ผมเริ่มวิ่งออกกำลังแบบ แอโรบิก เมื่ออายุ ๔๐ ปี ทำสม่ำเสมอแทบทุกวันไม่เว้นวันเดินทางไปต่างจังหวัดและต่างประเทศอยู่ ๓๕ ปี ก็เปลี่ยนเป็นเดินออกกำลังแบบแอโรบิก เพราะเข่าขวาเสื่อม บัดนี้ใกล้ครบ ๔๐ ปีของการออกกำลังกายแบบ แอโรบิก ได้รับผลดีต่อสุขภาพกายและจิตใจอย่างมาก จึงนำมาแลกเปลี่ยน ว่าใครสามารถทำได้จะช่วยให้มีชีวิตที่ดีอย่างไม่น่าเชื่อ
ท่านที่ต้องการทำความเข้าใจ aerobic exercise อ่านได้ที่ (๑) จะเห็นว่าการออกกำลังแบบ แอโรบิก ทำได้หลากหลายแบบมาก เราสามารถเอกให้ถูกรสนิยมของเราได้ ผมเป็นคนที่ไม่มีความเป็นนักกีฬา และชอบออกกำลังกลางแจ้งในท่ามกลางธรรมชาติและบรรยากาศเงียบสงบ จึงเลือกการวิ่งเหยาะ วิ่งไปเสพบรรยากาศเงียบสงบของธรรมชาติ หรือชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในตลาดยามเช้าตรู่
ผมวิ่งหรือเดินตอนเช้าที่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น เพราะชอบความเย็น และความสงบ วิ่งไปสังเกตสภาพแวดล้อมไป ทำจิตให้อยู่กับปัจจุบันขณะ ที่เรียกว่าเจริญสติหรือสติภาวนา ช่วงของการออกกำลังแบบ แอโรบิก ของผม จึงน่าจะเป็นการฝึกความเข้มแข็งของจิตใจด้านในด้วย
วิ่งหรือเดินอยู่ ๓๐ – ๕๐ นาที เหงื่อโทรมหรือซึม หัวใจเต้นเร็ว และเมื่อกลับมานั่งพักที่บ้าน รู้สึกตัวตึงๆ และจะอารมณ์ดีอยู่ตลอดวัน (๒๔ ชั่วโมง) รวมทั้งสติดีด้วย ตกกลางคืนพอเข้านอนก็หลับปุ๋ยอย่างรวดเร็ว และหลับลึก
หัวใจสำคัญคือ ต้องทำสม่ำเสมอแทบทุกวัน ต้องการความมีวินัยในตนเอง ผมโชคดีที่มีสิ่งนี้อยู่ในตัว ที่ผมอธิบายไม่ได้ว่าได้มาจากไหน บอกได้เพียงว่า หากผมเห็นว่าการกระทำใดที่มีประโยชน์ ผมก็ทำโดยไม่มีปัญหาด้านความอ้อยอิ่งหรือขี้เกียจ
ไม่ว่าเรื่องใด ต้องทำอย่างมีความยืดหยุ่น และคำนึงถึงบริบทความเป็นจริง การออกกำลังยามเช้าของผมเมื่อ ๔๐ ปีก่อนกับตอนนี้ต่างกันมาก ตอนอายุ ๔๐ – ๗๕ เป็นการวิ่งเหยาะ วิ่งเสร็จกลับมานั่งพัก เหงื่อโทรม ตอนนี้เป็นการเดินเร็ว เมื่อกลับมานั่งพัก เหงื่อซึม
ที่เหมือนกันคือ ผมพยายามทำให้เป็นการออกกำลังทั้งกายและใจ คือระหว่างวิ่งหรือเดิน ก็ฝึกอยู่กับปัจจุบันขณะ ซึมซับความงามของสภาพแวดล้อม ตอนแสงทองส่องฟ้า ผมได้ซึมซับความงามของท้องฟ้ายามอรุณรุ่ง และได้ถ่ายรูปมาแชร์บ่อยๆ บางครั้งแสงทองส่องใบไม้ให้ความงาม ณ เสี้ยววินาทีนั้นและมุมมองนั้น งามอย่างไม่น่าเชื่อ โดยส่วนใหญ่เราไม่รับรู้ความงามนั้น ผมโชคดีที่ได้สัมผัสเสี้ยววินาทีนั้น และตรึงตราให้สุนทรียะได้ยาวนาน เป็นความสุขที่ไม่ต้องซื้อหา
ผมโชคดี ที่ตัดสินใจซื้อบ้านอยู่ในหมู่บ้านสิวลี ติวานนท์ ที่เป็นดินแดนแห่งความสงบ เพื่อนบ้านดี และมีรสนิยมปลูกไม้ดอกและไม้ประดับ รวมทั้งไม้ร่มเงา เป็นธรรมชาติที่ดึงดูดนกและสัตว์ป่าที่ใกล้ชิดคน เช่น กระรอก ช่วยสร้างบรรยากาศที่รื่นรมย์ ตรงกับรสนิยมของผมที่เกิดมาเป็นเด็กบ้านนอก คุ้นเคยกับธรรมชาติ
การออกไปเดินออกกำลังกายในช่วง ๕ – ๖ น. ในหมู่บ้านในปัจจุบันของผม จึงเป็นดั่งเดินอยู่บนสวรรค์
วิจารณ์ พานิช
๔ ธ.ค. ๖๔