วิจารณ์วรรณกรรมเรื่องสั้น
มีเป็ดบนหลังคา : ความรักที่(ไม่)เท่าเทียม

มีเป็ดบนหลังคา หนึ่งในเรื่องสั้นสิบเอ็ดเรื่องในหนังสือ “ คืนปีเสือและเรื่องเล่าของสัตว์อื่น ๆ” ของ จเด็จ กำจรเดช นักเขียนรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน ( ซีไรต์ ) ประจำปี ๒๕๖๓ โดยผู้เขียนได้ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิต ความรู้สึกของตนเองที่ต้องสูญเสียลูกชายอันเป็นที่รักด้วยโรคไข้เลือดออกผ่านวรรณกรรมเรื่องสั้น มีเป็นบนหลังคา นับว่าเป็นความแปลกใหม่และน่าสนใจอย่างยิ่งแก่กลุ่มนักอ่าน
เรื่องสั้นมีเป็ดบนหลังคาเป็นการเล่าเรื่องแบบสลับไปมาระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ซึ่งผู้เขียนได้ถ่ายทอดความรู้สึกผ่านตัวละครผม คือลูกชายคนโต เป็นเรื่องราวของครอบครัวหนึ่งที่สูญเสียลูกชายคนเล็กด้วยโรคไข้เลือดออก ทำให้บรรยากาศของครอบครัวนี้เปลี่ยนไปจากเดิม “พ่อ” จากที่เคยทำงานเขียนนิทานประกอบภา
พเป็นชีวิตจิตใจก็หยุดทำงานไปหลายเดือน ทีวีจากที่เคยแย่งกันดูเมื่อลูกชายคนเล็กเสียไปกลับไม่มีคนดูจนทีวีพังไปเอง ลูกชายคนโตจึงพยายามชวนพ่อกับแม่คุย แต่พ่อกับแม่ก็ไม่ได้ใส่ใจเขาเท่าที่ควร และเมื่อเขาพูดถึงเป็ดบนหลัง บางครั้งแม่ก็ลุกเดินหนีและสั่งห้ามไม่ให้เขาพูดถึงเรื่องเป็ด จนในที่สุดเขาก็ทำให้พ่อกลับมาเขียนนิทานอีกครั้ง หลังจากนั้นพ่อได้ขึ้นไปซ่อมแซมหลังคาพบไข่เป็ดสีทอง ทำให้แม่ตื่นเต้นดีใจที่ได้เจอไข่เป็ดบนหลังคา
“แม่บอกว่าเป็ดขึ้นบนสวรรค์ไป
แล้ว แต่ความเป็นจริงมันอยู่บนหลังคา” (หน้า ๒๓) เป็นการเปิดเรื่องที่สร้างความสนใจให้แก่ผู้อ่านเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยกระตุ้นให้ผู้อ่านเกิดความสงสัยและตั้งคำถามในใจว่าแท้จริงแล้ว เป็ดอยู่บนสวรรค์หรืออยู่บนหลังคากันแน่ นับเป็นสิ่งที่แปลกใหม่น่าสนใจและน่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง
เรื่องมีเป็ดบนหลังคาดำเนินเรื่องไปอย่างต่อเนื่อง ผู้เขียนเล่าเรื่องสลับไปมาระหว่างอดีตกับปัจจุบันและกึ่งฝันกึ่งความเป็นจริง แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกของลูกชายคนโตที่เริ่มรู้สึกว่าหลังจากที่น้องชายตนเสียชีวิตไป บรรยากาศในครอบครัวได้เปลี่ยนไปจากเดิม เขาจึงพยายามเข้าไปชวนพ่อกับแม่พูดคุยและถามในสิ่งที่ตนสงสัยเกี่ยวกับเป็ดบนหลังคาแต่คำตอบที่เขาได้รับคือโดนห้ามไม่ให้พูดถึงเป็ด จึงมาสู่ปมขัดแย้งภายในใจมนุษย์คือพ่อที่ไม่อยากพูดถึงเรื่องเป็ด เพราะเขาคิดว่าตนเองเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกต้องจากไป จะสังเกตได้ว่าเมื่อลูกชายคนโตเข้ามาชวนคุยหรือพูดถึงเป็ดบนหลังคา