บทความในวารสาร Science ฉบับวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ เรื่อง The new climate pact is more ambitious. But hopes dim for limiting warming to 1.5 C   ทำให้ผมดีใจว่า ผู้นำโลกเขามียุทธศาสตร์ที่น่าชื่นชม    คือใช้วิธีคิดจากผลไปหาเหตุ    ตั้งเป้าที่ปลายทางแล้วคิดกลับมาที่ต้นทาง ว่าจะต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการดำรงชีวิตร่วมกันอย่างไร    เพื่อไม่ให้คนรุ่นหลังต้องเดือดร้อนจากสภาพโลกอุ่นขึ้น   

เดิมพูดกันว่า กำหนดเป้าไม่เกิน ๒ องศาเซลเซียส ให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นจากก่อนยุคอุตสาหกรรมเมื่อสองร้อยปีที่แล้ว    พอไปประชุมกันที่กลาสโกว์ ก็ร่วมกันลดเป้า (เพิ่มความยาก) เหลือไม่เกิน ๑.๕ องศา   เพื่อลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อนลงไปอีก   

แต่ผู้เขียนบทความบอกว่า ลดเหลือ ๑.๕ องศาก็ยังไม่พอ ต้องลดอีก   เพื่อลดผลกระทบต่อภูมิอากาศโลก     

ข้อน่าชื่นชมและนำมาเป็นข้อเรียนรู้สำหรับสังคมไทยคือ    การไปร่วมประชุมกันครั้งนี้ ทำให้เขาตระหนักว่า ต้องไม่หลงหารือหลักการกัน    ต้องเน้นหารือวิธีดำเนินการให้เกิดผล     ผมระบายสีแดงที่ประโยคนี้เพื่อสื่อสารต่อสังคมไทยเราว่า    ในวงประชุมนโยบายต่างๆ (เช่น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แผน ๑๓) เรามักพูดกันที่เป้าหมายสวยหรู เป็นหลัก    แต่ไม่ค่อยเน้นที่วิธีดำเนินการที่ก่อผลจริงจัง   

บทความเน้นที่ผลร้ายด้านระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ทำให้ประเทศหมู่เกาะจำนวนหนึ่งเดือดร้อน   บางประเทศจะจมน้ำไปหมดทั้งประเทศ   ถ้าคิดแบบนี้ประเทศใหญ่ทั้งหลายก็ไม่กลัว     แต่ผมคิดว่า เราต้องมองภาพรวม ว่าการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ส่งผลกระทบหลากหลายด้านมาก    มีบทความสรุปเรื่องนี้ที่ดีและอ่านง่ายมากมาย เช่นใน NY Times เมื่อ ๔ ปีที่แล้ว  (๑)

เมื่อค้นหาบทความเรื่อง Covid-19 กับ climate change ก็พบบทความของ Harvard T.H. Chan School of Public Health (๒) ที่ชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศมีผลต่อระบาดวิทยาของโรคติดเชื้ออย่างแน่นอน    และมีรายละเอียดมาก    แต่ผมอดถามไม่ได้ ว่าการระบาดใหญ่ครั้งนี้ ทำให้มนุษย์เราพัฒนาการติดต่อสื่อสารทางดิจิทัล สะดวกขึ้นมาก   น่าจะช่วยลดการเดินทางลงมากทั้งทางบกและอากาศ     จะมีส่วนลดการปลดปล่อยก๊าซก่อโลกร้อนไหม ลดแค่ไหน    คำตอบคือลดลง แต่ลดเพียงชั่วคราวเท่านั้น (๓)     

ผมอดตั้งคำถามต่อไม่ได้ว่า    การรณรงค์ลดการเดินทาง    หันมาใช้การติดต่อสื่อสารทาง ออนไลน์ ให้มากขึ้น   จะมีส่วนช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ส่วนหนึ่ง    ดังระบุในบทความตีพิมพ์โดยวารสาร Nature (๔) ว่าในปี ๒๕๖๓ มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงร้อยละ ๖.๔   หากเราช่วยกันลดการเดินทางเพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสักครึ่งหนึ่งของการลดในปี ๒๕๕๓   จะก่อผลดีต่อภาวะโลกร้อนแค่ไหน   จินตนาการเรื่องลดการเดินทางทั่วโลกลงไปครึ่งหนึ่งมีทางเป็นจริงแค่ไหน                     

วิจารณ์ พานิช

๒๐ พ.ย. ๖๔