การก่อตั้งกระทรวง อว. เป็นก้าวสำคัญของประเทศ ในการใช้พลังปัญญาเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทย จากสภาพที่อยู่บนฐาน resources-based สู่สภาพ knowledge-based  หรือ innovation-based ที่เรียกกันว่า Thailand 4.0    แต่ผมได้ยินเสียงกระซิบกระซาบว่า ระหว่างการยกร่าง พรบ. การต่อรองผลประโยชน์ของบุคคลที่เกี่ยวข้องไม่ลงตัว     ทำให้ วช. (สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ) ยังคงเป็นหน่วยราชการในสังกัดกระทรวง อว.   ในชื่อใหม่คือ สวช.   และ พรบ. กำหนดให้ต้องมีการประเมินผลงาน   เพื่อตัดสินว่าจะให้คงเป็นหน่วยราชการอย่างเดิม    หรือต้องเปลี่ยนไปเป็นองค์การมหาชน เพื่อให้มีความคล่องตัวในการทำหน้าที่   

ผมตีความว่า คล่องตัว เพื่อทำหน้าที่ให้บรรลุผลอย่างมีคุณภาพ  ประสิทธิภาพ  และการริเริ่มสร้างสรรค์     ไม่ใช่คล่องตัวอย่างไร้เป้าหมาย      

เมื่อมีคณะกรรมการประเมินตามที่ระบุไว้ในกฎหมาย    ก็มีข้อตกลงว่าเป้าหมายของการประเมินมี ๒ เป้า    คือประเมินตามกฎหมาย ให้น้ำหนักหนึ่งในสาม    กับประเมินเพื่อการเรียนรู้และปรับตัว ให้น้ำหนักสองในสาม   

ในการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบ อววน. เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๔   มีการนำผลการประเมินเบื้องต้นเข้าสู่การพิจารณา    และทำให้ผมตระหนักว่า ที่ประชุมต้องเผชิญสภาพ trilemma    ที่เป็นผลประโยชน์สามเส้า    คือผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ    ผลประโยชน์ของผู้ปฏิบัติงานใน สวช.   และผลประโยชน์ของผู้มีบารมีสั่งซ้ายหันขวาหันต่อ สวช. ทั้งทางตรงหรือทางอ้อมได้   

การเป็นส่วนราชการ ทำให้ผลประโยชน์ประการที่สาม ออกฤทธิ์ได้สูง    ผมจึงคาดเดาว่า จะมี “มือที่มองไม่เห็น” เข้าไปผลักให้ สวช. ยังเป็นหน่วยราชการอักต่อไป   

ผมสะกิดใจ ต่อคำที่มีผู้บอกว่า เมื่อ สวช. ต้องรับงานสนับสนุนการวิจัยจาก สกว. มาดำเนินการ โดยที่จำนวนเจ้าหน้าที่ยังเท่าเดิม    สื่อว่าน่าจะต้องเพิ่มคนให้แก่ สวช.    ทำให้ผมเกิดคำถาม ว่าจริงๆ แล้วในขณะนี้ สวช. มีคนจำนวนพอดี หรือมากไป หรือน้อยไป    โดยที่เรารู้แล้วว่า คนของ สวช. จำนวนมากยังไม่มีสมรรถนะในการทำหน้าที่เป็นหน่วยจัดการทุนวิจัยอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ   

โปรดสังเกตนะครับ    ว่า วช. ทำหน้าที่ให้ทุนสนับสนุนการวิจัยมาตลอดเวลา ๖๐ ปี    แต่บัดนี้พบว่า เจ้าหน้าที่ของ วช. ที่กลายมาเป็น สวช. มีสมรรถนะต่ำต่อการทำหน้าที่จัดการงานวิจัย    ทำให้ผมตีความว่า วัฒนธรรมการทำงานของ วช. ไม่เอื้อให้เจ้าหน้าที่เกิดการเรียนรู้และปรับตัว    นำไปสู่คำถามว่า ในปัจจุบัน สวช. มีระบบการทำงานที่เอื้อต่อการเรียนรู้และปรับตัวแล้วหรือยัง    ผมเดาว่ายัง    นำสู่คำถามต่อเนื่องว่า หากยังคงเป็นหน่วยราชการ สวช. จะปรับเข้าสู่ระบบที่มีการเรียนรู้และปรับตัวได้เป็นอย่างดีหรือไม่   

นำสู่คำถามต่อไปว่า หากกำหนดให้ สวช. เปลี่ยนไปเป็นองค์การมหาชน    จะมีเงื่อนไขให้ต้องปรับตัวอย่างไร   และมีกลไกกำกับให้ปรับตัวสำเร็จได้อย่างไร    ใช้เวลานานเท่าไร   

เราต้องการระบบ อววน. ที่มีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ ต่อการทำหน้าที่ขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมนวัตกรรม    สวช. จะเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ทำหน้าที่ได้ผลดี ได้อย่างไร     

ในไม่ช้า ระบบ ววน. ส่วนจัดการทุนวิจัยที่เรียกว่า PMU มี ๗ หน่วยงาน ดังนี้  รวพ. (รวม PMU A, B, C เป็นสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ องค์การมหาชน), สวรส., สวก., สนช., สถาบันวัคซีน, TCELS, และ สวช.         

ผมมีความเห็นว่า การเปลี่ยนสภาพของ สวช. ต้องไม่ใช่แค่เปลี่ยนสถานภาพ    แต่ควรเปลี่ยนหน้าที่ความรับผิดชอบ เพื่อให้ระบบ ววน. ของประเทศมีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น   โดยผมมีความเห็นว่า บทบาทหน้าที่ของ สวช. ในปัจจุบันยังต่อเนื่องมาจากอดีต    ทำให้ระบบ ววน. ของประเทศยังเป็นระบบแห่งอดีต    มีหลายส่วนที่เป็นวัฒนธรรมแห่งอดีต    ที่ต้องเปลี่ยนแปลงในระดับ transformation เพื่อให้ระบบ ววน. ทำหน้าที่ขับเคลื่อน ประเทศไทย ๔.๐ ได้อย่างแท้จริง   

ผมมีความเห็นว่า การประเมิน สวช. เท่าที่ทำอยู่ในปัจจุบัน ยังไม่ลึกพอ   ยังไม่ได้ประเมิน สวช. ทุกด้าน ในฐานะส่วนหนึ่งของ ระบบ ววน. ของประเทศ    ว่าควรมีการ transform สวช. อย่างไร เพื่อให้ระบบ ววน. ของประเทศมีความเข้มแข็ง ทำหน้าที่ตามความคาดหวังได้อย่างแท้จริง   

วิจารณ์ พานิช

๑ พ.ย. ๖๔