ระบบการผลิตครูของประเทศไทยเดินมาผิดทางหลายสิบปี    คำอธิบายอยู่ใน World Development Report 2018 ที่ผมตีความบอกสังคมไทยที่ (๑)  (๒)    ที่บอกว่า ระบบผลิตครูในประเทศที่การศึกษาคุณภาพสูงเขาไม่ปล่อยให้การผลิตครูเป็นระบบเปิดอย่างที่เป็นอยู่ในประเทศไทย    เขาจัดการให้ระบบการผลิตครูเป็นระบบปิด

ซึ่งหมายความว่า ผลิตตามจำนวนและขีดความสามารถตามที่ต้องการเท่านั้น    และที่สำคัญ ต้องทำให้ครูมีคุณภาพสูง   

ผมจึงดีใจยิ่งนัก ที่ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๔  มีผู้ใหญ่ในวงการศึกษาของประเทศไทยหลายท่านพูดในที่ประชุมสำคัญๆ ว่า ต้องขับเคลื่อนให้ระบบการผลิตครูของประเทศไทยเป็นระบบปิด     

ท่านแรกคือ ดร. กฤษณพงศ์ กีรติกร อดีต รมช. ศึกษาธิการ กล่าวในการประชุมคณะอนุกรรมการโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น เมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๔  และในที่ประชุมเดียวกัน รศ. ดร. ประวิต เอราวัณ เลขาธิการ กคศ. ก็กล่าวย้ำแนวทางดังกล่ว   เช่นเดียวกันกับ รศ. ดร. ดารณี อุทัยรัตนกิจ  ประธานการประชุม 

ต่อมาในการประชุมคณะกรรมการบริหาร กสศ. เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ศ. ดร. สมพงษ์  กรรมการบริหาร กสศ. ก็เสนอว่า ประเทศไทยต้องปรับให้ระบบการผลิตครูเป็นระบบปิด   เพื่อลดความสูญเปล่าของงบประมาณแผ่นดินที่จ่ายสนับสนุนการผลิตครูมากเกินความต้องการหลายเท่าตัว     และเพื่อยกระดับคุณภาพของการผลิตครู   

หนังสือ การศึกษาคุณภาพสูงระดับโลก(๑) บอกว่า ประเทศที่การศึกษาคุณภาพสูง   เขาพิถีพิถันเรื่องคุณภาพครู   ทำให้ต้องทุ่มค่าใช้จ่ายสนับสนุน   เมื่อค่าใช้จ่ายในการผลิตสูง เขาจึงต้องผลิตตามจำนวนที่ต้องการเท่านั้น  ไม่ผลิตพร่ำเพรื่ออย่างที่ทำกันอยู่ในประเทศไทย     ดังนั้น ประเทศใดปล่อยให้มีการผลิตครูอย่างพร่ำเพรื่อ จะได้บัณฑิตครูคุณภาพต่ำ    นำไปสู่การศึกษาคุณภาพต่ำ อย่างที่เห็นอยู่ในประเทศไทย และอีกจำนวนมากในโลก   

มิจฉาทิฏฐิ อยู่ที่ปล่อยให้การผลิตครูเป็นผลประโยชน์ของแหล่งผลิต แทนที่จะให้เป็นผลประโยชน์ที่คุณภาพครูและคุณภาพการศึกษา

วิจารณ์ พานิช

๒๓ พ.ย. ๖๔