เขาจะพยายามไม่ตอบคำถามหรือบ่ายเบี่ยงไม่พูดถึง ความขัดแย้งต่อมาคือความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ คือความรู้สึกแม่ที่มีต่อพ่อ เพราะแม่คิดว่าพ่อเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกคนเล็กต้องจากไป ก่อนที่พ่อจะนำเป็ดมาให้ลูกเลี้ยง แม่ได้เตือนเกี่ยวกับการทำเล้าเป็ดในฤดูฝนแล้วแต่พ่อไม่ฟัง จะเห็นได้ว่าเวลาที่ลูกชายคนโตพูดเรื่องเป็ดขึ้นมา แม่จะห้ามไม่ให้พูดเรื่องนี้และบอกกับลูกชายคนโตว่ายกเป็ดให้คนอื่นไปแล้ว บางครั้งก็จะเดินหนีทันที สังเกตได้จากบทสนทนาที่ลูกชายคนโตถามพ่อว่า
“ทำไมแม่ไม่อยากให้พูดถึงเป็ด” ลูกชายคนโตถามพ่อ
“เขาเรียกอะไรล่ะ ความสะเทียนใจ” พ่อตอบ ( หน้า ๓๕)
จากข้างต้นจะเห็นว่าพ่อกับแม่ยังอาลัยอาวรณ์ ยึดติดกับลูกชายคนเล็กมากเกินไป ไม่ยอมปล่อยวางกับอดีต ยังคงรู้สึกผิดกับการจากไปของลูกชายคนเล็ก จนลืมมองความรู้สึกของลูกชายคนโต ไม่ได้ใส่ใจลูกชายคนโตเท่าที่ควร เพราะผู้เขียนใช้ตัวละครผมเล่าถึงอดีตเกี่ยวกับน้องชายตอนยังมีชีวิตอยู่ จะเห็นว่าพ่อกับแม่จะปฏิบัติต่อลูกไม่เท่าเทียม ตามใจลูกชายคนเล็กมากกว่าลูกชายคนโต ในส่วนของการหน่วงเรื่องคือการที่ลูกชายคนโตถามพ่อกับแม่เกี่ยวกับเป็ดและน้องชาย แต่พ่อแม่กลับบ่ายเบี่ยงไม่ยอมพูดสักที ประกอบกับเล่าเหตุการณ์สลับไปในอดีตกับปัจจุบัน จึงทำให้เรื่องดำเนินไปเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นอีกกลวิธีหนึ่งในการเล่าเรื่องของ จเด็จ กำจรเดช ทำให้ผู้อ่านนั้นลุ้นและอยากติดตามต่อไปว่าเรื่องจะจบอย่างไร
เรื่องเป็ดบนหลังคาได้ดำเนินมาถึงจุดสุดยอดคือตอนที่ลูกชายได้ชวนพ่อคุย เสนอไอเดียเกี่ยวกับนิทานที่เขาจินตนาการประกอบกับความฝันในคืนที่ผ่านมาของเขา เมื่อคุยกับพ่อเสร็จสังเกตได้จากคำตัดพ้อของเขาที่ว่า “พ่อคงลืมไปแล้วว่าผมยังอยู่ น้องไม่อยู่แล้วแต่ผมยังอยู่” (หน้า ๓๖) แสดงให้เห็นว่าลูกชายคนโตถึงแม้ว่าไม่ได้เรียกร้องอะไรจากพ่อแม่ แต่เขาก็สัมผัสได้ถึงการเอาใจใส่ของพ่อกับแม่ที่มีต่อลูกทั้งสองอย่าง “ไม่เท่าเทียบกัน” แสดงให้เห็นถึงความน้อยใจและต้องการความรักจากพ่อแม่เหมือนกับเด็กทั่วไป และในที่สุดพ่อจึงยอมหยิบกระดาษกับดินสอเขียนนิทานอีกครั้ง และปิดเรื่องโดยพ่อขึ้นไปซ่อมหลังคาบ้านเจอไข่เป็ดสีทอง ทำให้ทุกคนรู้ว่ามีเป็ดบนหลังคา สื่อให้เห็นว่าเป็ดก็คือลูกชายคนโตของเขาที่ทุกคนรู้ว่ามีชีวิตอยู่แต่ไม่ได้เอาใจใส่หรือสนใจเท่าที่ควร แต่สุดท้ายพ่อกับแม่ก็เห็นความสำคัญของลูกชายคนโต จึงเป็นการปิดเรื่องแบบสุขนาฏกรรม
