไรที่นักเรียนคิดว่าหอมที่สุด” เพื่อนำเข้าสู่บทเรียนเรื่องพืช
แนวคิดเริ่มต้นที่ ๔ คำถามประจำสัปดาห์
เป็นการสร้างพื้นที่ให้นักเรียนได้ฝึกตั้งคำถาม อาจเป็นคำถามประจำวัน หรือประจำสัปดาห์ มีแผ่นกระดาษให้นักเรียนเขียนคำถาม และอ่านคำถามของเพื่อน เมื่อครบวันหรือสัปดาห์ให้นักเรียนร่วมกันพิจารณาว่าคำถามใดน่าสนใจที่สุด หรือเป็นคำถามที่ดี เพราะอะไร เป็นการฝึกทำความเข้าใจหลักการตั้งคำถาม และร่วมกันเลือกคำถามสำหรับนำมาตอบร่วมกันในวันรุ่งขึ้นหรือสัปดาห์หน้า
แนวคิดเริ่มต้นที่ ๕ คำถามติดดาว
เมื่อนักเรียนถามคำถามที่ดี ครูให้ดาวติดหน้าอกเสื้อ เพื่อสร้างความสนใจหรือความคึกคักในการตั้งคำถาม ตอนสิ้นวันมีการทบทวนว่าใครได้มากดาวที่สุด จากคำถามอะไรบ้าง วิธีนี้น่าจะเหมาะสำหรับเด็กอายุน้อย
นิสัยย่อยที่ ๒ : ค้นหาและตรวจสอบ
แค่ถามอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ต้องลงมือปฏิบัติและคิดใคร่ครวญต่อเนื่อง เป็นวงจร ความคิดสร้างสรรค์จึงจะค่อยๆ พัฒนาขึ้น
แนวทางหลัก : เล่นบทสมมติว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ
แนวทางนี้ ดำเนินการตามหลักการในเว็บไซต์ Mantle of the Expert โดยมีตัวอย่างต่อไปนี้
แนวคิดเริ่มต้นที่ ๑ สิ่งที่ควรรู้
ให้นักเรียนระดับประถมศึกษาเล่นบทเป็นผู้เชี่ยวชาญในสวนพฤกษศาสตร์ นักเรียนต้องรู้อะไรบ้างเพื่อตอบคำถามผู้มาเที่ยวสวน
แนวคิดเริ่มต้นที่ ๒ เริ่มจากผล
ให้นักเรียนดูภาพหรือวิดีทัศน์สั้นๆ แล้วร่วมกันค้นหาเรื่องราว หรือความหมาย
นิสัยย่อยที่ ๓ : ท้าทายสมมติฐาน
ฝึกให้นักเรียนไม่เชื่อง่าย หรือด่วนเชื่อด่วนสรุป ต้องตรวจสอบหรือค้นหาหลักฐานก่อน
แนวทางหลัก : P4C
เว็บไซต์ ปรัชญาสำหรับเด็ก (Philosophy for Children - P4C) เป็นเว็บไซต์ที่ช่วยเหลือครูและนักเรียนฝึกตั้งคำถามและถกเถียงกัน ในเรื่องต่างๆ ตัวอย่างคำถามเช่น (๑) เราควรปฏิบัติต่อสัตว์อย่างไร (๒) ความรักคืออะไร (๓) เมตตากรุณาเปลี่ยนโลกได้ไหม (๔) ความแตกต่างระหว่างผู้ใหญ่กับเด็กคืออะไร (๕) คนคนเดียวเปลี่ยนโลกได้ไหม
แนวคิดเริ่มต้นที่ ๑ นักเรียนสร้างคำถามเชิงปรัชญาด้วยตนเอง
ให้นักเรียนสำรวจสิ่งของ ภาพ หรือภาพยนตร์สั้นๆ แล้วจับคู่กันตั้งคำถาม นำเสนอต่อชั้นเรียน ในชั้นเรียนนักเรียนอภิปรายแลกเปลี่ยนกันและเลือก ๑ คำถามสำหรับร่วมกันสำรวจตรวจสอบต่อ ในระหว่างการอภิปราย อาจจัดทีมนักเรียนช่วยกันสรุปลง mindmap บนกระดานหน้าชั้น และสรุปให้เพื่อนฟัง จบลงด้วยการให้นักเรียนแต่ละคนสะท้อนว่าตนคิดอย่างไร
แนวคิดเริ่มต้นที่ ๒ ดีหรือไม่ดี
