กระดูกซุป เครื่องมือแห่งการตัดสิน

ผลงานหนังสือ 24 ชั่วโมง เกิดจากการสร้างสรรค์ของแพรพลอย วนัช ซึ่งเป็นนามปากกาของ วรรณวนัช เตชะศิลป์เจริญ นักเขียนผู้มีใจแน่วแน่ มุ่งมั่นในการค้นหาและพิสูจน์ตนเอง เนื่องจากเป็นคนชอบอ่านหนังสือตั้งแต่เด็กและเริ่มสั่งสมประสบการณ์การอ่านมาเรื่อยๆ การเป็นนักเขียนจึงเป็นความฝันลึกๆในใจ  ผ่านไปหลายปีก็ยังคงรักในความเป็นนักเขียน แพรพลอยจึงลาออกจากความเป็นมนุษย์เงินเดือน เลือกเดินตามฝันบนเส้นทางสายน้ำหมึก ผลงานที่ผ่านมามีหลากหลาย อาทิเช่น เรื่องสั้น (รวมเรื่องสั้นรองเท้ากลางสายฝน) นวนิยายผู้ใหญ่ (อุโมงค์ดอกไม้) และนวนิยายเยาวชน (เมฆสีรุ้ง) ผลงานที่ทำให้แพรพลอยเป็นที่รู้จักคือ เรื่องสั้น “พิซซ่า”ซึ่งอยู่ในรวมเรื่องสั้น 24 ชั่วโมง คว้ารางวัลรอบชนะเลิศรางวัลกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ปี 2562 และจากที่กล่าวมา ย่อมการันตีแล้วว่า รวมเรื่องสั้น 24 ชั่วโมง สามารถสื่อสารเนื้อหาที่ทำให้เกิดความเข้าใจและเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านในทุกช่วงวัย เป็นหนังสือที่ควรติดตามอ่านจนจบเล่ม

“กระดูกซุป”เรื่องสั้นหนึ่งในผลงานรวมเรื่องสั้น 24 ชั่วโมง เป็นเรื่องราวของชายพิการหาเช้ากินค่ำ ที่มักจะได้กระดูกหมูจากนายจ้างมาเป็นอาหารมื้อเย็น ครั้งแรกเขาก็รับมาด้วยความเต็มใจ แต่พอภรรยาเขานำข่าวซุบซิบนินทาที่ได้ยินมาจากคนในออฟฟิศมาเล่าให้ฟังว่าเจตนาของนายจ้างให้เพราะต้องการจะดูหมิ่นดูแคลนตน พอถูกยุแยงบ่อยๆ ครอบครัวเขาจึงไม่ยอมรับกระดูกหมูต้มซุปนั้นอีก โดยหารู้ไม่ว่ากระดูกหมูที่เขาคิดว่าเป็นสิ่งที่ดูถูกดูแคลนเขานั้นเป็นอาหารมื้อพิเศษสำหรับนายจ้างที่ไม่สามารถมีอะไรมาทดแทนได้

โครงเรื่องของกระดูกซุป เป็นโครงเรื่องที่ไม่ซับซ้อน นำเสนอเรื่องราวการสะท้อนแง่มุมความคิดของมนุษย์โดยผู้เขียนใช้สื่อกลางเป็นสัญลักษณ์ของเรื่องคือ กระดูกหมูต้มซุป เป็นสัญลักษณ์ที่จะมาช่วยตีแผ่ให้ทุกแง่มุมความคิดของตัวละครในเรื่องให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น กระดูกซุป เปิดเรื่องด้วยการเล่าไปตามลำดับเหตุการณ์ซึ่งเริ่มที่ชีวิตประจำวันหลังเลิกงานของ นายคุ่น คนงานพิการที่กลับถึงบ้าน ภรรยาก็มักจะต่อว่าที่เงินเดือนหมดไปกับการใช้หนี้และสุรา โดยที่เธอก็เองก็ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นภรรยาที่ดี เธอเป็นหญิงที่เกียจคร้านไม่เป็นการบ้านการเรือน รักสวยรักงาม