ความดี ไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง
ความดี ไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง
ดร. ถวิล อรัญเวศ
สรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงในโลกนี้ บางสิ่งก็สามารถซื้อขายกันได้ด้วยแก้วแหวนเงินทอง แต่ก็มีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่สามารถซื้อขายกันได้ ต้องทำเองเท่านั้น อาทิ เช่น
1. การทำความดี
เราจะได้รับความดี เราต้องทำเอง หลักธรรมทางพุทธศาสนา สอนไว้ว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่ว ได้ชั่ว”
ฉะนั้น ถ้าเราอยากได้รับความดี เบื้องต้น เราต้องทำเองก่อน เมื่อทำดีมาก ๆ เข้าก็อาจจะได้รับผลแห่งความดีจากที่คนอื่นหยิบยื่นให้ในฐานะเป็นคนดี เช่น โล่ รางวัล เกียรติบัตร
อนึ่ง การอนุโมทนาบุญ ก็ถือว่าได้ทำความดีเช่นกัน เราควรแสดงความอนุโมทนาจิตในเมื่อไม่สามารถทำได้
2. การรับประทานอาหาร
การที่เราจะรู้สึกว่าอิ่ม เราต้องกินเอง รับประทานเองในวิสัยคนปกติ กินแทนกันก็ไม่ได้ ใครกิน คนนั้นก็อิ่ม ใครไม่กินก็ไม่อิ่ม
3. การนอนหลับ
การพักผ่อนที่ดีที่สุด ก็คือการที่เราได้นอนหลับสนิท เราต้องนอนเอง หลับเอง และการที่เราจะนอนหลับง่ายนั้น เราต้องตัดความกังวล ไม่ให้จิตฟุ้งซ่าน ไม่คิดอะไรมาก ทำสมาธิจิตคิดเพียงอารมณ์เดียว จากนั้น เราก็จะหลับได้โดยง่ายนะครับลองฝึกดู
4. ความรักทางใจ
เป็นความรู้สึกที่ดีต่อกันอันเนื่องมาจากการรู้สึกประทับใจอะไรกับใครสักอย่าง ซึ่งเราก็ไม่สามารถรักแทนกันได้ ซื้อขายกันได้ เพราะเป็นความรู้สึกทางใจนะครับ
แน่นอน ห้างสรรพสินค้าในเมืองไทย หรือในโลกนี้ เราคงไม่เห็นร้านที่จำหน่ายความดี อาจจะมีเพียงร้านที่แนะนำความดีให้กันได้ว่าในฐานะเราเกิดมาเป็นมนุษย์ คนที่มีจิตใจสูงส่ง เราควรทำความดี “ทำความดีต่อมวลมิตร ดีกว่าไม่มีไมตรีจิตเอาเสียเลย”นะครับ
การทำความดี เป็นเรื่องยาก บางครั้งก็เป็นเรื่องฝืนใจ เพราะ“ฝืนใจ ได้กำไร ตามใจมักขาดทุน” ฉะนั้น การทำความดี เป็นเรื่องที่ทำได้โดยนยาก ต้องฝึกทำวันละนิดวันละหน่อยก็จะชินไปเองนะครับ
หลักการทำความดี
สำหรับหลักการทำความดีเพื่อจะได้รับอานิสงส์แห่งผลการทำความดีแรงกล้านั้น ทางพุทธศาสนา ได้สอนไว้ว่า
1. ทำด้วยใจที่บริสุทธิ์
การทำความดีเพื่อหวังผลอะไรบางอย่างบางครั้งอาจได้รับทุกข์ อย่างที่เรียกกันว่า “ทำดีเอาหน้า”เงินไม่ค่อยมีแต่อยากได้หน้า กู้เงินมาทำบุญอย่างเอิกเกริกใหญ่โตก็ไม่ควรทำ เพราะมีแต่จะทุกข์ตามมา เช่นเดียวกับจะทำอะไรสักอย่าง ต้องถามว่า จะได้อะไร การที่เราทำอะไร โดยไม่หวังผลอะไร บางที่เราอาจจะได้อะไรบางอย่างกลับมาก็ได้ที่เรียนกันว่า “ได้รับอานิสงส์แห่งผลคุณงามความดี” 2. ทำถูกคน
ถ้าเราทำความดีกับโจร หรือมหาโจร คนไม่บริสุทธิ์อาจจะได้บุญน้อยกว่าทำกับพระสงฆ์ ทำกับพระอริยะสงฆ์ อาจจะมีผลมากกว่าทำบุญกับพระสงฆ์ธรรมดา หรือการถวายทานเป็นสงฆ์ อาจจะได้รับผลบุญมากกว่าทำกับพระสงฆ์รูปเดียว เป็นต้น
3. ทำถูกกาลเวลา
บางคนบอกว่า ทำความดี จะได้รับผลชาติหน้า แต่ถ้าเสนอหน้า จะได้รับผลชาตินี้นั้น คือการทำความดีบางครั้ง ก็ต้องถูกกาลเวลา จะมีอานิสงส์แรงกล้าเพราะตามพุทธประวัติ พระพุทธเจ้าท่านจะโปรดใคร ต้องดูอุปนิสัยคนนั้นก่อนหรือแนะนำให้เขาเข้าใจก่อน ค่อยสอนเขา เขาจึงจะเข้าใจ เช่นเดียวกับครูจะสอนนักเรียนให้ได้ผล ต้องดูวุฒิภาวะความพร้อมของนักเรียนก่อน ค่อยสอนจึงจะได้รับผลดี คือผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามที่ตั้งจุดประสงค์ไว้
4. ทำโดยไม่หวังผลอะไร ทำความดีเพื่อความดี
การทำความดีเพราะถูกบังคับให้ทำ เหมือนกับเปรต อสุรกายที่กำลังถูกยมบาลจะลงโทษ ก็กลัว ร้องว่า ข้าฯจะไม่ทำชั่วอีกแล้ว ข้าฯจะไม่ทำอีกแล้วความชั่วข้าฯจะตั้งใจทำความดีต่อไป
5. ทำความดี ทำเวลาไหน ก็ได้ ไม่มีฤกษ์ยาม
การทำความดีนั้น ไม่มีฤดูกาลเหมือนกับการปลูกพืชบางชนิด เพราะฉะนั้น
ทำความดีตอนไหน ก็เป็นความดีตอนนั้น การทำความดี จึงเป็น อกาลิโก ไม่มีฤกษ์
มียาม ทำดีตอนไหน ก็จะเป็นความดีตอนนั้น หรือบางครั้ง อาจจะดูความพร้อมของเรา
ก็ได้ ส่วนใหญ่การทำความดี เขาจะยึดหลัก “ฤกษ์สะดวก” คือความพร้อมของผู้ทำ
บทสรุป
หว่านพืชเช่นใด ก็จะได้รับพืชเช่นนั้น ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว จงทำดี มีศีลธรรม ถือความสัตย์ ฝึกหัดทำความดีวันละนิด จิตใจจะแจ่มใสเบิกบาน ฝืนใจ ได้กำไร ตามใจ ขาดทุน เพราะการทำความดีทำได้ยาก ทำชั่ว ทำได้ง่าย แต่ถ้าเราฝึกทำบ่อย ๆ ก็จะชินไปเอง คนเรา ควรทำความดีต่อกันและกันเอาไว้ จะได้พบแต่สิ่งดี ๆ สมกับที่ว่า“ความดีไม่มีขาย อยากได้ ต้องทำเอง” ยิ้มให้ จะได้รับรอยยิ้มตอบ นั้นเองขอบคุณครับ
--------------