อานิสงส์ผลบุญจากการทำบุญเผาศพ การสร้างเมรุเผาศพ และการไปงานศพ
อานิสงส์ผลบุญจากการทำบุญเผาศพ
การสร้างเมรุเผาศพ และการไปงานศพ
ดร.ถวิล อรัญเวศ
--------------------
สถานการณ์โควิด 19 และโอมิครอน (Omicron) โควิดสายพันธุ์
น่ากังวล แพร่เชื้อเร็วแพร่ เชื้อระบาดพร้อมกัน
ทำให้วัดได้รับงานเผาศพไม่ขาดระยะเลย
ในขณะนี้ ทำให้ขาดวัสดุอุปกรณ์ใน
การเผาศพ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเชื้อเพลง ถ่าน โลงเผาศพ เป็นต้น
และศพผู้ตายที่ติดโควิดตาย 19 อาจจะ
ต้องใช้วัสดุป้องกัน จำต้องมีค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะศพที่คนยากคนจน
ช่วงที่ประชาชนขาดสภาพคล่องในการทำมาหากิน ไม่มีเงิน
เป็นค่าเผาศพบิดามารดา ญาติสนิทมิตรสหาย ที่ได้ล้มหายตายจากไป
เพราะการล้มตายจากไปด้วยพิษของโควิด 19 หรือตายจากกรณีอื่น ๆ ก็ตาม
ในโอกาสนี้ สำหรับผู้มีเงินไม่ลำบากพอจะทำบุญในการเผาศพโดยเฉพาะศพที่ญาติพี่น้องยากจน ศพไร้ญาติขาดมิตรดูแล ถ้าเราได้มีส่วนทำบุญหรือร่วมทำบุญ ย่อมจะได้บุญหรือผลานิสงส์มาก เพราะในหลักคำสอนทางพุทธศาสนา ก็ได้กล่าวถึงอานิสงส์ของผู้ทำบุญในการเผาศพ ช่วยกำจัดสรีระซากศพของผู้ตายย่อมจะได้อานิสงส์มาก ดังต่อไปนี้
อานิสงส์การทำบุญเผาศพ
1. ผู้ใดมีจิตเมตตาสงเคราะห์เผาสรีระร่างกายของคนแก่ชรา จะอำนวยผลได้รับยศศักดิ์ และบริวาร ๔๐,๐๐๐ กัลป์
2. ผู้ใดมีจิตเมตตาสงเคราะห์เผาสรีระศพญาติมิตรสหายบุตร จะอำนวยผลให้ได้รับยศศักดิ์ และบริวาร ๘๐,๐๐๐ กัลป์
3 ผู้ใดมีจิตเมตตาสงเคราะห์เผาสรีระศพบิดามารดา จะอำนวยให้ได้รับอานิสงส์อันเป็นทิพย์ยศศักดิ์ และบริวาร ๑๐๐,๐๐๐ กัลป์อนึ่ง แม้เพียงการไปงานเผาศพ ก็จะได้รับอานิสงส์เช่นกัน เพราะการไปร่วมงานศพนั้น เป็นการไปเพื่อทำความดี หรือแม้ว่าไปตามหน้าที่ อานิสงส์ที่ได้ย่อมมีทุกครั้งจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยแห่งการกระทำนั้น เพียงทำบุญให้เกิดขึ้นที่ใจของเราก่อน แล้วค่อยอุทิศส่วนบุญไปให้แก่ผู้ตาย
สำหรับศพผู้ตายด้วยโรคโควิด 19
บางแห่งก็บอกว่ามีค่าใช้จ่ายเป็น
15,000 บ้าง 7,500 บ้าง หลายวัดก็รับเผาฟรี ดังนั้น
บางวัดขอเพียงเพื่อเป็นค่าบำรุงเมรุ ค่าสัปเหร่อ หรือค่าวัสดุป้องก้นโควิด
ฉะนั้น ค่าใช้จ่ายในการเผาศพแต่ละศพจะมาก
น้อยแล้วแต่เหตุปัจจัยที่เราต้องทำ
แต่หลายวัด ศพอนาถา คนยากจน
เผาฟรี เพราะมีคนบริจาคเงิน
ช่วยเป็นค่าใช้จ่ายวัสดุอุปกรณ์
ค่าบำรุงเมรุ ค่าสัปเหร่อ บางวัด
พระต้องแต่งชุดป้องกันโควิด 19
ช่วยยกโลงศพ ช่วยเผาศพก็มี
ถือว่าเป็นการเผาศพให้ฟรี
สำหรับช่วงโควิด 19 ระบาด หรือศพคนที่ตายด้วยโรคโควิด 19
ยิ่งหมดสิทธิ์ได้ร่วมพิธีกรรมดังที่เคยทำมา เพราะ
ต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน
โควิด 19 ซึ่งทางราชการวางมาตรการไว้ห้ามรวมคนจำนวนมาก
และต้องใส่แมสก์ เว้นระยะห่าง
แม้ว่าความเชื่อของคนไทยส่วนใหญ่
ที่บอกว่า เวลาตายนี้แหละคือเวลาสุดท้าย
ของชีวิต ที่จะได้ไปส่งกัน ร่วมไว้อาลัยกัน
ร่วมฟังสวดอภิธรรมเพื่อเป็นเกียรติ
แก่ผู้ตาย เพื่อปลงสังเวช และ
ร่วมงานเผาศพ ญาติสนิทมิตรสหาย
มาเป็นเกียรติเจ้าภาพก็มีความรู้สึกว่า
อบอุ่นใจหรือบางรายผู้ตายอาจจะมี
การได้รับพระราชทานเพลิงศพก็ยิ่ง
เป็นเกียรติแก่ครอบครัวด้วยก็ตาม
แต่ตอนนี้ พิธีดังกล่าว อาจจะลด
ขั้นตอนลง หรือไม่มีเพื่อป้องกัการแพร่ระบาดของ
โควิด 19 และโอมิครอน (Omicron) สายพันธุ์ใหม่ต่อจาก
โควิด 19
สำหรับศพผู้ตายจากโควิด หรือไม่ตายจากโควิด แต่เป็นช่วงโควิดแพร่เชื้อระบาดหนัก เราจึงต้องปฏิบัติตาม พรก.ฉุกเฉินที่ทางราชการประกาศอย่างเคร่งครัด เพราะถือเป็น
การเฝ้าระวังป้องกันการแพร่ระบาด
ของไวรัสโควิด 19 เพราะข้อมูลปัจจุบัน
ยอดผู้ติดเชื้อแม้จะลดลงบ้าง เพิ่มบ้าง
แต่สถานการณ์ตอนนี้ องค์การสหประชาชาติ
ยังแนะนำไม่ควรจัดงานให้ยิ่งใหญ่มโหฬาร
รวมคนมาก ถ้างดได้ก็จะดี เพราะต้นปีใหม่
สถานการณ์อาจไม่แน่นอน ทั้งโควิด 19
และโอมิครอน
อานิสงส์การไปงานศพ
อานิสงส์การไปงานเผาศพได้อานิสงส์ผลบุญ ๔ ประการ คือ
๑. ได้บำเพ็ญญาติธรรมหรือมิตรธรรม
คือ ได้แสดงน้ำใจต่อญาติ มิตรของผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว หรือต่อบุตรภรรยาสามีของผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว
๒. ได้เจริญสังเวคธรรม
คือ ได้เจริญธรรมที่ให้เกิดความสลดสังเวชว่า แม้เราเองก็ต้องเป็นอย่างนี้ คือต้องตายเป็นธรรมดาอย่างนี้สักวันข้างหน้า ไม่มีใครหลีกหนีความตายไปได้ เพราะฉะนั้น เมื่อมีชีวิตยังอยู่จึงควรทำแต่ความดี ละกรรมชั่ว ตายแล้วก็ยังมีคนชื่นชมยกย่อง ไม่ใช่ตายแล้วมีแต่คนสาปแช่ง สมน้ำหน้าว่า คนอย่างนี้ตายเสียได้ก็ดี แผ่นดินเบาไปแยะ เป็นต้น
๓. เป็นการเจริญมรณสติ
คือได้ระลึกถึงความตาย ทำให้ไม่ประมาท พิจารณาอนิจจสัญญา คือเห็นความจริงของสังขารรูปนาม อันประกอบไปด้วยกายและใจนี้ว่า ไม่เที่ยงแท้แน่นอน เกิดแล้วก็ต้องดับ มีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา ไม่มีใครหลีกหนีไปได้
๔. ได้พิจารณาเจริญอสุภสัญญา
คือได้พิจารณา ว่าร่างกายนี้เวลาตาย ก็ไร้ค่า ให้ฟรียังไม่มีใครเอาเลย อย่างในประเทศอินเดีย เขาเผาศพกันกลางแจ้ง ริมฝั่งแม่น้ำที่เขาเชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์ มีแม่น้ำคงคา และยมุนา เป็นต้น ซึ่งผู้ที่เข้าใจสามารถเจริญอสุภสัญญาได้เสมอ พร้อมกันนี้ ท่านพระเทพคุณาภรณ์ ยังเมตตาบอกด้วยว่า ในบรรดาคนไทยเชื้อสายต่าง ๆ พุทธศาสนิกชนชาวไทยเชื้อสายมอญชอบไปร่วมงานศพพระสงฆ์มากที่สุด แม้ว่าจะไม่รู้จัก รวมทั้งเป็นลูกศิษย์ก็คือ คนมอญนิยมไปงานศพ มากกว่าที่จะไปงานทอดกฐิน แม้ว่ากฐินจะเป็นกาลทาน ซึ่งหมายถึงปีหนึ่งทำได้ครั้งเดียวก็จริง เพราะการเผาศพพระเกจิอาจารย์มอญถือเป็น มหากาลทาน ซึ่งเป็นทานที่ใหญ่กว่า ที่นาน ๆ ครั้งจะมีหน คนเราตายหนเดียวเท่านั้น
เขาเล่ากันว่า เมื่อมีพระมอญรูปหนึ่งรูปใดมรณภาพลง โดยเฉพาะพระชั้นผู้ใหญ่ที่มีพรรษาสูง มีศีลจารวัตรที่งดงาม ไม่ด่างพร้อย การจัดงานศพค่อนข้างยิ่งใหญ่กว่าศพ
พระธรรมดาสามัญทั่วไป ตั้งแต่โลงบรรจุศพ และการสร้างปราสาทสำหรับตั้งศพ พระรูปใดที่มีคุณสมบัติดีเลิศ ลูกศิษย์จะสร้างปราสาทให้ถึง ๙ ยอด พระรูปใดที่มีคุณสมบัติทางพรรษา และคุณธรรมน้อย ยอดปราสาทก็จะลดน้อยลงตามลำดับ ตัวปราสาทจะทำจากไม้ และกระดาษ ตามพิธีของมอญโบราณจะเผาปราสาทไปพร้อม ๆ กับโลงศพ เนื่องจากปราสาทมีราคาแพงมาก เพราะทำจากไม้อย่างดี ซึ่งปัจจุบันนี้ไม่ค่อยมีให้เห็นบ่อยครั้งนัก
คติความเชื่อมอญและโบราณาจารย์
คติความเชื่อของอานิสงส์แห่งการเผาศพ อาจารย์ "ฟะ" นักปราชญ์มอญ ได้แต่งเรื่องราวรวมถึงพิธีกรรมต่าง ๆ ของมอญไว้หลัง พ.ศ. ๒๓๑๐ ซึ่งเป็นปีแรกที่กรุงหงสาวดีแตก ใช้เป็นบรรทัดฐานความเชื่อมาจนถึงปัจจุบัน ท่านได้กล่าวถึงอานิสงส์ของการเผาศพไว้ว่า
๑. บุคคลคนใดทำโลงศพให้วิจิตรงดงามจะได้อานิสงส์ ๑,๐๐๐ ชาติ
๒. บุคคลใดนิมนต์พระสงฆ์มาพิจารณาซากศพ ซึ่งเป็นกรรมฐานจะได้รับอานิสงส์ ๒,๐๐๐ ชาติ
๓. เผาศพพระพุทธเจ้าจะได้รับอานิสงส์ไม่มีที่สิ้นสุด
การไปร่วมงานเผาพระเกจิมอญที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก็จะได้อานิสงส์ทั้งหลายนั้น จะส่งให้ผู้ที่ไปในการเผาศพสมบูรณ์ไปด้วยมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ ได้ไปบังเกิดในพรหมโลก ไม่ต้องตกอยู่ในอบายมุขใดทั้ง ๔ คือ นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งบางคนก็อาจเชื่อว่า เป็นเพียงอุบายให้คนกระทำแต่ความดีเท่านั้น นรก สวรรค์ ไม่มีจริงแต่ประการใด นอกจากนี้แล้ว โบราณาจารย์ ทั้งหลายได้กล่าวว่า ผู้ใดมีจิตเมตตาสงเคราะห์เผาสรีระร่างกายของคนอนาถา ที่มีแต่ร่างกระดูก จะอำนวยผลให้ได้รับยศถาบรรดาศักดิ์ และบริวาร ๘,๐๐๐ กัลป์
ผู้ใดมีจิตเมตตาสงเคราะห์เผาสรีระร่างกายศพที่ยังมีเลือดเนื้ออยู่ จะอำนวยผลให้ได้รับยศศักดิ์ และบริวาร ๑๐,๐๐๐ กัลป์
ผู้ใดมีจิตเมตตาสงเคราะห์เผาสรีระร่างกายของคนแก่ชรา จะอำนวยผลได้รับยศศักดิ์ และบริวาร ๔๐,๐๐๐ กัลป์
ผู้ใดมีจิตเมตตาสงเคราะห์เผาสรีระศพญาติมิตรสหายบุตร จะอำนวยผลให้ได้รับยศศักดิ์ และบริวาร ๘๐,๐๐๐ กัลป์
ผู้ใดมีจิตเมตตาสงเคราะห์เผาสรีระศพบิดามารดา จะอำนวยให้ได้รับอานิสงส์อันเป็นทิพย์ยศศักดิ์ และบริวาร ๑๐๐,๐๐๐ กัลป์
ผู้ใดมีจิตเมตตาสงเคราะห์เผาสรีระร่างกายของพระภิกษุสงฆ์ จะอำนวยผลให้ได้รับยศศักดิ์ และบริวาร ๒๐,๐๐๐ กัลป์
อานิสงส์การสร้างเมรุเผาศพ
......ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ใดมีจิตเมตตาสงเคราะห์เผาสรีรร่างกายของคนอนาถาที่มีแต่ร่างกระดูก ผู้นั้นจะบริบูรณ์ไปด้วยยศถาบรรดาศักดิ์ ศฤงคาร บริวารมากถึง ๘ พัน
ถ้าซากศพนั้นยังมีเลือดเนื้ออยู่จะอำนวยผลให้เป็นผู้ มียศศักดิ์บริวารหนึ่งหมื่น
ถ้าเผาผีร่างกายของคนแก่เฒ่าชรา จะนำมาซึ่งธนสารยศศักดิ์บริวารแวดล้อม ถึง ๔ หมื่น
ถ้าเผาซากศพญาติมิตรสหายบุตรและทารก จะอำนวยผลให้ผู้นั้นสมบูรณ์ ห้าหมื่นก็แล
ถ้าบุคคลผู้ใดมีใจศรัทธามาทำฌาปนกิจเผาศพบิดามารดา จะได้เสวยผลานิสงส์อันเป็นทิพย์ ยศศักดิ์สมบัติบริวารประมาณแสนหนึ่ง
ผู้ใดได้เผาสรีรร่างกายของภิกษุสงฆ์ จะได้รับผลานิสงส์ยศศักดิ์สมบัติ บริวาร
ประมาณสองแสน มาตรแม้นแต่เผาซากศพนกที่ตกอยู่บนปฐพี ด้วยใจยินดีเลื่อมใสในศรัทธา ครั้นมาทำลายเบญจขันธ์ลงก็จะตรงไปเกิดบนสวรรค์มีวิมานเป็นที่อยู่ การทำฌาปนกิจในสรีรสัตว์เดียรัจฉาน ยังได้เสวยทิพย์สมบัติบนวิมานถึงเพียงนี้ ก็ท่านทั้งหลายได้กระทำการจุดเผาสรีรกายของมนุษย์ ยิ่งจะมีผลานิสงส์อันโอฬารกว่านี้ร้อยเท่าทวีคูณ จะเป็นบุญนิธิขุมทรัพย์นำให้อุบัติในสุคติโลกสวรรค์ อย่างไม่มีความสงสัย
ยอดเมรุที่มีควันพวยพุ่งออกมาจากระยะไกล ช่วยเตือนใจให้ผู้เข้าร่วมงานฌาปนกิจศพว่า… สุดท้ายแล้วจุดจบของคนเราก็ไม่ต่างกันเลย แม้ว่ายังไม่รู้ว่าชีวิตของตนเองนั้นจะยืดยาวเท่าไร แต่หนึ่งสิ่งที่จะช่วยให้ชีวิตหลังความตายของคนเราไม่ทุกข์ยากเกินไป นั่นคือ
การสร้างเสบียงบุญ เมื่อตอนยังมีชีวิตอยู่ให้มาก เพื่อช่วยชี้นำให้เราไปสู่ภพภูมิที่ดี
สำหรับ อานิสงส์ของการสร้างเมรุเผาศพ นั้น การสร้างเมรุ ไม่วาคนเดียวหรือหลายคนรวมกันให้แก่วัดที่ต้องการสร้างเมรุเผาศพถือว่าได้บุญใหญ่ เพราะในการสร้างเมรุนั้นถือได้ว่าเป็นการสร้างทานที่ยิ่งใหญ่อย่างหนึ่ง ที่ถือได้ว่าเป็นการทำบุญถวาย หรือได้ร่วมสร้างเสนาสนะถวายให้กับวัดเป็นสมบัติทางพุทธศาสนา เปรียบได้เป็นการสร้างวิหารทานต่าง ๆ ภายในวัด เช่น การสร้างโบสถ์ การสร้างศาลา การสร้างกุฏิถวายพระ การสร้างห้องน้ำถวายวัด เป็นต้น
ดังนั้น หากผู้ใดที่ได้ทำบุญหรือร่วมสร้างพระเมรุ ซึ่งจะเป็นการสร้างสาธารณะประโยชน์ให้กับชุมชนและส่วนรวมทั้งหมดอานิสงส์ที่ได้จะแรงกล้า ส่งผลดี ๆ กลับมาหาเราในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้
1. จะทำให้ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ
หรือแม้หากเจ็บป่วยอยู่ก็จะทำให้หายวันหายคืน ทุเลาเบาบางลงได้
2. จะทำให้มีอายุยืน มีสุขภาพที่แข็งแรง
เพราะเสมือนว่า ได้ดูแลซากร่างของผู้วายชนม์ ไม่ให้อุจาดตา
3. เป็นเคล็ดช่วยต่อดวงชะตา
ทำให้วิบากกรรมได้เบาบางลง และทำให้มีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน
4. มีความเจริญในทรัพย์สินไม่มีขาดมือ
การสร้างเมรุ คนเดียวได้หรือไม่ โดยส่วนใหญ่แล้ว ในการสร้างวิหารทานจะมี
เจ้าภาพหรือ ผู้ที่เป็นผู้นำในการจัดสร้างวิหารทานมาดำเนินการหาเงินทุนมาจัดสร้าง กับ
“ผู้ร่วมบุญ” คือ ผู้ที่อาจจะมีกำลังทรัพย์ไม่มากพอ อาจจะมาเป็นผู้ที่ร่วมบริจาคเงิน หรือ จะมาเป็นผู้ที่ร่วมลงแรงในการก่อสร้างวิหารทานต่าง ๆ เช่น เมรุเผาศพ เป็นต้น
แม้ผู้ร่วมสร้างแม้จะทำทานเพียงเล็กน้อยผลอานิสงส์ก็สามารถส่งผลให้ร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีได้เช่นกัน หรือถ้าหากท่านต้องการที่จะสร้างพระเมรุเพียงผู้เดียว ก็สามารถที่จะทำได้เช่นกัน ซึ่งได้มีผู้เคยถามหลวงพ่อฤๅษีลิงดำเอาไว่ว่า
บางคนบอกว่า โบราณาจารย์ท่านสอนไว้ว่า “การสร้างเมรุโดยเพียงคนเดียวนั้นไม่ดี จะทำให้ตายเร็ว เนื่องด้วยเพราะว่าบุญกุศลแรงเกินไป”
หลวงพ่อได้เมตตาตอบ “ไม่เป็นความจริง เพราะเมื่อถึงเวลาตายคนเราก็ต้องตาย และยิ่งได้บุญแรงก็จะช่วยส่งเราให้ไปนิพพานเลย ถ้าทำคนเดียวไม่ได้ก็ทำหลายคนก็ได้ จะทำคนเดียวก็ดี แต่ถ้าเขาช่วยด้วยเราก็รับ”
การสร้างเมรุเผาศพ ถือได้ว่าเป็นการทำบุญที่ยิ่งใหญ่อีกสิ่งหนึ่งที่สายบุญควรจะได้ทำสักครั้งหนึ่งในชีวิต นั่นเพราะว่าอานิสงส์ที่ได้นั้นเป็นผลบุญอานิสงส์ที่แรง โดยสามารถที่จะร่วมบุญกับเจ้าภาพ หรือจะเป็นเจ้าภาพสร้างคนเดียวก็ยังได้ ถือได้ว่าเป็นการสร้างสิ่งที่มีประโยชน์สูงสุดให้กับวัด และประชาชนที่อยู่โดยรอบวัดต้องได้ใช้กันอย่างแน่นอน ถึงจะไม่มีใครหนีความตายได้พ้น แต่สามารถที่จะมีอายุยืนได้ด้วยการรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง กินของดีทำจิตใจให้ปลอดโปร่งสว่างไสว เสริมด้วยการสวดคาถาบูชาพญายมราช ว่ากันว่าหากสวดเป็นประจำทุกวันจะทำให้ปราศจากโรคภัย ช่วยทำให้อายุยืน
อานิสงส์การไปงานศพ
ส่วนการไปงานศพนั้น ไปเพื่อทำความดี หรือแม้ว่าไปตามหน้าที่ อานิสงส์ที่ได้ก็คือได้ร่วมไว้อาลัย ได้ทำบุญอุทิศให้แก่ผู้ตาย ได้เข้าวัดเข้าวา ได้ศึกษาศาสนพิธี ได้ทำความดีกับญาติผู้ตาย ได้ฟังพระสวดพระอภิธรรม บรรยายธรรม ได้ทำจิตให้เป็นบุญกุศล ได้ทำตนให้เป็นประโยชน์ ได้เห็นโทษของความประมาท ได้ฉลาดในการใช้ชีวิต ได้ข้อคิดสอนใจ ได้เตรียมใจก่อนตาย
อานิสงส์เหล่านี้ ย่อมเกิดขึ้นกับตัวเราในขณะที่ได้ไปในงานศพ
การทำอะไรทุกอย่างผลลัพธ์แห่งการกระทำนั้น ย่อมมีทุกครั้ง จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยแห่งการกระทำนั้น ๆ
พระพุทธศาสนาสอนไว้ว่า ขอเพียงเราทำด้วยความรู้สึกที่ดี ๆ หวังเพียงเพื่อให้คนอื่นมีความสุข เราไม่เดือดร้อน การกระทำทุกอย่างนั้น ย่อมมีอานิสงส์ส่งผลให้กับตัวเราอย่างแน่นอน ไม่เกิดในเวลานั้น สักวันต้องเกิดขึ้น คงไม่สูญหายไปไหน
สำหรับอานิสงส์การไปงานเผาศพ มีอานิสงส์อีกนัยหนึ่ง ดังนี้
๑. ได้ร่วมไว้อาลัย
“ยามสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ยากยิ่งนักที่จะทำใจได้ ทุกขณะจิตของคนที่กำลังพบกับการพลัดพรากจากไปของบุคคลอันเป็นที่รัก ที่เคารพ ที่นับถือ คงไม่มีความรู้สึกอะไรจะเกิดขึ้นมากมายเท่ากับ คำว่า “เสียใจ”
บางคนอาจถึงกับร้องไห้ น้ำตาไหล บางคนกินไม่ได้นอนไม่หลับ บางคนถึงกับเป็นลมล้มฟุบลงไปก็มี ทุก ๆ คนมักจะทำใจไม่ได้ เมื่อเหตุการณ์เช่นนี้มาถึงตน ถือว่าเป็นธรรมดาของปุถุชนคนที่ยังตัดเรื่องทางโลกไม่ได้ ย่อมมีความรู้สึกเช่นนั้น เกิดขึ้นได้กับทุก ๆ คน ยากที่จะบรรยายเป็นคำพูดได้ เพราะพอทราบข่าวว่ามีการตายเกิดขึ้น ทั้งเพื่อนทั้งญาติ หรือผู้ร่วมงาน ต่างก็ไปร่วมแสดงความเสียใจ ไม่ต้องพูดอะไร เพียงแค่ไปให้เห็นหน้าก็ถือว่าเราได้ทำหน้าที่ที่ดีแล้ว
มารยาททางสังคม สหธรรมหรือจารีต ประเพณีที่คนไทยถือปฏิบัติได้บ่งบอกชัดให้เห็นว่า
“น้ำใจ” ยังคงมี คำว่า “จ้างก็ไม่ไปเผาผี” ไม่ควรมีในใจของสิ่งมีชีวิตที่เกิดมาเป็นมนุษย์
เขาเศร้า เราก็เศร้าด้วย เขาเสียใจ เราก็เสียใจด้วย เขาทุกข์ เราทุกข์ด้วย
สังคมจะน่าอยู่ยิ่งนักการไปร่วมไว้อาลัยอย่างน้อยก็ทำให้เรามีคุณภาพใจที่ดีไม่แพ้ใจเทวดา
หรือพรหม
๒. ได้ทำบุญอุทิศให้แก่ผู้ตาย
การทำบุญอุทิศให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปนั้น เป็นประเพณีที่ถือปฏิบัติกันมาช้านานเกือบทุกศาสนา
ต่างกันที่รูปแบบเท่านั้น
โดยมีความเชื่อว่า คนที่ตายไปแล้ว มีสิ่งที่จะเป็นปัจจัยช่วยให้มีความสุขได้ที่สำคัญที่สุด
สำหรับวิญญาณ ก็คือ “บุญ” เท่านั้น
ผลบุญที่ทำไว้ในยามมีชีวิตอยู่เป็นเสมือนเสบียงอาหารในการเดินทางเป็นเสมือนหลักประกัน
ของวิญญาณว่าจะได้ไปเสวยสุขในภพภูมิที่ดี ในยามมีชีวิตอยู่เราสามารถให้วัตถุ สิ่งของเงินทอง
ข้าวปลาอาหาร ของมีค่าแก่กันและกันได้ แต่ถ้าสิ้นลมหายใจไปแล้ว คงไม่มีอะไรที่จะให้ได้
นอกเหนือจากการให้ “บุญ”
การที่เราบริจาคทรัพย์ เราได้ให้ทาน ได้รักษาศีล ได้เจริญภาวนา นิมนต์พระมาสวด