ยกประเด็นเรื่องหนึ่งขึ้นมาอภิปรายออกความเห็นว่าดีหรือไม่ดี โดยต้องคำนึงถึงระดับวุฒิภาวะของเด็ก เช่นตั้งคำถามว่าการมีโทรศัพท์มือถือมีข้อดีข้อเสียอย่างไร การเป็นเศรษฐีมีเงินพันล้านมีข้อดีข้อเสียอย่างไร เป็นต้น
มุ่งมั่น (persistent)
ความมุ่งมั่นมุมานะพยายาม ต่อสู้กับความยากลำบากไม่ท้อถอยหรือยอมแพ้ โดยเชื่อว่าเมื่อฝึกไปเรื่อยๆ ก็จะเก่งขึ้น หรือค้นพบแนวทางที่นำไปสู่ความสำเร็จ คนเราทุกคนต้องได้รับการฝึกฝนให้มีคุณสมบัติข้อนี้
วิธีจัดการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ : กระบวนทัศน์พัฒนา (growth mindset)
นี่คือความเชื่อว่าความเก่งฝึกได้ พัฒนาได้ ความเชื่อนี้จะนำไปสู่ความมุ่งมั่นต่อสู้กับกิจกรรมที่มีความความยากลำบาก ผู้เรียนที่มีความมุ่งมั่นจะมีความเชื่อ (๑) ความสามารถของตนเป็นสิ่งที่พัฒนาได้ (๒) การทำผิดพลาดมีคุณค่าต่อการเรียนรู้ (๓) ต้องเรียนรู้จากการทำงานที่ตนรู้สึกว่ายาก (๔) ใช้ถ้อยคำที่สื่อจุดมุ่งหมายสู่ความเป็นคนมีสมรรถนะ เช่นพูดว่า “ตอนนี้ผมยังทำไม่ได้” หรือ “ตอนนี้ผมยังทำได้ไม่ดีพอ”
นิสัยย่อยที่ ๔ : อดทนต่อความไม่แน่นอน
ความไม่แน่นอนที่พบบ่อยคือ ยังไม่ชัดเจนว่าเป้าหมายสุดท้ายคืออะไร และ/หรือ วิธีการที่เหมาะสมเป็นอย่างไร
แนวทางหลัก : บทบาทจำลองและสถานการณ์สมมติ
ให้นักเรียนฝึกทำกิจกรรมโดยบอกโจทย์ที่คลุมเครือหรือไม่ครบถ้วน หรือเป็นสถานการณ์ที่ไม่มีคำตอบง่ายๆ ชัดเจนตายตัว อาจกำหนดให้การทำงานนั้นอยู่ในสภาพที่ค้นทางอินเทอร์เน็ตไม่ได้ นักเรียนก็จะต้องฝึกกำหนดสมมติฐานหรือบริบทที่เกี่ยวข้องเอง
แนวคิดเริ่มต้นที่ ๑ ทำนายความท้าทายในอนาคต
ครูอาจให้สถานการณ์สมมติอนาคตของตนเอง เช่นเด็กประถมปลาย ให้ทำนายว่าเมื่อตนเลื่อนไปเรียนโรงเรียนมัธยม จะเผชิญสภาพใหม่ที่ท้าทายอย่างไรบ้าง กรณีนักเรียนมัธยมก็ให้สถานการณ์เข้าเรียนมหาวิทยาลัย
แนวคิดเริ่มต้นที่ ๒ ระดมความคิดแบบไม่ตัดสิน
ฝึกให้ประเด็นปัญหาหรือการขอความเห็นที่ซับซ้อน ให้นักเรียนร่วมกันระดมความคิด โดยย้ำว่าต้องการให้ออกความเห็นที่แตกต่างหลากหลาย ไม่เน้นถูกผิด และขอไม่มีการตัดสินว่าข้อคิดเห็นใดดีกว่าหรือถูกต้อง บรรยากาศวงระดมความคิดจะช่วยให้เด็กคุ้นเคยกับสภาพที่ไม่แน่นอน ไม่ชัดเจน
แนวคิดเริ่มต้นที่ ๓ บอกชื่อเกมให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
บอกนักเรียนให้ทำรายการชื่อเกมให้มากที่สุดภายในเวลา ๒ นาที แล้วให้นักเรียนแต่ละคนบอกชื่อเกมออกกมาดังๆ และครูเขียนบนกระดาน โดยจัดกลุ่มเกมเป็นกลุ่มๆ เช่น บอร์ดเกม เกมคอมพิวเตอร์ เกมกีฬา เป็นต้น จนครบหมดทุกคน หลังจากนั้นคุยกันว่า มีนักเรียนคนไหนคัดเกมบางชนิดออก หรือคิดถึงเฉพาะเกมบางประเภทเท่านั้น จะช่วยให้นักเรียนเข้าใจว่าการที่ตนมีความคิดยึดติดบางประการ มีผลให้คิดไม่กว้างพอ
นิสัยย่อยที่ ๕ : สู้สิ่งยาก
คนที่สู้ไม่ถอย จะมีโอกาสค้นพบไอเดียหรือแนวทางใหม่ๆ
แนวทางหลัก : สร้างกรอบคิดใหม่
เขาบอกว่ามีกรอบคิด 3P ที่ทำให้คนท้อถอยเมื่อเผชิญสิ่งยาก คือ pervasiveness – “ไม่ว่าฉันจะทำอะไร เป็นอย่างนี้ทุกที”, personalization – “เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นกับฉันทุกที”, permanence – “เรื่องแบบนี้ก็เป็นอย่างนี้เสมอแหละ” กรอบคิดทั้งสามนั้นเป็นกรอบคิดมองโลกแง่ร้าย (pessimistic) ครูต้องหาทางชักจูงให้ศิษย์มีแนวคิดแง่บวก (optimistic) เช่น “คราวนี้ทำไม่สำเร็จ คราวหน้าต้องลองวิธีใหม่”
แนวคิดเริ่มต้นที่ ๑ ชี้นำกระบวนทัศน์พัฒนา (growth mindset prompts)
นี่คือเครื่องมือช่วยให้นักเรียนฝึกกระบวนทัศน์พัฒนา โดยที่มีนักเรียนบางคนมีความฝังใจอยู่กับจุดอ่อนหรือข้อจำกัดของตน ครูจึงต้องเอาใจใส่ชี้นำกระบวนทัศน์พัฒนาให้แก่ศิษย์ วิธีหนึ่งคือติดโปสเตอร์แสดงคุณค่าของการพากเพียรฝึกฝนตนเอง ที่สามารถค้นดูได้ทางอินเทอร์เน็ตด้วยคำค้นว่า “growth mindset poster”
เมื่อนักเรียนทำงานชิ้นหนึ่งเสร็จ ครูให้ feedback เพื่อกระตุ้นกระบวนทัศน์พัฒนาโดยแจกกระดาษ ที่มีประโยคที่สะท้อนความคิดเชิงลบ หรือความคิดเชิงบวก ให้นักเรียนเปรียบเทียบว่าประโยคใดตรงกับความคิดของตน และเห็นช่องทางสร้างกรอบคิดใหม่ให้แก่ตนเอง ตัวอย่างของข้อความชี้นำความคิดได้แก่
X ฉันโง่เขลามากที่ทำโจทย์นี้ผิด
- ฉันทำงานนี้ซ้ำเพื่อพัฒนาขีดความสามารถของตัวเอง ไม่ใช่เพื่อมีผลงานดีๆ ไว้โชว์
? ในบทเรียนนี้ ข้อผิดพลาดใหญ่ที่สุดของฉันคือ.... ฉันได้เรียนรู้อะไรจากข้อผิดพลาดนี้ การทำผิดช่วยให้ฉันได้เรียนรู้อย่างไร
X ฉันคิดไม่ออก ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อ
- ฉันเรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อมีความท้าทาย
? เมื่อฉันคิดไม่ออก มีตัวช่วยอะไรบ้าง
X ฉันไม่มีทางทำงานนี้สำเร็จ
- ฉันต้องหาวิธีทำงานนี้ แตกต่างจากเดิม
? คำว่า “ฉันยังทำสิ่งนี้ไม่ได้” แตกต่างจาก “ฉันทำสิ่งนี้ไม่ได้” อย่างไร
X ฉันไม่ฉลาดเหมือนเพื่อนๆ
- คนเราเรียนสิ่งที่แตกต่างกันด้วยความเร็วที่ต่างกัน
? ฉันจะเรียนจากประสบการณ์ของเพื่อน การทำผิดพลาดของเพื่อน และจากนิสัยดีๆ ของเพื่อน ได้อย่างไร
X ฉันไม่มีทางจดจำเรื่องนี้ได้
- จงฝึกต่อไป ในที่สุดจะกลายเป็นนิสัย
? ฉันจะฝึกฝนสิ่งนี้ให้ได้ผลดียิ่งขึ้นได้อย่างไร
X ฉันจะทำเรื่องนี้ผิดตลอดไป
- ฉันพัฒนาขึ้นทีละน้อยๆ ในทุกชิ้นงานที่ทำ
? ฉันจะหาทางท้าทายตัวเองให้ทำงานนี้อย่างถูกต้องในคราวหน้าได้อย่างไร
แนวคิดเริ่มต้นที่ ๒ ใช้คำถามขยายขีดความสามารถ
เป็นคำถามหรือถ้อยคำที่เสริมจาก growth mindset prompt ในตอนที่แล้ว เพื่อช่วยให้นักเรียนเห็นช่องทางพัฒนาตนเอง ตัวอย่างเช่น
- วิธีไหนที่ทำแล้วได้ผลดี
- ส่วนไหนที่ยากที่สุดสำหรับเธอ
- เธอจะจัดการส่วนนั้นอย่างไร เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จ
- มีวิธีอื่นอีกไหม
- เธอเคยทำผิด ที่ช่วยให้ได้เรียนรู้สิ่งสำคัญไหม
- จะตั้งโจทย์ให้ยากขึ้นได้ไหม เพื่อให้เธอได้ฝึกความพยายามมากขึ้น
- หากจะทำงานชิ้นนี้ซ้ำ จะทำต่างจากคราวนี้อย่างไร
- ประสบการณ์นี้มีประโยชน์อย่างไร
- มีวิธีการที่เธอจำได้ ที่อาจช่วยให้ทำงานนี้สำเร็จไหม
- จะอธิบายวิธีการที่เธอทำสำเร็จให้เพื่อนๆ เข้าใจได้อย่างไร
- ที่ครูอธิบายมานี้ มีวิธีอธิบายให้เข้าใจง่ายกว่าไหม ทำอย่างไร
- เมื่อทำสำเร็จ เธอรู้สึกอย่างไร
นิสัยย่อยที่ ๖ : กล้าแตกต่าง
นี่คือการพัฒนาความมั่นใจตัวเอง ที่ทำให้กล้าเสี่ยง เป็นมิติสำคัญของการคิดสร้างสรรค์
แนวทางหลัก : มีระบบกิจกรรมในห้องเรียนที่ทำเป็นประจำเพื่อสร้างนิสัยช่างคิด
เป็นการประยุกต์ใช้หลักการ Thinking routines เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศห้องเรียน ให้นักเรียนกล้าแตกต่าง (อย่างมีเหตุผล) โดยมีตัวอย่างคือ
แนวคิดเริ่มต้นที่ ๑ มีหลักฐานอะไรจึงกล่าวเช่นนั้น
เป็นคำถามที่เมื่อใช้เป็นประจำในชั้นเรียน จะปลูกฝังนิสัยคิดและพูดอย่างมีเหตุผล และมีข้อมูลหลักฐานสนับสนุน ตัวอย่างคำถาม เช่น (๑) กำลังเกิดอะไรขึ้น หรือนักเรียนเห็นอะไร นักเรียนรู้อะไร (๒) นักเรียนเห็นอะไร จึงกล่าวเช่นนั้น
แนวคิดเริ่มต้นที่ ๒ คุณคิดว่าอย่างไร
ทำความตกลงกับนักเรียนว่า ครูจะตอบคำถามของนักเรียนน้อยที่สุด แต่จะตั้งคำถามให้นักเรียนตอบเป็นระยะๆ เพื่อให้นักเรียนทบทวนความเข้าใจของตนเอง และเพื่อให้นักเรียนจดจ่ออยู่กับบทเรียน
แนวคิดเริ่มต้นที่ ๓ สามคนก่อนถึงฉัน (Three before me)
เป็นส่วนขยายของแนวคิดที่ ๒ คือหากนักเรียนมีคำถามสำคัญที่ต้องการให้ครูตอบ ต้องมีนักเรียนตอบก่อน ๓ คน ครูจึงจะให้คำตอบของตน
ร่วมมือ (collaborative)
อย่าเข้าใจผิด ว่าความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล หรือการคิดสร้างสรรค์ต้องคิดคนเดียวเงียบๆ จริงๆ แล้วความร่วมมือเป็นส่วนหนึ่งของความสร้างสรรค์ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันจะช่วยกระตุ้นประกายสร้างสรรค์
วิธีจัดการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ : ชุมชนเรียนรู้ในชั้นเรียน
หลักการสำคัญคือ ให้นักเรียนรวมตัวกันทำกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ของตน ภายใต้หลักการว่า ผู้เรียนเป็นผู้กระทำการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้แก่โรงเรียน โดยตระหนักว่า เป้าหมายสำคัญอย่างหนึ่งของการศึกษาคือการพัฒนาความเป็น “ผู้ก่อการ” (agency) ดังเสนอในบันทึกชุด เอื้อระบบนิเวศ เพื่อเป็นครูผู้ก่อการ
หลักการสำคัญของชุมชนเรียนรู้ในชั้นเรียนได้แก่ (๑) คาดหวังให้นักเรียนทั้งฟังและพูด (๒) มีบรรยากาศปลอดภัยให้นักเรียนเสนอไอเดีย (๓) ให้มีกิจกรรมความร่วมมือบ่อยๆ (๔) นักเรียนต้องพึ่งพาซึ่งกันและกันเพื่อความสำเร็จ (๕) นักเรียนมีความรับผิดรับชอบต่อกันและกัน (๖) ประจักษ์ชัดว่ามีการเรียนรู้เชิงรุก อย่างมีกลยุทธ ใคร่ครวญสะท้อนคิด และคำนึงถึงวิธีเรียน (metacognition) (๗) เน้นการตั้งคำถาม
นิสัยย่อยที่ ๗ : แชร์ผลงาน
เน้นที่ผลลัพธ์เชิงสร้างสรรค์ ส่งผลทั้งที่ผู้สร้างสรรค์และต่อเพื่อนนักเรียน
แนวทางหลัก : ประเมินในสภาพของโลกแห่งความเป็นจริง
การประเมินผลงานสร้างสรรค์ต้องทำภายใต้สภาพจริง ทั้งโดยครูและโดยผู้เชี่ยวชาญภายนอก ใช้วิธีการที่หลากหลาย ได้แก่ (๑) การนำเสนอ (๒) การให้สัมภาษณ์ (๓) การเขียนบทความลงจดหมายข่าว (๔) การนำเสนอในวิทยุหรือ podcast (๕) การจัดนิทรรศการผลงาน (๖) การแสดงบทจำลอง (๗) การนำเสนอชุดข้อมูลหลักฐาน
จุดอ่อนของโรงเรียนคือ นักเรียนได้ฝึกสร้างสรรค์ผลงานจริง แต่การประเมินไม่ได้ประเมินในสภาพจริง ยังคงประเมินโดยให้ตอบข้อสอบ ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของการประเมินในสถานการณ์จริง
แนวคิดเริ่มต้นที่ ๑ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
โรงเรียนมีผู้เชี่ยวชาญให้ปรึกษามากมาย ทั้งที่เป็นพ่อแม่ผู้ปกครอง นักเรียนเก่า ผู้รู้ในท้องถิ่น นอกจากมาเป็นผู้วิพากษ์ชิ้นงาน ประเมินและให้คำแนะนำป้อนกลับแล้ว ผู้เชี่ยวชาญอาจนำชิ้นงานของตนเองมาให้นักเรียนชมเป็นตัวอย่างสร้างความตื่นเต้น และตอกย้ำการเรียนในสถานการณ์จริงเพิ่มขึ้น
แนวคิดเริ่มต้นที่ ๒ สร้าง rubric เพื่อประเมินหลายมิติ หลายระดับ
Rubric สร้างขึ้นจากเกณฑ์ประเมินผลงาน ที่ต้องประเมินหลายด้าน และชี้ให้เห็นระดับคุณภาพหลายระดับ เพื่อให้นักเรียนได้เข้าใจว่าผลงานแบบไหนจัดว่ายอดเยี่ยม ดี พอใช้ หรือเป็นผลงานชุ่ยๆ โดยมีเกณฑ์ให้ทำความเข้าใจ และนักเรียนฝึกประเมินด้วยตนเองได้ โดยอาจให้นักเรียนร่วมสร้าง rubric กับผู้เชี่ยวชาญ ๑ - ๒ คน
นิสัยย่อยที่ ๘ : ให้และรับคำแนะนำป้อนกลับ
การให้คำแนะนำป้อนกลับ (feedback) แก่เพื่อน และรับคำแนะนำป้อนกลับของเพื่อน ช่วยให้นักเรียนได้ฝึกการให้และการรับคำแนะนำป้อนกลับ และหาทางปรับปรุงตนเอง ซึ่งเป็นการฝึกความคิดสร้างสรรค์