และยังชอบพูดชอบฟังแต่เรื่องซุบซิบนินทา งานทุกอย่างเลยตกเป็นภาระของคุ่น พอรู้ว่าคุ่นได้กระดูกซุปมาจากคุณหงส์มาเป็นมื้อเย็น เธอจึงเล่านิสัยของเจ้านายจากที่ได้ยินมาจากแม่บ้านในออฟฟิศให้สามีฟังและวิพากษ์วิจารณ์เจ้านายเรื่องกระดูกซุปอย่างสนุกปาก โดยไม่นึกถึงน้ำใจของผู้ให้ กระดูกซุปมื้อนี้แม้จะถูกมองว่าทำให้สามีภรรยาคู่นี้ให้อิ่มท้องไปอีกมื้อ ผู้เขียนสามารถทำให้เหตุการณ์ในเรื่องกระดูกซุปดำเนินไปอย่างต่อเนื่องโดยแสดงให้เห็นว่าจากกระดูกซุปมื้อเย็นกลายเป็นประเด็นถกเถียงในออฟฟิศในวันถัดมา เรื่องราวบานปลายคนงานซึ่งแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายที่เข้าใจเจตนาของคุณหงส์และฝ่ายที่กล่าวหาว่าคุณหงส์ดูถูกคนงาน พอเรื่องราวดำเนินมาถึงการแบ่งแบ่งพรรคแบ่งพวกนี้ทำให้เห็นได้ว่าความขัดแย้งในเรื่องนี้พบได้หลายประเด็น  ประเด็นความขัดแย้งหลักของเรื่องคือ ความขัดแย้งภายในใจคุ่น แม้จะได้ยินคนรอบข้างว่าร้ายเจ้านายว่าเจตนาดูถูกตน แต่คุ่นยังรู้จักสำนึกในบุญคุณที่เจ้านายเมตตาเพราะรู้ว่าภรรยาเขาเกียจคร้าน ไม่ใส่ใจกับอาหารการกิน หน้าที่ทำอาหารจึงเป็นเขาที่ต้องเหนื่อยหามื้อเย็นมาให้ครอบครัว และเขาเองก็รู้ดีว่ากระดูกซุปที่ได้มาเป็นกระดูกซุปที่มีเนื้อติดกระดูกอยู่มาก เนื้อนุ่มหวาน เป็นกระดูกซุปที่จัดว่าอร่อยและทำให้ครอบครัวของคุ่นอิ่มท้องกันทั้งครอบครัว เขาไม่ต้องเสียเวลาหามื้อเย็นให้ลำบาก คุ่นจึงเกิดความสับสนในใจว่าจะเลือกเชื่อฝ่ายใดมากกว่ากัน ท้ายที่สุดคุ่นก็ต้องจำยอมไม่รับกระดูกซุป โดยมีการกดดันของภรรยาที่เข้าใจเจตนาของเจ้านายผิดเป็นสิ่งชักจูง ประเด็นความขัดแย้งรอง เช่น ประเด็นความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ คือความขัดแย้งระหว่างภรรยาของคุ่นกับคุณหงส์ นายจ้าง ภรรยาของนายคุ่น เธอเป็นคนที่ร่างกายสมบูรณ์ครบถ้วนแต่กลับทำตัวเหมือนคนพิการ คือไม่ใส่ใจทำอะไรเลย อยู่ไปวันๆด้วยความสนใจเดียวคือการดูแลความสวยงามในรูปลักษณ์ภายนอก  เรื่องอาหารการกินในครอบครัวตกเป็นภาระของคนพิการอย่างนายคุ่น ตั๊กแตนมีชอบเรื่องซุบซิบนินทา เชื่อคนง่ายและอารมณ์ร้าย ตั๊กแตนจึงสามารถเอนเอียงและคล้อยตามคำยุแยงจากรอบข้างได้ง่าย ตั๊กแตนไม่ชอบคุณหงส์เพราะมองว่ากระดูกซุปที่ได้นั้นเป็นอาหารหมา พลอยคิดไปว่าคุณหงส์ดูถูกครอบครัวตน จึงกล่าวดูถูกน้ำใจคุณหงส์กลับไปอย่างไม่สำนึกบุญคุณและยังไม่รู้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร  ความขัดแย้งถัดมาคือความขัดแย้งระหว่างมนุษย์และสังคม คือความขัดแย้งระหว่างนายจ้างและบรรดาลูกจ้างในโรงงาน จากเรื่องราวกระดูกซุปมื้อเย็นกลายเป็นเรื่องราวบานปลายจนทำให้เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทั้งที่เป็นเรื่องราวที่เกิดจากคำพูดยุแยงของคนในโรงงานกลุ่มเดียว ซึ่งเคารพนายจ้างหญิงอีกคนมากกว่า พอได้ทำงานกับเจ้านายที่ชอบลงมือทำอะไรด้วยตนเองและสันโดษ ไม่ชอบนินทาว่าร้ายใครเหมือนกลุ่มพวกตนก็เกิดความไม่พอใจ คิดว่านายจ้างที่ไม่พึ่งพาลูกจ้างเป็นคนงกและไม่มีมนุษย์สัมพันธ์ ความไม่พอใจนี้ถูกสะสมมาเรื่อยๆและเล่าผ่านการซุบซิบนินทาตลอดทั้งเรื่องซ้ำยังเป็นชนวนที่ทำให้ความขัดแย้งอื่นๆทวีความรุนแรงมากขึ้นอีกด้วย

ผู้เขียนใช้การหน่วงเรื่องโดยกำหนดให้เรื่องราวความขัดแย้งดำเนินไปอย่างเข้มข้นจนถึงจุดสุดยอดของเรื่องคือครอบครัวของคุ่นเข้าใจว่านายจ้างเจตนาดูถูกครอบครัวตน ภรรยาของคุ่นบอกสามีว่าไม่ต้องรับของจากคุณหงส์อีก ก่อนที่ผู้เขียนจะคลายปมให้เห็นโดยเล่าตั้งแต่การคลี่คลายปมของตัวละครคุณหงส์ที่ตลอดทั้งเรื่องคนในโรงงานแปลเจตนาไปในทางที่ผิด คุณหงส์เป็นนายจ้างที่มีบุคลิกตรงข้ามกับสิ่งที่ถูกซุบซิบนินทาอย่างสิ้นเชิง แต่กลับถูกเหล่าลูกจ้างตัดสินอย่างไม่เป็นธรรมเพียงเพราะเธอไม่ได้เป็นนายจ้างในความคิดของคนเหล่านั้นและเรื่องราวในครอบครัวที่เธอไม่สามารถเข้ากับพี่สะใภ้ได้ ก็มีส่วนทำให้คนงานตัดสินไปว่าเธอเป็นคนร้ายลึกโดยที่คนเหล่านั้นไม่มีใครเข้าใจหรือจะมองเธอด้วยความคิดที่ปราศจากอคติ ต่อมาคือการคลี่คลายปมกระดูกซุป สัญลักษณ์สำคัญของเรื่อง กรรมวิธีการทำกระดูกซุปของคุณหงส์ที่ทำด้วยความใส่ใจในรายละเอียด พิถีพิถันมากกว่าการทำไปพอลวกๆ ทำให้เห็นว่ากระดูกซุปไม่ได้เป็นอาหารที่ผู้ให้ให้โดยไม่คำนึงถึงผู้รับ แต่เป็นอาหารที่เต็มไปด้วยความใส่ใจที่มีต่อตัวผู้รับ

ผู้เขียนปิดเรื่องโดยการจบแบบพลิกความคาดหมายของผู้อ่าน คือจบโดยการที่ครอบครัวนายคุ่นปฏิเสธกระดูกซุปจากคุณหงส์และยังพูดตอกกลับด้วยคำพูดที่ไม่ถนอมน้ำใจ เมื่อแม่บ้านเอากระดูกซุปกลับมา คุณหงส์ก็เริ่มเล่าว่ากระดูกซุปเป็นอาหารที่เธอชอบมากที่สุดเพราะช่วงชีวิตของเธอเคยมั่งมีและตกต่ำ อาหารมื้อเดียวที่ช่วยเลี้ยงชีวิตเธอและพี่น้องคือกระดูกซุปที่ถูกนำมาต้มแล้วต้มอีกจนหมดความหวาน เนื้อหมูที่ติดกระดูกมีน้อย จนเธอต้องแบ่งเวรให้น้องกินไปคนละมื้อให้ครบทุกคน พอมีชีวิตที่ดี กระดูกซุปกลับเป็นอาหารที่เธอไม่ค่อยได้ลิ้มรสเหมือนเมื่อก่อน เธอเลยอยากกลับไปหินอาหารที่เธอเคยกินอีกครั้ง เป็นเครื่องเตือนใจว่าเธอไม่เคยลืมว่าเธอมาจากไหน และไม่เคยดูถูกว่าอาหารนั้นตัดสินคุณค่าของความเป็นคน เรื่องจึงจบลงด้วยการที่เธอเอากระดูกซุปที่ครอบครัวนายคุ่นไม่เอาเพราะคิดว่าเป็นอาหารแห่งการดูถูก มาทำเป็นอาหารเย็นด้วยความคิดถึงชีวิตในวันเก่าๆและความทรงจำที่ดีในวันวาน

ในเรื่องกระดูกซุป ผู้เขียนต้องการสื่อในเรื่อง การตัดสินผู้อื่นโดยปราศจากความรู้จริง จะเห็นได้ว่าเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบเต็มไปด้วยการตัดสินคนโดยขาดความรู้จริง เช่น เมื่อเหล่าแม่บ้านพูดถึงเรื่องกระดูกซุปที่เจ้านายให้ลูกน้องว่าเป็นของเหลือ และยังพูดเสริมอีกว่าไม่รู้ว่ากระดูกซุปที่เขาได้ไปนั้นเป็นอย่างไร แต่คนเหล่านี้ล้วนใช้การสันนิษฐานตัดสินน้ำใจของผู้ให้ด้วยความไม่รู้และยังนำความไม่รู้เหล่านั้นไปนินทาว่าร้ายเจ้านายในทางเสียหายจนคนงานเกิดความเข้าใจผิดต่อเจ้านาย ผลร้ายยังเกิดขึ้นกับคนพิการอย่างคุ่น ตัวละครหลักของเรื่อง ซึ่งนอกจากจะไม่มีอาหารเย็นที่ไม่ต้องเหนื่อยหา ยังต้องกลับมาเป็นคนจัดหาอาหารทั้งที่ร่างกายตนไม่สมบูรณ์พร้อม หากมองให้ลึกจะเห็นได้ว่ามีการตัดสินคนจากความสมบูรณ์ทางกายแทรกอยู่ เหล่าคนงานต่างคิดไปว่าเจ้านายทำไปเพราะความพิการของคุ่น ซึ่งเป็นการตัดสินคนแค่เปลือกนอก ไม่มองให้ละเอียดถึงความสามารถของคนคนนั้น เรื่องราวในกระดูกซุปจึงเป็นเรื่องราวที่สมจริงและสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม ผู้เขียนนำเสนอเหตุการณ์และความคิดของตัวละครตั้งแต่ต้นจนจบได้อย่างตรงไปตรงมาและยังสะท้อนให้เห็นว่า การตัดสินของคนในเรื่องกระดูกซุปนี้อาจขยายเป็นภาพสะท้อนสังคมใหญ่ได้ เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในทุกๆสังคม ถ้าหากปัญหานี้เป็นปัญหาที่สะสมไปเรื่อยๆก็อาจทำให้เกิดคนในองค์กรหรือสังคมนั้นๆขาดความจริงใจและปรารถนาดีต่อกัน เรื่องสั้นเรื่องนี้มุ่งให้เราใช้ความคิดที่มาจากเหตุผลและความจริงในการตัดสินคนในสังคมว่าเป็นคนอย่างไร มากกว่าประโยคแห่งการรับรู้ที่ว่า “ได้ยินเขาเล่ามาว่า” อย่างน้อยเพื่อให้คนในสังคมเกิดความเข้าใจอันดีต่อกัน และความเข้าใจอันดีนี้เองที่จะก่อตัวเป็นความสามัคคีปรองดองในลำดับถัดมา ถึงเวลานั้นเวลาที่ทุกคนเปิดใจเรียนรู้กันด้วยความเข้าใจและความรู้จริง จะไม่มีกระดูกซุปหรือสิ่งอื่นใดที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือแห่งการดูถูกอีกต่อไป