๘๖๙. ธรรมชาติสวยงามเสมอ


ธรรมชาติสวยงามเสมอ

สมัยเมื่อผู้เขียนยังเป็นเด็ก ๆ เห็นสภาพของท้องทุ่งนาเขียวขจี กลิ่นธรรมชาติคละคลุ้งอยู่ตามท้องทุ่ง สมัยนั้นเท่าที่สังเกต แม้แต่พ่อ-แม่ของผู้เขียน ความรู้ของท่านเพียงแค่จบชั้น ป.๔ พวกท่านมุ่งหวังกันว่าต้องการให้ลูก-หลาน เรียนสูง ๆ จะได้ทำงานกันแบบสบาย ๆ คือ นั่งทำงานใน Office ในโลกของความเป็นจริง ก็จริงส่วนหนึ่งในความคิดของท่าน แต่หากพิจารณากันจริง ๆ แล้ว ในความสบายที่ท่านคิดนั้น บางทีมีเรื่องราวที่ไม่ค่อยสบายแอบแฝงอยู่...อาจเป็นเพราะท่านไม่เคยมาสัมผัส จึงคิดแต่ในมุมของที่ท่านคิด

ในความจริงนั้น ในทุก ๆ แห่งที่เราได้ทำมาหาเลี้ยงชีพ จะมีทั้งเรื่องราวดี ๆ และเรื่องราวที่ไม่ดีผสมปะปนกันอยู่เสมอ เพียงแต่ว่า ตัวของเราเองจะมีความอดทน มีความเพียรมากน้อยเพียงใดเท่านั้น...หากพิจารณาดี ๆ แล้ว ในโลกของความเป็นจริง เมื่อเกิดมาแล้ว มนุษย์ทุกคนมีทั้งสุข-ทุกข์ปะปนกันอยู่เสมอ บางทีเป็นเพราะการสร้างค่านิยมในสังคมมากกว่าที่ทำให้มีความคิดเรื่องราวต่าง ๆ แตกต่างกันไป

สำหรับผู้เขียนเองเมื่อสัมผัสได้ตั้งแต่เป็นเด็กท้องนาในสมัยเมื่อ ๕๐ ปีที่ผ่านมา...จวบจนมาอยู่ในสังคมเมืองใหญ่ รู้เรื่องเศรษฐกิจ การเมือง สังคมทั้งของประเทศและโลก ทำให้มีความคิดที่ย้อนกลับไปฐานเดิม มีความเหมือนและแตกต่างกันอยู่ในตัวเองเสมอ...เพียงแต่ใครจะคิดได้หรือไม่เท่านั้นเอง...ใกล้ที่จะเกษียณอายุในปีหน้า ทำให้ผู้เขียนทราบเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตด้วยตัวของเราเอง ในสิ่งที่ตอนเป็นเด็ก ๆ นั้น เราจะคิดอีกแบบหนึ่ง พอมาเมื่อโตขึ้น ตัวเราเองจะมีความคิดอีกแบบหนึ่ง อาจเนื่องด้วยจากประสบการณ์ เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ตัวเราเองได้พบเจอ จึงทำให้ความคิดของเราปรับเปลี่ยนไป

มา ณ บัดนี้ สิ่งที่สำคัญในการใช้ชีวิต คือ การทำมาหากินด้วยอาชีพที่สุจริต ทำอะไรก็ได้ที่ทำมาหาเลี้ยงชีพเราได้ ให้สามารถอยู่รอดบนโลกใบนี้ได้ด้วยการทำมาหากินที่ไม่ผิดกฎหมาย มีความสุขตามอัตภาพของตัวเราเอง...บุญอยู่อย่างหนึ่งที่ผู้เขียนมีครอบครัว คือ พ่อบ้านที่ชอบสะสมที่ดิน ทำมาหากินที่ยังชอบเก็บสะสมที่ดินเป็นหลัก ไม่ค่อยชอบเล่นหุ้น ซื้อทองตามกระแสสังคม แต่สิ่งที่ครอบครัวพวกเรามีนั้น นับว่า มีคุณค่ามหาศาลเกี่ยวกับการมีที่ดิน ยิ่งยุคนี้พบเจอกับโรคโควิด-๑๙ ทำให้เราได้เรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ จากเหตุการณ์เหล่านี้ ทุกเรื่องสามารถนำมาเป็นบทเรียนและเป็นครูสอนคนได้ตัวของเราเอง เพราะเราเกิดมาเพื่อเรียนรู้ และเรียนรู้กันจนตลอดชีวิต ไม่ว่าการเรียนรู้จะมีวุฒิปริญญาหรือไม่มีปริญญา

ปีนี้น้องสาว-น้องเขย บริษัทญี่ปุ่น และจีนที่น้องทำงานให้พนักงานเกษียณตอนอายุ ๕๕ ปี พวกเขาสองคนก็เกษียณอายุการทำงาน ความจริงช่วงทำงานก็ได้ซื้อบ้านอยู่กันที่ปทุมธานีหลังหนึ่ง และซื้อที่ดินทิ้งไว้...แต่เมื่อเกษียณแล้ว ได้ต้องการกลับมาอยู่บ้านกัน เพราะมีที่ดินที่พ่อแบ่งให้พร้อมกับซื้อเพิ่มอีก รวมเกือบ ๔ ไร่ แถมมีที่ดินที่พ่อแบ่งให้ลูกสาวกันคนละ ๒๓ ไร่ น้องสาว-น้องเขยนึกอยากกลับมาอยู่บ้านกัน ใช้ชีวิตแบบพอเพียง ตอนนี้เตรียมให้รังวัดที่ดินมาวัดที่ จ้างรถแมคโครมาเกรดที่ดินให้เรียบ เตรียมล้อมรั้ว และจะถมดินต่อไป...ทำให้คิดได้ว่า คนมีที่ดิน หากไม่ขี้เกียจทำกิน ทำอย่างไรก็สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้...ชีวิตขึ้นอยู่กับสองมือ สองเท้า และหัวคิดของเราเองว่าจะดำเนินชีวิตเช่นไร เมื่อยามอยู่บนโลกใบนี้ ไม่จำเป็นต้องมีชีวิตที่เหมือนใคร ๆ