แนวทางหลัก : เพื่อนประเมินเพื่อน (peer assessment)
ในความเป็นจริงแล้ว นักเรียนได้รับคำแนะนำป้อนกลับจากเพื่อนเป็นประจำอยู่แล้วอย่างไม่เป็นทางการ โดยที่คุณภาพของคำแนะนำป้อนกลับแตกต่างกันมาก และอาจเป็นคุณบ้าง เป็นโทษบ้าง เพื่อให้นักเรียนให้และรับการประเมินและคำแนะนำป้อนกลับแก่กันได้อย่างถูกต้อง เกิดผลดีต่อการเรียนรู้ ในลักษณะของการเรียนรู้ผ่านการสะท้อนคิด และเกิดการพัฒนาทักษะ “การประเมินเพื่อการเรียนรู้” (assessment for learning – AfL) ครูจึงต้องฝึกให้นักเรียนประเมินซึ่งกันและกันอย่างถูกวิธี
หลักการสำคัญของเพื่อนประเมินเพื่อนคือ (๑) เป็นมิตร ให้ประโยชน์ และมีความจำเพาะ (๒) เน้นประเมินสาระอย่างจริงจัง หลีกเลี่ยงการวิจารณ์ตัวบุคคล (๓) นักเรียนทุกคนมีโอกาสฝึก
แนวคิดเริ่มต้นที่ ๑ วิพากษ์ผลงานโดยปกปิดเจ้าของผลงาน
เพื่อให้นักเรียนได้เริ่มฝึกประเมินผลงาน ควรเริ่มโดยปกปิดเจ้าของผลงานซึ่งอาจเป็นนักเรียนชั้นอื่น หรือเป็นผลงานของปีก่อนๆ จนเมื่อเห็นว่านักเรียนเข้าใจวิธีวิพากษ์อย่างสร้างสรรค์แล้ว จึงให้ประเมิน และให้คำแนะนำป้อนกลับต่อผลงานของเพื่อนในชั้น
แนวคิดเริ่มต้นที่ ๒ ร่วมกันเขียนประโยคเด็ดที่เป็นตัวอย่างคำแนะนำป้อนกลับที่ดี ติดป้ายที่ผนังห้องเอาไว้เตือนใจ
แนะนำให้นักเรียนช่วยกันเลือกและเขียน เริ่มจากสองสามประโยคเด็ดก่อน ตัวอย่างเช่น
- ฉันชอบส่วนนี้ แต่คุณคิดถึงความสัมพันธ์ไปยัง .... อย่างไร
- ทำไมจึงเลือกใช้ วลี/ประโยค/คำพังเพย นี้ ไม่ใช้อันอื่น
- ส่วนดีที่สุดคือ ...
- คราวหน้า น่าจะได้คำนึงถึง ....
- คุณบรรลุเป้าหมายสองประการแรกอย่างดีมาก แต่ฉันไม่แน่ใจว่าบรรลุเป้าหมายที่สามหรือไม่ คุณคิดอย่างไร
แนวคิดเริ่มต้นที่ ๓ ให้คำแนะนำป้อนไปข้างหน้า (feedforward)
เมื่อนักเรียนพบปัญหา ให้นักเรียนจัดเป็นกลุ่ม ๔ คน ๒ คนเป็นทีมเสนอปัญหา ใช้เวลา ๒ นาที อีก ๒ คนเป็นทีมที่ปรึกษา ให้คำแนะนำ ๒ นาที ใช้คำในทำนอง “ลองอย่างนี้ดีไหม ...” หลังจากนั้นสะท้อนคิดร่วมกัน ๒ นาที
รายละเอียดเรื่อง feedforward มีอยู่ในบันทึกชุด สอนเสวนา สู่การเรียนรู้เชิงรุก
แนวคิดเริ่มต้นที่ ๔ จัดแสดงผลงานเพื่อขอคำติชม
ให้นักเรียนจัดนิทรรศการเล็กๆ ที่มุมห้อง หรือที่ระเบียง เพื่อขอคำแนะนำติชม โดยอาจเริ่มจากนักเรียนที่พร้อมก่อน ครูมีกระดาษ Post-it ที่มีคำขึ้นต้นประโยคให้ เช่น ฉันชอบผลงานนี้เพราะ ..., จะดียิ่งขึ้นถ้า ...., เคยเห็นผลงาน...ไหม ให้นักเรียนที่ไปชมเขียนแปะไว้ที่ผลงาน หลังจากนั้นเป็นช่วงสะท้อนคิดเพื่อการเรียนรู้ร่วมกัน ด้วยคำถามตัวอย่าง (๑) ส่วนไหนที่พบว่าอ่อนไหวที่สุด (๒) ส่วนไหนที่รู้สึกพอใจน้อยที่สุด เพราะอะไร (๓) ส่วนไหนที่พอใจมากที่สุด เพราะอะไร (๔) คำแนะนำใดที่ช่วยให้เธอมุ่งทำชิ้นงานชั้นเลิศได้ (๕) คำแนะนำไหนที่เธอนำไปใช้ได้โดยตรง
