ICT หรือเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communication Technology : ICT) หรือเรียกย่อ ๆ ว่า "ไอซีที" หมายถึงเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับข่าวสาร ข้อมูลสารสนเทศ และการสื่อสาร นับตั้งแต่การสร้าง การนำมาวิเคราะห์หรือประมวลผล การรับและส่งข้อมูล การจัดเก็บและการนำไปใช้งานใหม่ เทคโนโลยีเหล่านี้หมายถึง ฮาร์ดแวร์ (Hardware) คือคอมพิวเตอร์ พร้อมทั้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ซอฟต์แวร์ (Software) คือชุดคำสั่งโปรแกรมต่าง ๆ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจึงเป็นการนำความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ในการพัฒนาเครื่องมือ เครื่องใช้ อุปกรณ์ วิธีการหรือกระบวนการเพื่อช่วยใน การทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อบุคคล กลุ่มบุคคล หรือองค์กร โดยอาศัยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้าช่วย ทั้งนี้เทคโนโลยีสารสนเทศยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม ซึ่งเป็นวิธีการที่จะส่งข้อมูลจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งเพื่อการแลกเปลี่ยนหรือเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและสารสนเทศได้อย่างรวดเร็วทันต่อการใช้ประโยชน์ผ่านสื่ออุปกรณ์การสื่อสาร เช่น วิทยุ โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ เครื่องโทรสาร ระบบอินเทอร์เน็ต ใยแก้วนำแสง คลื่นความถี่วิทยุ และสัญญาณจากดาวเทียม ซึ่งต่อมาได้นำมาประยุกต์ใช้ในด้านการจัดการศึกษาและการเรียนรู้เพื่อให้สามารถเกิดการเรียนรู้ได้รวดเร็วและลดขั้นตอนใน การดำเนินงานอีกด้วย การนำคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตมาใช้ในการจัดการเรียนรู้นั้น โดยทั่วไปจำแนกจุดมุ่งหมาย ออกได้ 3 ประเภท คือ 1. เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต จุดมุ่งหมายการเรียนรู้นี้มีเป้าหมายให้นักเรียนเกิดความรู้ ความสามารถพื้น ฐานด้านเทคโนโลยี 2. เพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดการสอน ของครู ในหลักสูตรวิชาต่างๆ จุดมุ่งหมายนี้ช่วยให้นักเรียนได้รับข้อมูลข่าวสาร 3. เพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างชิ้นงานของนักเรียน เป็นการบูรณาการเพื่อพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับหลักสูตรและเนื้อหา

การนำ ICT มาใช้เพื่อการการจัดการเรียนรู้


 

ดร. ถวิล  อรัญเวศ

         ตั้งแต่มีสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19

และโอมิครอน ส่งผลทำให้ผู้คนหันมาใช้ ICT มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้

โทรศัพท์มือถือการใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อติดต่อสินค้า ขายสินค้า

การใช้จ่ายเงินผ่านระบบตามโครงการตาง ๆ เช่น คนละครึ่ง การเรียน

ทางออนไลน์ เป็นต้น

 

ความหมายของ ICT

        ICT หรือเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communication Technology : ICT) หรือเรียกย่อ ๆ ว่า "ไอซีที" หมายถึงเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับข่าวสาร ข้อมูลสารสนเทศ และการสื่อสาร นับตั้งแต่การสร้าง การนำมาวิเคราะห์หรือประมวลผล การรับและส่งข้อมูล การจัดเก็บและการนำไปใช้งานใหม่ เทคโนโลยีเหล่านี้หมายถึง ฮาร์ดแวร์ (Hardware) คือคอมพิวเตอร์ พร้อมทั้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ซอฟต์แวร์ (Software) คือชุดคำสั่งโปรแกรมต่าง ๆ  เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจึงเป็นการนำความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ในการพัฒนาเครื่องมือ เครื่องใช้ อุปกรณ์ วิธีการหรือกระบวนการเพื่อช่วยใน

การทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อบุคคล กลุ่มบุคคล หรือองค์กร โดยอาศัยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้าช่วย ทั้งนี้เทคโนโลยีสารสนเทศยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม ซึ่งเป็นวิธีการที่จะส่งข้อมูลจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งเพื่อการแลกเปลี่ยนหรือเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและสารสนเทศได้อย่างรวดเร็วทันต่อการใช้ประโยชน์ผ่านสื่ออุปกรณ์การสื่อสาร เช่น วิทยุ โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์  เครื่องโทรสาร ระบบอินเทอร์เน็ต ใยแก้วนำแสง คลื่นความถี่วิทยุ และสัญญาณจากดาวเทียม ซึ่งต่อมาได้นำมาประยุกต์ใช้ในด้านการจัดการศึกษาและการเรียนรู้เพื่อให้สามารถเกิดการเรียนรู้ได้รวดเร็วและลดขั้นตอนใน

การดำเนินงานอีกด้วย                 

         การออกแบบวางแผนการใช้เทคโนโลยีช่วยการเรียนให้เป็นส่วนหนึ่งของแผนหลักของโรงเรียนช่วยให้สถานศึกษามีการนำเทคโนโลยีไปใช้ได้อย่าง มีประสิทธิภาพ การวางแผนไม่ควรเป็นแผนเฉพาะกิจที่มีช่วงเวลาสั้นๆ แล้วก็จบไป โรงเรียนควรใช้เทคโนโลยีในการสนับสนุนเป้าหมายหลักสูตรของโรงเรียน ใช้เป็นเครื่องมือในการปรับปรุงและ การเปลี่ยนแปลงการสอนสู่การเรียนรู้

 

 

จุดมุ่งหมายของการใช้  ICT เพื่อการจัดการเรียนรู้

          การนำคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตมาใช้ในการจัดการเรียนรู้นั้น โดยทั่วไปจำแนกจุดมุ่งหมาย ออกได้ 3 ประเภท คือ

1.    เรียนรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต   

จุดมุ่งหมายการเรียนรู้นี้มีเป้าหมายให้นักเรียนเกิดความรู้

ความสามารถพื้น ฐานด้านเทคโนโลยี

        2. นำมาใช้เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดการสอนของครู

            ในหลักสูตรวิชาต่างๆ จุดมุ่งหมายนี้ช่วยให้นักเรียนได้รับข้อมูลข่าวสาร

          3. นำมาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างชิ้นงานของนักเรียน เป็นการบูรณาการเพื่อพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับหลักสูตรและเนื้อหา

 

การเรียนรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต

      ครอบคลุมถึงสิ่งต่อไปนี้

1.    พื้นฐาน คำศัพท์พื้นฐานที่ใช้ ความหมายและการทำงาน

ของคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต

2.    การเปิด ปิดเครื่อง การใช้คีย์บอร์ด เมาส์ และอุปกรณ์พ่วง

กับคอมพิวเตอร์

     3. การใช้โปรแกรมประมวลผล ตารางคำนวณ ฐานข้อมูล และโปรแกรมกราฟิก

     4. ใช้เครื่องมือค้นคว้าและติดต่อ เช่น โปรแกรมค้นหา หรือ

Google การใช้งานอีเมล์

     5. ทักษะพื้นฐานในการใช้งานโปรแกรมและการใช้โปรแกรมประเภทรังสรรค์งาน

     6. พัฒนาความตระหนักถึงผลของการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่มีต่อสังคม

 

การใช้ ICT เพื่อการจัดการเรียนรู้

           ปัจจุบัน อยู่ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส

โควิด-2019 มีผู้คนติดเชื้อและเสียชีวิตรายวันเป็นจำนวนมาก

กระทรวงศึกษาธิการ ได้สั่งเลื่อนการเปิดภาคเรียน เพื่อปฏิบัติตาม

พรบ.ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ฉบับที่ 30 ซึ่งงห้ามรวมคนจำนวนมาก