มาเทศน์ในงานศพ หากทำด้วยใจที่เต็มไปด้วยความพอใจ ดีใจ ไม่เสียดาย ผลแห่งบุญย่อม
เกิดขึ้นแน่นอนเพราะเป็นพลังแห่งศรัทธา เหมือนถูกรางวัลอะไรสักอย่าง
เรามีเงิน เราจึงจะสามารถให้เงินแก่คนอื่นได้ เรามีบุญ เราจึงจะสามารถให้บุญแก่ผู้ตายได้
ทำบุญให้เกิดขึ้นที่ใจของเราก่อน แล้วค่อยอุทิศส่วนบุญไปให้แก่ผู้ตาย โดยอาศัย
การกรวดน้ำอุทิศหรือตั้งจิตอธิษฐาน อุทิศให้ ผลบุญที่ทำไว้ก็จะกลายเป็นบุญฤทธิ์
ย่อมมีสิทธิ์ไปถึงผู้ตายได้โดยการร่วมอนุโมทนาของดวงวิญญาณ หรือโดยญาณวิถี
อย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม พระพุทธเจ้าตรัสว่า
“หากว่าผลบุญที่ทำไปแล้วนั้น ผู้ตายไม่ได้รับ ผลบุญนั้นก็จะสะท้อนย้อนคืนกลับมา
สู่ตัวเรา จงทำบุญให้เป็นบุญ ทำบุญแบบประหยัด อย่าฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเพราะ
การทำบุญอาจจะขาดทุนทั้งชีวิต”
๓. ได้เข้าวัดเข้าวา
ในยุคของการดิ้นรนแสวงหายุคที่เงินตรามีค่ามากที่สุด คนเริ่มหยุดเข้าวัด เริ่มห่างวัดห่างวา เพราะต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่ดีมีสุข และความอยู่รอดของชีวิต คำว่า “เวลา” สำหรับศาสนาก็อาจจะหมดไปสำหรับคนบางคนหรือแทบไม่มีสำหรับชีวิตของใครบางคน
งานศพครั้งหนึ่ง จึงมี “เวลาเข้าวัด” ถ้าไม่อย่างนั้นก็คงยากที่จะได้โอกาสเช่นนี้
การเข้าวัดในคราวที่มีงานศพอาจจะดีกว่าการเข้าวัดในโอกาสอื่นก็ได้ เพราะการเข้าวัดในโอกาสเช่นนี้ เท่ากับเข้ามาเพื่อดูความจริงของชีวิตว่า “เวลาสิ้นสุดของการแสวงหา” หรือกลับบ้านเก่า หลับสนิท ชีวิตที่ห่างวัดอาจร่ำรวยเงินทอง แต่อาจจะไม่ร่ำรวยความสุขใจ ส่วนชีวิตที่อยู่กับวัดกับศาสนาอาจไม่ร่ำรวยเงินทอง แต่อาจจะร่ำรวยความสุขใจ
วัดวาศาสนาจึงเปรียบเหมือนโรงพยาบาลที่คอยดูแลรักษาคนที่ไม่สบายใจ ป่วยใจ เปรียบเหมือนโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่คอยสอนให้คนทำแต่ความดี เพื่อที่ชีวิตจะได้คลายความทุกข์ เปรียบเหมือนโรงอาหารที่คอยให้อาหารใจ เพื่อบำรุงสุขภาพใจให้เจริญงอกงามตั้งอยู่ในสภาพที่ดีตลอดเวลา
เวลาเราเข้าวัดในแต่ละครั้ง อย่าลืมวัดว่า อัตราของ “ความสุข” และ “ความทุกข์” ตัวไหนมีมากที่สุด
๔. ได้ศึกษาศาสนพิธี
สำหรับบางคน อาจจะ เพิ่งกราบเป็น เพิ่งรู้จักการถวายของพระ เพิ่งรู้จักการรับศีล เพิ่งรู้จักพิธีถวายทาน เพิ่งรู้จักพูดกับพระสงฆ์องค์เจ้าก็ตอนคราวงานศพนี้เอง เคยได้ยินบางคนพูด
คำว่า “ไม่รู้” ไม่ใช่ว่าจะเป็นคนโง่ แต่ไม่มีโอกาสได้เรียนรู้แค่นั้นเอง ยิ่งเกี่ยวกับเรื่องราวของศาสนา และพิธีกรรมด้วยแล้วไปให้ไกลเลยก็ว่าได้