นิสัยย่อยที่ ๙ : ร่วมมืออย่างเหมาะสม
ผู้มีความสร้างสรรค์ รู้จักร่วมมือกับผู้อื่นโดยคำนึงถึงบริบทด้านธรรมชาติของกลุ่ม ธรรมชาติของงานหรือปัญหา และระดับผลงานที่กลุ่มบรรลุ
แนวทางหลัก : ทำงานเป็นทีม
นักเรียนมักมีประสบการณ์เรื่องการทำงานเป็นทีมในเรื่องกีฬา และในกิจกรรมนอกหลักสูตร โดยที่หัวหน้ามักเป็นนักเรียนเด่น และมีทีมอยู่ในกลุ่มนักเรียนเพียงบางคน ไม่มีระบบการจัดทีมให้นักเรียนทุกคนได้ฝึกทำงานเป็นทีม จึงมีการเสนอ The Nine Belbin Team Roles สำหรับจัดทีมในชั้นเรียน ให้นักเรียนทุกคนได้มีโอกาสฝึกทำหน้าที่เป็นสมาชิกทีมหลายๆ แบบ ดังนี้ (๑) ผู้ประมวลทรัพยากร ทำหน้าที่รวบรวมไอเดียที่เกี่ยวข้องมาสู่ทีม (๒) ผู้เชื่อมความเหนียวแน่นของทีม คอยตรวจสอบจุดอ่อนและแก้ไข (๓) ผู้ประสานงาน ประสานผ่านเป้าหมายร่วม และการทำงานร่วมกัน (๔) ผู้แก้ปัญหา เน้นแก้ปัญหาด้วยแนวทางสร้างสรรค์ (๕) ผู้ตรวจสอบข้อมูลหลักฐานและเหตุผล (๖) ผู้เชี่ยวชาญ ทำหน้าที่ให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับชิ้นงาน (๗) ผู้ขับเคลื่อนพลัง เพื่อเอาชนะอุปสรรค (๘) ผู้ดำเนินการ นำไอเดียสู่การกระทำอย่างมีขั้นตอน (๙) ผู้ตกแต่งผลงาน เพื่อให้สมบูรณ์
แนวคิดเริ่มต้นที่ ๑ กระบวนการหมวกหกใบ
วิธีการหมวกหกใบ ที่เสนอโดย Edward de Bono (1) เป็นวิธีที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย เพื่อฝึกคิดหลายแบบ หรือคิด ๓ คู่ตรงกันข้ามคือ ความจริง - ความรู้สึก คิดบวก - คิดลบ คิดฟุ้ง - คิดสรุป เมื่อนำมาใช้ในห้องเรียน เป็นวิธีฝึกให้นักเรียนมีมุมมองต่อเรื่องต่างๆ หลากหลาย หลายแง่หลายมุม และเพื่อให้นักเรียนได้ตระหนักว่า ในการทำงานให้สำเร็จต้องการความคิดหลายแบบประกอบกัน หากขาดวิธีคิดบางแบบผลงานอาจออกมาไม่ดี หมวก ๖ ใบ ช่วยเตือนวิธีคิด ๖ แบบคือ (๑) คิดมุ่งข้อมูลหลักฐาน หมวกสีขาว (๒) คิดด้วยความรู้สึกหรืออารมณ์ หมวกสีแดง (๓) คิดบวก เปี่ยมความหวัง หมวกสีเหลือง (๔) คิดลบ ระมัดระวัง หมวกสีดำ (๕) คิดสร้างสรรค์ หมวกสีเขียว (๖) คิดภาพรวม หมวกสีฟ้า
การใช้วิธีการหมวกหกใบ ขึ้นกับเด็กเล็กหรือเด็กโต อาจให้ทุกคนในกลุ่มร่วมกันสวมหมวกทีละสีพร้อมกันระหว่างประชุมระดมความคิด อาจให้สมาชิกสวมหมวกต่างสี หรืออาจให้มีเฉพาะหมวกบางสี แล้วหลังการประชุมร่วมกันสะท้อนคิดว่าเกิดผลอย่างไร ได้เรียนรู้อะไร ผมเล่าการสอนนักศึกษาแพทย์ในวิชาเวชจริยศาสตร์และการคิดเชิงวิพากษ์โดยใช้กระบวนการหมวกหกใบไว้ที่ (๒)