ห้ามใช้สถานศึกษาไม่ว่าจะเป็นการเรียนการสอน การประชุมคน

จำนวนมาก  ดังนั้นการใช้ ICT เพื่อเป็นสื่อในการจัดการเรียนรู้ จึงสำคัญและนำมาใช้ตามควรแก่กรณี ได้แก่

1.   ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อช่วยเป็น

สื่อในการเรียนรู้วิชาต่างๆ เน้นการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือใน

การสืบค้นข้อมูลและการถ่ายทอดความรู้ทั้งนี้นักเรียนต้องได้รับ
การฝึกให้มีความรู้ความสามารถพื้นฐานในการใช้เทคโนโลยีด้วยจึงจะทำให้การจัดการเรียนการสอนประสบผลสำเร็จ  

           2. ใช้ในการการนำเสนอผลงาน การสาธิต และการจัดการกับข้อมูลด้วยเครื่องมือที่เหมาะสม

           3. ใช้ในหลักสูตรในรูปแบบของเกม การฝึกฝนและปฏิบัติ

การทบทวน การปฏิบัติการเสมือน ผังภาพ

           4. ใช้สารสนเทศ และทรัพยากรการเรียนรู้จากซีดีรอม หรือออนไลน์ เช่น สารากรุม แผนที่โลกวารสารอิเล็กทรอนิกส์และแหล่งอ้างอิงอื่น ๆ

          5. ใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อการเรียนการสอน ไม่ว่าจะเป็น
สื่อวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษา กลุ่มไลน์  Youtube ฯลฯ

 

การใช้  ICT

          การใช้ ICT มีมากมายหลายอย่าง เช่น

           1. โปรแกรม Movies Maker การใช้โปรแกรมสื่อวิดีโอเป็นสื่อที่ได้รับการยอมรับว่า สามารถใช้ถ่ายทอดความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าสื่อนั้นถูกสร้างอย่างเหมาะสม ซึ่งใน WINDOWS ซอฟต์แวร์ (Software) เป็นโปรแกรมตัดต่อวีดิโอที่ใช้ทรัพยากรของ เครื่องคอมพิวเตอร์น้อย เพราะเป็นโปรแกรมที่ยังมีลูกเล่นไม่มากนัก และยังเป็นโปรแกรมแถมมากับโปรแกรม Windows  โดยไฟล์ที่ได้จากการตัดต่อจะเป็น WMV ที่มีขนาดเล็ก ดังนั้นเนื้อที่ภายใน

ฮาร์ดดีสก์ที่ใช้เก็บไฟล์วีดิโอก็ใช้น้อยด้วยเช่นกัน สาหรับไฟล์ วีดิโอ และไฟล์มีเดียอื่น ๆ ที่โปรแกรม Windows Media Player  รองรับ หรือสามารถนาเข้าไฟล์เหล่านี้ได้  ได้แก่ ไฟล์วีดิโอสามารถนำเข้าไฟล์วีดิโอที่มีนามสกุลดังต่อไปนี้ ASF, AVI,WMV, MPEG ,M1V, MP2, MPA, และt MPE  ไฟล์เสียง ที่สามารถนาเข้าไฟล์เสียงที่มีนามสกุลดังต่อไปนี้ AU, AIF , AIFE, AIFF ,MPM3 , SND, WAV และt WMA  ไฟล์ภาพกราฟฟิก ที่สามารถนาเข้ามาในโปรแกรมนามสกุลดังต่อไปนี้ BMP, GIF , DIB , JPG , JPEG, JPE และ JIFF

           2. การใช้โปรแกรม Power point ซึ่งถือว่าเป็นสื่อที่สามารถสร้างผลงานนำเสนอได้เป็นอย่างดี และมีระบบการนำเสนอที่เร้าใจตามแต่จะกำหนดให้เพื่อการนำเสนอในรูปแบบต่าง ๆ มีระบบเคลื่อนไหว ระบบเสียง แผนภูมิต่าง ๆ รูปภาพต่าง ๆ ทั้งภาพเคลื่อนไหว และภาพนิ่ง วิธีการสร้างงานภาพนิ่ง วิธีการบันทึกงานนำเสนอ การเปลี่ยนภาพพื้นหลังและการใส่สี การใส่ข้อความลงในสไลด์ วิธีการใส่รูปภาพและการปรับแต่ง วิธีการลบภาพพื้นหลังวิธีการทำให้ข้อความหรือวัตถุเคลื่อนไหว วิธีการสร้างตาราง เป็นต้น