ศาสนพิธี คือระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับงานบุญของศาสนา มีเพื่อให้การทำบุญเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ดูแล้วสวยงาม และศาสนพิธีจะมีความแตกต่างกันไปตามแต่
ขนบประเพณีของแต่ละท้องถิ่น
แม้ว่าศาสนพิธีเป็นเพียงเปลือกนอกของศาสนา แต่ว่าก็มีผลช่วยให้คนเข้าถึงแก่นแท้ของศาสนาได้ ขอเพียงอย่าติดแค่พิธีกรรมเท่านั้น ถ้าติดอยู่แค่พิธีกรรม จะทำให้มองไม่เห็นของแท้ในศาสนา คืออกฎแห่งกรรม การกระทำของเรานั้นเองด้วยเจตนาที่เป็นบุญ
งานศพมีระเบียบพิธีมากมาย การไปร่วมงานศพหรือจะเป็นเจ้าภาพเองก็ตาม ทำให้เราได้สังเกตเห็น ได้เข้าใจในเรื่องต่าง ๆ ความรู้เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ บางคนอาจจะยังไม่รู้ก็ได้ อย่างน้อยก็สามารถช่วยให้เราได้จัดเตรียมอะไรได้ถูกต้อง จะได้ไม่ต้องให้พระบอกพระสอนทุกครั้งไป
สรุป
การทำบุญเผาศพก็ดี การทำบุญ
ด้วยการช่วยสร้างเมรุเผาศพก็ดี การไปงานศพ
ก็ดี ล้วนมีอานิสงส์มากตามหลัก
พุทธศาสนา เพราะเป็นการได้ชำระ
สรีระซากศพไม่ให้เป็นแหล่งแพร่เชื้อโรค
เป็นการดูแลศพซึ่งเป็นร่างของ
ผู้ตายไม่ให้อุจาดตา เป็นการให้ความสำคัญแก่ผู้ตาย
ที่มีคนมาชวยดูแลร่างที่ไร้วิญญาณไปแล้วให้
เรียบร้อย นอกจากนี้การไปร่วมงาน
ศพก็จะได้อานิสงส์คือได้ร่วมไว้อาลัย
ร่วมปลงสังเวช ได้พิจารณาหลักธรรม
ตามสัจธรรมแห่งชีวิตที่ต้องมีเกิด
แก่ เจ็บ ตาย เมื่อถึงคราวใครตาย
หรือวายชนม์ไปก็มีผู้ร่วมจัดการ
เผาสรีระซากศพให้ผลัดกันไป สำหรับ
ศพคนตายด้วยโรคโควิด 19 หรือจาก
เหตุอื่น ก็จะมีส่วนให้ได้ไม่ต้อง
เสียค่าใช้จ่ายจากอานิสงส์ของ
ผู้ใจบุญมาช่วยบริจาคเงินดูแล
สรีระซากศพให้นั้นเอง
สุดท้ายขอฝากคำกลอนสอนจิตไว้
เป็นเครื่องเตือนสติและพิจารณาสัจธรรมแห่งชีวิตฃ
ที่ประกอบด้วย 4 คนหาม คือธาตุ 4 ดิน น้ำ ไฟ ลม
สามคนแห่ คือ อนัจจัง ทุกขัง อนัตตา หนึ่งคน นั่งแคร่
คือ ดวงจิต ดวงวิญญาณ และ สองคนพาไป คือ บุญ
จะพาไปสู่ที่ดี บาป จะพาไปสู่ที่ไม่ดี ที่ทุกข์ เดือดร้อน
อันวัวควาย ตายแล้ว เหลือเขาหนัง
อันช้างตายยัง เหลืองา เป็นศักดิ์ศรี
คนเรานี้ตายแล้ว เหลือไว้ แต่ชั่วดี
คุณความมดี ประดับไว้ ในโลกา
เมื่อเจ้ามา เจ้ามีอะไร มากับเจ้า
เจ้าจะมัว โลภมาก ไปถึงไหน
เวลาตาย ไม่เห็น เอาอะไรไป
ติดตามได้ แต่บาปบุญ ของคุณเอง
พรรณไม้ดอกแม้โตได้วันละนิด
ยังความงามพาจิตใจให้สดใส
ก่อนเหี่ยวแห้งหมู่ภมรได้ชื่นใจ
ดูดเกสรบินร่อนไปเลี้ยงรวงรัง
อันมนุษย์ เกิดมาอยู่ คู่กับโลก
มีสุขทุกข์โศก โรคภัย ตายแล้วเผา
ก่อนจะดับ ลับโลกไป เพราะมัจจุราชมารับเอา
ท่าน เราและเขา ควรปลูกฝังความดีไว้ ให้โลกชม
แหล่งที่มา
https://84000.org/anisong/34.html