แนวคิดเริ่มต้นที่ ๒ หมวกความคิดที่เชื่อมโยงกับสาระวิชา
ให้นักเรียนฝึกใช้วิธีคิดแบบหมวกหกใบกับโจทย์ของสาระวิชา เช่น
- ภูมิศาสตร์ : ควรเปิดหรือปิดพรมแดนประเทศ ต่อคนย้ายเข้าประเทศ
- สังคมศาสตร์ : ควรมีข้อจำกัดเรื่องเสรีภาพในการพูดหรือไม่
- ชีววิทยา : มีวิธีตรวจสอบได้อย่างไรว่าชีวิตเริ่มต้นเมื่อไร
แนวคิดเริ่มต้นที่ ๓ กิจกรรมสร้างทีม
ใช้ฝึกให้นักเรียนรู้จักทำงานเป็นทีม ก่อนทำงานจริง โดยจัดทีมเล่นเกมแข่งขันกัน เช่นเกมสร้างสะพานข้ามเหว (ช่องว่างระหว่างโต๊ะ) โดยใช้ไม้ตักไอศกรีมและกาว เกมสร้างหอคอยที่สูงที่สุดในโลกโดยใช้หลอดดูดเครื่องดื่ม หรือเกมอื่นๆ เป้าหมายคือ ให้นักเรียนได้รู้จักใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น
แนวคิดเริ่มต้นที่ ๔ เล่นกับ Belbin
เพื่อให้นักเรียนเข้าใจบทบาทของสมาชิกทีม ๙ แบบของ Belbin ที่กล่าวแล้ว ให้นักเรียนได้เล่นหรือฝึกทำความเข้าใจแต่ละบทบาท กิจกรรมที่ทำขึ้นกับอายุของเด็ก สำหรับเด็กเล็ก อาจให้เล่นเกมสัตว์ต่างชนิดที่มีพฤติกรรมสอดคล้องกับบทบาทหนึ่ง แล้วให้นักเรียนช่วยกันกล่าวคำอธิบายบทบาทนั้นๆ
สำหรับเด็กโต เลือกปัญหาที่เหมาะให้กลุ่มดำเนินการแก้ปัญหานั้น และให้สมาชิกกลุ่มตกลงกันว่าใครจะสวมบทใด หลังงานเสร็จร่วมกันสะท้อนคิดว่า แต่ละบทบาททำอะไรบ้าง และมีส่วนให้เกิดความสำเร็จอย่างไร มีบทบาทใดที่ขาดหายไป และเมื่อไม่มีคนแสดงบทบาทนั้นเกิดผลอย่างไรต่อการทำงานกลุ่ม เป็นต้น
เพื่อให้บันทึกที่ ๕ นี้ไม่ยาวเกินไป จึงขอยกเอาวิธีพัฒนามิติ มีวินัย และ มีจินตนาการ ของความคิดสร้างสรรค์ ไปไว้ในบันทึกตอนที่ ๖
วิจารณ์ พานิช
๒๕ ต.ค. ๖๔
Thank you for this insightful briefing.
How wonderful would it be if Thailand government (and the public services) apply these techniques and collaborate among departments and/or ministries.
[I think ] these ร่วมมือ (collaborative) นิสัยย่อยที่ ๙ : ร่วมมืออย่างเหมาะสม นิสัยย่อยที่ ๗ : แชร์ผลงาน - form a very important policy for ‘committees’ (คณะกรรมาธิการต่างๆ) to leapfrog Thailand’s development. We cannot afford to do things bit-by-bit (in ‘silo’/isolation). We must make use of synergy and sharing at all levels from policy-frameworks to field-operations. We cannot continue in current ways and hope to get better luck and result. So, why don’t we try collaboration and sharing so we and our children can learn to do better.