จากโครงเรื่องข้างต้นจะเห็นว่ามีความสัมพันธ์กับชื่อเรื่อง โดยผู้เขียนใช้เป็ดเป็นสัญลักษณ์แทนลูกชายคนโตเพื่อแสดงทรรศนะของตนที่มีต่อลูกชายคนเล็กที่เสียชีวิตไปด้วยโรคไข้เลือดออกจนละเลยสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงครอบครัวในสังคมปัจจุบันหลายครอบครัวที่กำลังประสบอยู่ เพื่อเป็นการเตือนผู้อ่านไม่ให้จมปลักกับเรื่องราวในอดีตจนมองข้ามความรู้สึกของคนรอบข้างที่อยู่ในปัจจุบัน และการที่ผู้เขียนใช้กลวิธีการเล่าเรื่องแบบสลับไปมาอดีตกับปัจจุบันทำให้ผู้อ่านเข้าใจปมปัญหาของเรื่อง ภูมิหลังของตัวละครแต่ละตัว ว่าทำไมพ่อกับแม่ถึงเปลี่ยนไปแปลงไปจากเดิม และทำให้ผู้อ่านเข้าใจความรู้สึกของตัวละครผมมากขึ้น บางฉากผู้เขียนใช้กลวิธีการเล่าเรื่องแบบกึ่งจริงกึ่งฝัน เป็นการเล่าเรื่องแปลกแหวกแนวไปจากวรรณกรรมเรื่องสั้นเรื่องอื่น ๆ สร้างความตื่นตาตื่นใจต่อนักอ่านหลายคน แต่ถ้าหากผู้ที่มีประสบการณ์อ่านน้อยก็จะเป็นการยากที่จะเข้าใจเรื่องที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อและตีความได้ยาก
แก่นเรื่องเป็ดบนหลังคา ผู้เขียนแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของครอบครัวในสังคมปัจจุบัน พ่อแม่มักจะปฏิบัติต่อลูกไม่เท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นความรัก การดูแลเอาใจใส่ ที่แสดงออกได้อย่างชัดเจนเช่นเดียวกับวรรณกรรมเรื่องสั้นเรื่อง มีเป็ดบนหลังคา พ่อแม่จะสนใจลูกคนเล็กมากกว่าลูกคนโต ซึ่งครอบครัวในสังคมปัจจุบันเห็นได้ชัดหลายครอบครัว การที่พ่อแม่แสดงออกเช่นนี้จะทำให้เด็กเกิดปมปัญหาภายในจิตใจ และเกิดการตั้งคำถามว่าทำไม? พ่อแม่ถึงรักน้องมากกว่าพี่ หรือรักพี่มากกว่าน้อง เมื่อเด็กเติบโตไปหากขาดการดูแลเอาใจใส่และได้ความรักจากพ่อแม่อาจทำให้เด็กเป็นเด็กที่มีปัญหาได้ ดังนั้นพ่อกับแม่ ควรปฏิบัติกับลูกทุกคนอย่างเท่าเทียม ให้ความรัก ดูแลเอาใจใส่กับลูกทุกคน ไม่เมินเฉยกับปัญหาที่ลูกแต่ละคนพบเจอ
เรื่องมีเป็ดบนหลังคา ผู้เขียนได้ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านความรู้สึกอันแท้จริงของผู้เขียน โดยใช้ตัวละครบุรุษที่๑ คือตัวละครผม (ลูกชายคนโต) เป็นผู้ดำเนินเรื่อง จัดเป็นตัวละครมิติเดียว เพราะมีลักษณะนิสัยด้านเดียว ไม่มีความขัดแย้งกับตัวละครอื่น ๆ มีลักษณะธรรมชาติของความเป็นเด็กในตัว ช่างสังเกตและจินตนาการ อยากรู้อยากเห็นเหมือนกับเด็กทั่วไป เป็นผู้เก็บรายละเอียด ใส่ใจคนรอบข้างสังเกตได้ว่า ตัวละครผมจะจดจำรายละเอียดของน้องชาย พ่อ แม่ ได้ทุกคนแต่ในทางตรงกันข้าม เขานั้นเองเป็นผู้ที่ถูกลืม จะเห็นว่าเวลาที่เขาเห็นพ่อแม่นิ่งเงียบ เขาก็จะเข้าไปชวนคุยเรื่องต่าง ๆ รวมไปถึงเรื่องน้องชาย