ต้นยางที่เห็นต้นสูง ๆ นั่นคือ ฝีมือของพ่อที่ปลูกไว้ให้กับลูกสาวคนเล็ก คือ ย่าหมู เพราะพ่อเห็นปู่เร-ย่าบุษของพี่ฟ้าครามและพี่สกายปลูกต้นสักทองไว้เกือบพันต้น ท่านเลยขอกล้าต้นยางมาปลูกไว้ให้กับลูกสาวคนเล็กบ้าง...ต้นโต สูงมาก มีอยู่เกือบ ๒๐ ต้น...ความคิดของคนเป็นผู้ใหญ่ในสมัยก่อนมีความคิดแตกต่างกับคนในยุคนี้ ท่านคิดเพื่อลูก-หลาน มิได้คิดเพื่อตัวเอง

สำหรับครอบครัวของผู้เขียนเอง ซึ่งเป็นพี่สาวคนโต ได้แบ่งต้นสักทอง จำนวน ๒๐ ต้นให้กับน้องสาวเพื่อใช้ในการปลูกบ้านในครั้งนี้ ซึ่งต้นสักทองมีอายุมาประมาณ ๓๐ ปีแล้ว ต้นใหญ่มาก ปลูกบ้านได้หลังใหญ่เชียวล่ะ...ครอบครัวเราจะรักกัน ไม่แตกแยกกัน เพราะมีด้วยกันเพียงแค่สองคนพี่น้อง...

สำหรับที่นาของพวกเราจะมีกันประมาณคนละ ๒๓ ไร่ ซึ่งปู่เรได้มาซื้อเพิ่มอีกตอนทำงานอีก ๒๓ ไร่ ทำให้เรามีที่นา ร่วม ๗๐ ไร่ เป็นนาผืนใหญ่มาก ตอนนี้พ่อเพรียง (เจ้าตัวเล็กของผู้เขียน ซึ่งเป็นพ่อของพี่ฟ้าครามและพี่สกาย) ได้ลงมือทำเอง ปีละ ๒ ครั้ง เหตุที่ได้ทำสองครั้งทุกปี เพราะที่นาอยู่ติดลำคลองที่มีน้ำ สามารถสูบขึ้นมาหล่อเลี้ยงต้นข้าวได้...พ่อเพรียงเก่งมาก สามารถทำนาด้วยตนเองด้วยการไถ หว่าน ดูแลด้วยตนเอง มิจ้างคนอื่น ยกเว้นการเกี่ยวเท่านั้น นี่คือ ชีวิตที่สามารถทำมาหาเลี้ยงชีพได้ ทำให้นึกถึงพ่อ-แม่ สมัยเมื่อก่อนที่ได้เลี้ยงดูผู้เขียนจนเติบโตมาทำงานในที่ที่นับว่าดีมากในสังคม หากเมื่อเทียบกับคนอื่น พ่อ-แม่ ก็สามารถเลี้ยงดูผู้เขียนและน้องสาวให้เติบโต สามารถเลี้ยงชีพตัวเองจนเติบโตมีฐานะขึ้นมาได้

ภาพด้านล่าง : เป็นฝีมือของพ่อเพรียง (เจ้าตัวเล็ก) ที่ทำด้วยตัวของนายเอง แม้ว่าจะไม่ได้เรียนในระดับปริญญาเอก เฉกเช่นกับพี่ชายคนโต (อาจารย์ภัครพล) แต่นายมีความสามารถทำมาหากินได้ด้วยของนายเอง เลี้ยงครอบครัวได้ด้วยตัวของนายเอง...ซึ่งอาชีพนี้เริ่มลดน้อยลง เพราะคนสร้างค่านิยมที่คิดว่าการทำนาเป็นอาชีพที่ต้อยต่ำ แต่ความเป็นจริงแล้ว อาชีพทำนาสามารถเลี้ยงชีพมนุษย์ได้ให้มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ได้ด้วยการต้องกินข้าวเป็นอาหาร สำหรับผู้เขียนได้แต่ชื่นใจ ชื่นชมลูกไม่ว่าจะเป็นเจ้าตัวโต หรือเจ้าตัวเล็ก หากมองด้วยทางธรรมชาติแล้ว นายสองคนมีความเหมือนอยู่บนความต่างของตัวเองทั้งสองคนลูก...นี่คือ การทำมาหาเลี้ยงชีพเมื่อเกิดมาบนโลกมนุษย์ และธรรมชาติยังสวยงามเสมอ ช่วงนี้ กำลังเริ่มออกรวงข้าวแล้ว...อีกไม่นานคงได้เก็บเกี่ยว

หมายเลขบันทึก: 689349เขียนเมื่อ 7 มีนาคม 2021 10:24 น. ()แก้ไขเมื่อ 24 เมษายน 2021 11:34 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี