บทนำ

         พระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศไทยภายหลังการสังคายนาครั้งที่ ๓ โดยเชื่อกันว่าเป็นคณะของพระโสณะและอุตตรเถระนำพระพุทธศาสนามาประดิษฐานบนผืนแผ่นดินสุวรรณภูมิ หมายถึง ประเทศไทยในปัจจุบัน จนกระทั่งคำสอนพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองคู่สังคมไทย ตั้งแต่อาณาจักรสุโขทัย  อยุธยา ธนบุรี กรุงรัตนโกสินทร์ เนื่องมาจากบทบาทของพระสงฆ์ในวัดเป็นสำคัญ มีหน้าที่ให้การศึกษาแก่กุลบุตรของชาวบ้านได้มีความรู้และเป็นที่ยอมรับในสังคม จนกระทั่งถูกขนานนามว่าเป็น “บัณฑิต” หรือ “ฑิต” จนกระทั่งถึงรัชสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ ได้ทรงปฏิรูปการศึกษาแยกการศึกษาออกจากวัดให้บ้านเมืองนำมาดำเนินการเอง ในส่วนที่ต้องพึ่งวัดก็ยังคงให้วัดช่วยดำเนินการไปพลางก่อน แต่ในส่วนการศึกษาคณะสงฆ์ที่เรียกว่า พระปริยัติธรรม ยังไม่มีกฎหมายรับรองเป็นที่ประจักษ์ชัด มีเพียงประกาศกระทรวงศึกษาธิการตามยุคสมัยเทียบความรู้ให้ และในปี พ.ศ.๒๕๒๗ จึงมีกฎหมายกำหนดวิทยฐานะผู้จบการศึกษาพระพุทธศาสนา และ พ.ศ.๒๕๔๐ พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง ๒  แห่ง จนถึง พ.ศ.๒๕๖๒ จึงมีกฎหมายพระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ.๒๕๖๒ ดังเหตุผลความว่า..”เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่โบราณราชประเพณี สถาบัน พระพุทธศาสนามีบ ทบาทสำคัญในการจัดการศึกษาของชาติมาโดยตลอด ซึ่งคณะสงฆ์ได้ด าเนินการ จัดการศึกษาพระปริยัติธรรมอันเป็นส่วนเฉพาะของการศึกษาของคณะสงฆ์ควบคู่กันไปกับการศึกษาวิชาสามัญ ดังนั้น เพื่อให้การจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมได้รับการสนับสนุนส่งเสริมด้วยดีจากภาครัฐ และสามารถ บริหารจัดการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ ตอบสนองนโยบายการจัดการศึกษาของคณะสงฆ์และของชาติ ได้เป็นอย่างดี จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้..”[1]  ดังนั้น ผู้เขียนนจึงได้นำเสนอหลักการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม ตามพระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ.๒๕๖๒ เป็นหลัก ดังมีสาระสำคัญดังต่อไป

๑.หลักการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม 

                    การจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมของคณะสงฆ์ไทยตามพระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ.๒๕๖๒ มีสาระสำคัญในการจัดการศึกษาประกอบด้วย ๓๓ มาตรา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูรให้ไว้ ณ วันที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕ ๖ ๒ เป็นปีที่ ๔ ในรัชกาลปัจจุบัน  และประการศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๖ ตอนที่ ๕๐ ก เมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๖๒ ซึ่งการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม ต้องดำเนินการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติพระปริยัติธรรม พ.ศ.๒๕๖๒ นับตั้งแต่ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป  และให้การบริหารจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกบาลี ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติมาตรา ๓๒ ความว่า ในระหว่างที่ยังมิได้ออกกฎ ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง มติ และประกาศ เพื่อปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นำกฎ ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง มติ และประกาศมหาเถรสมาคม ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมมาใช้บังคับโดยอนุโลมเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้[2]ซึ่งหลักการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม ปรากฏอยู่ในมาตรา ๔-๕-๖ ดังความดังต่อไปนี้

                    มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้

                    “การศึกษาพระปริยัติธรรม” หมายความว่า การศึกษาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ที่ปรากฏในพระไตรปิฎก

                    “วัด”หมายความว่า วัดตามกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์

                    “สถานศึกษาพระปริยัติธรรม”หมายความว่า สำนักเรียน สำนักศาสนศึกษา หรือโรงเรียน “สำนักเรียน” หมายความว่า สถานศึกษาที่วัดจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลีสนามหลวง หรือแผนกธรรมสนามหลวง ที่มหาเถรสมาคมประกาศจัดตั้ง

                    “สำนักศาสนศึกษา”หมายความว่า สถานศึกษาที่วัดจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกบาลีสนามหลวง หรือแผนกธรรมสนามหลวง ไม่ว่าจะจัดการศึกษาในรูปแบบของศูนย์การเรียน สำนักศาสนศึกษาวัด สำนักศาสนศึกษาประจำตำบล หรือสำนักศาสนศึกษาประจำอำเภอ

                    “โรงเรียน” หมายความว่า สถานศึกษาที่วัดจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา

                    “สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

“ผู้อำนวยการ” หมายความว่า ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม

                    มาตรา ๕ การจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมมีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้

                    (๑) เพื่อให้การศึกษาพระปริยัติธรรมเป็นไปตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่ปรากฏใน พระไตรปิฎก โบราณราชประเพณี และสอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาของชาติ

                    (๒) เพื่อให้พระภิกษุและสามเณรมีการนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาใช้ให้เกิดการพัฒนา จิตใจและปัญญา และมีการรักษาพระธรรมวินัยให้เป็นไปอย่างถูกต้องดีงามโดยเคร่งครัด เป็นที่เลื่อมใส ศรัทธาแก่พุทธศาสนิกชนทั่วไป

                    (๓) เพื่อให้พุทธศาสนิกชนนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาไปประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตได้ อย่างถูกต้อง

                    มาตรา ๖ การศึกษาพระปริยัติธรรมมีสามแผนก ดังต่อไปนี้

                     (๑) การศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกบาลีสนามหลวง เป็นการศึกษาพระพุทธศาสนาภาคภาษาบาลี

                    (๒) การศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกธรรมสนามหลวงเป็นการศึกษาพระพุทธศาสนา ภาคภาษาไทย

[1] พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ.๒๕๖๒.ราชกิจจานุเบกษา.เล่ม ๑๓๖ ตอนที่ ๕๐ ก ๑๖ เมษายน ๒๕๖๒.หน้า๒๑

[2]อ้างแล้ว. หน้า ๑-๒