           3. การใช้ YouTube เพื่อการเรียนรู้และการนำเสนอผลงาน

              การประยุกต์ใช้ YouTube กับการเรียนการสอน YouTube เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการแลกเปลี่ยนภาพวิดีโอระหว่างผู้ใช้ที่มีการให้บริการฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นข้อดีของเว็บไซต์ ทำให้มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก ไม่ว่าจะใช้เพื่อการประชาสัมพันธ์สินค้า ความบันเทิงและยังรวมถึงใช้ในการศึกษาและจัดการเรียนการสอนสำหรับครูอีกด้วย สำหรับการจัดการเรียนการสอนในปัจจุบัน YouTube ได้เข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมาก ถือว่าเป็นเครื่องมืออีกตัวที่สามารถทำให้การจัดการเรียนการสอนบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

         4. การใช้สื่อ DLTV และ DLIT

            DLTV คือ สถานีวิทยุโทรทัศน์การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (Distance Learning Television ชื่อย่อ : DLTV) ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2538 เพื่อเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี บริหารงานโดย มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (อังกฤษ: Distance Learning Foundation ชื่อย่อ: DLF) โดยจัดการเรียน

การสอนทางไกลผ่านดาวเทียม ถ่ายทอดสดตามหลักสูตร ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และ สายวิชาชีพ ให้แก่โรงเรียนในประเทศไทย และประเทศเพื่อนบ้าน จำนวน 15 ช่อง (ในชื่อ DLTV 1-15) รวมทั้ง การออกอากาศรายการภาคภาษาอังกฤษ จำนวน 15 ช่อง (ในชื่อ DSTV Network 186-200)

        1. ระบบ DSTV เป็นระบบโทรทัศน์ผ่านจานรับสัญญาณดาวเทียมในย่านความถี่ KU-Band ที่เป็นระบบเดียวกับ ทรูวิชั่นส์ ซึ่งสามารถซื้อ ชุดรับสัญญาณดาวเทียมกับตัวแทนจำหน่ายของ ทรูวิชั่นส์ ได้ทั่วไป โดยไม่เสียค่าบริการรายเดือนโดยมีราคาประมาณชุดละ 12,000 บาท หรือหากมีเครื่องรับสัญญาณดาวเทียม ที่สามารถรับย่าน KU-Band ได้ ก็สามารถรับชมได้ เพราะระบบออกอากาศของสถานีฯมิได้มีการเข้ารหัสไว้ จึงไม่ต้องใช้ Smart Card ในการรับชมรายการ

          2. ระบบ CATV เป็นระบบโทรทัศน์ผ่านสายเคเบิลซึ่งสามารถรับชมได้ในเขตกรุงเทพมหานคร และจังหวัดปริมณฑล แต่สามารถรับชมรายการได้เพียง 7 ช่อง และต้องเสียค่าบริการรายเดือนกับบริษัทเคเบิลทีวีที่ให้บริการ

          3. สามารถใช้ประโยชน์จากการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม โดยวิธีการศึกษาผ่านระบบอินเทอร์เน็ตได้อีกทางหนึ่ง โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในด้านเนื้อหาวิชา (Free-of-charge Web-based Information Content) ทั้งในระบบรายการถ่ายทอดสด (Live Broadcast) และระบบรายการตามคำสั่ง (On Demand) ทางเว็บไซต์ของ มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม และสถานีวิทยุโทรทัศน์การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมมารับชม

สถานีวิทยุโทรทัศน์การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) ดำเนินการออกอากาศรายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษา ใน 2 ลักษณะ ดังนี้

        1. การศึกษาในระบบโรงเรียน

          เป็นการจัดการศึกษา ตาม หลักสูตรการศึกษาในระบบโรงเรียน (Formal Education) ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และ มัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อช่วยเหลือโรงเรียนต่าง ๆ ในรายวิชาที่ขาดแคลนครูผู้สอน หรือเป็นรายวิชาที่มีเนื้อหาค่อนข้างยาก โรงเรียนที่ต้องการเข้าร่วมโครงการฯ สามารถทำได้ โดยจัดหาเครื่องรับสัญญาณดาวเทียมเพื่อรับชมรายการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ตามตารางเวลาที่ออกอากาศ

        2. การจัดการศึกษาตามอัธยาศัย

           เป็นการจัดการศึกษา เพื่อให้ข่าวสาร ข้อมูล ความรู้ และทักษะที่เป็นประโยชน์ ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วไป (Informal Education) การจัดการศึกษาผ่านดาวเทียม เพื่อการศึกษาตามอัธยาศัยนี้ กำหนดเนื้อหารายการ ให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาในปัจจุบัน และ ความต้องการของประชาชน ในการพัฒนาสภาพความเป็นอยู่ รวมถึงคุณภาพชีวิตของประชาชน

        DLIT  เป็นคำย่อมาจาก Distance Learning Information Technology  คือการพัฒนาคุณภาพการศึกษาทางไกลผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นเครื่องมือที่มีเนื้อหาและเทคโนโลยีสำหรับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การวางแผน การจัดการเรียนรู้ การจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาฯ การจัดการเรียนการสอนเพิ่มเติม การสอบที่มีประสิทธิภาพ และการพัฒนาวิชาชีพอย่างยั่งยืน ในด้านเนื้อหา DLIT มีเนื้อหาที่ตอบสนองความต้องการและการใช้งานในชีวิตของครูและนักเรียนทุกคน ในด้านเทคโนโลยี DLIT มีเทคโนโลยียุคใหม่ที่ส่งเสริมสนับสนุนให้ครูจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันสมัย

          DLIT เป็นสื่อที่เปิดสำหรับทุกคน (Open Resources) ครู นักเรียน บุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไป เข้าถึง DLIT ได้ทุกที่ทุกเวลา และบนเครื่องมือทุกชนิด ได้แก่ โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และนำไปใช้ประกอบการสอนนักเรียนได้ ยกเว้นคลังข้อสอบที่อนุญาตเฉพาะกลุ่ม และเทคโนโลยีบางประเภทที่สนับสนุนเฉพาะบุคลากรทางการศึกษา

          DLIT มีเป้าหมายเพื่อให้ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาดีขึ้น นักเรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่สอดคล้องกับศตวรรษที่ 21 ครูมีเครื่องมือที่ทำให้เกิดการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง และการศึกษาไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างแท้จริง

       DLIT มี 5 รูปแบบ

       1. DLIT Classroom

          ห้องเรียน DLIT การถ่ายทอดการจัดการเรียนรู้หัวข้อเรื่องที่ยาก จากครูต้นแบบของโรงเรียนชั้นนำไปยังห้องเรียนปลายทาง เพื่อช่วยครูในห้องเรียนปลายทาง โดยเฉพาะกรณีที่ครูปลายทางไม่ใช่ครูตรงกลุ่มสาระการเรียนรู้ หรือครูประสบปัญหาการสอนหัวข้อเรื่องที่ยากมาก โดยถ่ายทอดห้องเรียนคุณภาพจากครูเก่งและ โรงเรียนชั้นนำไปสู่ โรงเรียนทั่วประเทศ นักเรียน ทุกคนมีโอกาสในการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม

           2. DLIT Resources   คลังสื่อประกอบการจัดการเรียนการสอนที่ตรงกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานสื่อประกอบการสอน ที่ตรงกับหลักสูตรฯมีแผนการสอนและเอกสารต่างๆประกอบ

          3. DLIT Digital Library  ห้องสมุดดิจิทัล เพื่อครู นักเรียน ผู้ปกครอง และผู้สนใจทั่วไป มีเนื้อหาถูกต้อง ตอบสนองความต้องการและความสนใจเรียนรู้สื่อเพื่อให้นักเรียนและผู้สนใจค้นคว้าได้ เพื่อเพิ่มเติมความรู้นอกหลักสูตร

         4. DLIT PLC (Professional Learning Community) การพัฒนาวิชาชีพครู เครื่องมือในการสร้างและพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพครู พร้อมพื้นที่แห่งการแบ่งปันและเรียนรู้หรือ Share and Learn การสร้างและพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพครู เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

          5. DLIT Assessment  คลังข้อสอบ ที่รวบรวมข้อสอบมากมาย ตั้งแต่ประถมศึกษาปีที่ 1 จนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 คลังข้อสอบที่ครูสามารถนำไปใช้งานได้ โดยเน้นการประเมินเพื่อการเรียนรู้

 

 สรุป

       การใช้ ICT เพื่อการการจัดการเรียนรู้ คือการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) เพื่อการจัดการเรียนรู้ หรือเพื่อการเรียนการสอน ครูสามารถใช้ ICT เพื่อการจัดการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนด้วยสื่อ ICT ที่หลากหลาย เป็นการเพิ่มพูนเสริมประสิทธิภาพทางการเรียนรู้แก่ผู้เรียนและสภาพปัจจุบันการเรียนการสอนก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงสิ่งนี้ได้ เพราะอยู่ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-2019 ในช่วงที่อยู่ในระหว่างสั่งเลื่อนการเปิดภาคเรียน ครูจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสอนของตนเอง ต้องยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จึงต้องเรียนรู้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารต่าง ๆ ให้ดีพอแล้ววิเคราะห์ความเป็นไปได้ ใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ให้เหมาะสมกับสภาพของโรงเรียนที่มีความพร้อมในระดับหนึ่ง เช่น การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามโครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาทางไกล DLTV และ DLIT
การเรียนการสอนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Learning จัดทำหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) จัดให้มีห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ (e-Library) เพื่อส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ได้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต (Lifelong Learning) การใช้ ICT เพื่อการจัดการเรียนรู้ก็เพื่อจุดหมายอย่างน้อย 2 ประการ คือ ใช้ ICT เพื่อเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ของผู้เรียน และการใช้ ICT เพื่อสร้างชิ้นงาน ผลงาน และการนำเสนอผลงานของผู้เรียน การใช้ ICT ที่ดี จะต้องใช้อย่างมีจริยธรรม ไม่ใช้ ICTเพื่อให้ร้ายใคร ใช้เพื่อสืบค้นแสวงหาองค์ความรู้ และถ่ายทอดความรู้ให้แก่กันและกัน และประชาสัมพันธ์ความรู้ให้แก่กันและกันทางสื่อสารออนไลน์ หรือสังคมออนไลน์ก็จะทำให้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี

 

 

 

 

 

 

 

 

บรรณานุกรม

กระทรวงศึกษาธิการ.  (2548).  ไอซีทีเพื่อการศึกษา. 

            กรุงเทพฯ : อรุณการพิมพ์.

ถวิล  อรัญเวศ. (2559). การพัฒนากลยุทธ์การใช้เทคโนโลยี

           สารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการจัดการเรียนรู้สำหรับ

           โรงเรียนขนาดเล็กในจังหวัดนครราชสีมา. วิทยานิพนธ์

           ศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต (การบริหารการศึกษา).

           นครราชสีมา : คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล.

ไพรัช ธัชยพงษ์. (2551). การบริหารจัดการเทคโนโลยีในโรงเรียน:

           คู่มือสำหรับผู้บริหาร. ปทุมธานี : โครงการเทคโนโลยี

            สารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

            สยามบรมราชกุมารี ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และ

            คอมพิวเตอร์แห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และ

            เทคโนโลยีแห่งชาติ.

อนุสรณ์  ฟูเจริญ และคณะ.  (ม.ป.ป.).  การพัฒนาคุณภาพ

           การศึกษาด้วยเทคโนโลยีการศึกษาทางไกลผ่าน

           ดาวเทียม. สุพรรณบุรี :  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา

           สุพรรณบุรี เขต 1.