แต่เมื่อพ่อไม่อยากคุยและพยายามบ่ายเบี่ยงไม่พูดถึงน้องชาย ตัวละครผมจึงพูดกับพ่อว่า “ครับผมรู้ แค่อยากชวนพ่อคุย” (หน้า ๓๖) แสดงให้เห็นว่าถึงแม้ว่าเขาจะเป็นเด็ก แต่เขาก็ใส่ใจและเห็นความสำคัญของคนรอบข้าง การที่ตัวละครผมพูดเช่นนี้เป็นการย้ำให้พ่อรู้สึกได้ว่า มีลูกชายอีกคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ทำให้พ่อของเขาปล่อยวางกับอดีตและหันมาใส่ใจคนรอบข้าง และมองเห็นความรู้สึกตัวละครผมอีกครั้ง การที่ผู้เขียนสร้างลักษณะตัวละครผมเช่นนี้ ทำให้ผู้อ่านเห็นใจและเข้าใจความรู้สึกของลูกชายคนโตที่ถูกหลงลืมมากขึ้น ตัวละครผมจึงจัดเป็นตัวละครที่มีความสมจริง ถ้าเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน ซึ่งมีความเป็นเด็กไร้เดียงสาเหมือนกับเด็กทั่วไป การที่ผู้เขียนใช้ตัวละครผมซึ่งเป็นตัวละครเด็ก จึงทำให้เรื่องดำเนินไปอย่างราบเรียบโดยไม่มีความขัดแย้งที่รุนแรง เหมือนกับวรรณกรรมเรื่องสั้นเรื่องอื่น ๆ
ตัวละครต่อมาคือพ่อ จัดเป็นตัวละครหลายมิติหรือตัวละครแบบพลวัต เพราะมีการเปลี่ยนแปลงบุคลิกลักษณะไปตามสถานการณ์ ในเรื่องจะเห็นว่าตอนลูกชายคนเล็กยังอยู่ พ่อจะมีลักษณะที่ร่าเริง มักทำกิจกรรมร่วมกับลูก ๆ เช่นการดูทีวี เล่านิทานสนุก ๆ ให้ลูกฟัง และเขียนภาพประกอบนิทาน แต่เมื่อลูกชายคนเล็กเสียไป ทำให้พ่อมีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม คือนิ่งเงียบมากขึ้น ไม่ดูทีวี หยุดทำงานวาดภาพประกอบนิทานไปหลายเดือน ซึ่งลักษณะที่เปลี่ยนไปของพ่อเช่นนี้ จเด็จ กำจรเดช ต้องการแสดงให้เห็นถึงความรัก ความรู้สึกอันแท้จริงของตนที่มีต่อลูก ทำให้ผู้อ่านได้เข้าใจความรู้สึกของคนเป็นพ่อที่ต้องสูญเสียลูกไปในเวลาอันรวดเร็ว และไม่อาจยอมรับได้ ตัวละครพ่อจึงมีลักษณะที่สมจริงเพราะเป็นความรู้สึกจริง ๆ ที่ผู้เขียนต้องการสื่อผ่านเรื่องมีเป็ดบนหลังคา
ส่วนตัวละครสุดท้าย ตัวละครแม่จัดเป็นตัวละครหลายมิติหรือตัวละครแบบพลวัตเช่นเดียวกับตัวละครพ่อ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงบุคลิกลักษณะไปตามสถานการณ์ คือในตอนที่ลูกชายคนเล็กยังอยู่แม่จะไม่นิ่งเงียบเหมือนตอนที่ลูกชายคนเล็กจากไป เวลาลูกชายคนโตถามเรื่องเป็ดบนหลังคา แม่จะสั่งห้ามไม่ให้พูดเรื่องเป็ดอีกเพราะทำใจกับการจากไปของลูกชายคนเล็กไม่ได้ และคิดว่าเป็ดก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ลูกตาย ซึ่งจะเห็นว่าตัวละครแม่มีความสมจริงเพราะมีลักษณะนิสัยเหมือนกับมนุษย์ทั่วไป บุคลิกเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุการณ์ที่พบเจอ ถึงแม้ว่าแม่จะเอาใจใส่ รัก และยึดติดกับลูกคนเล็กมากเกินไป แต่เมื่อเรื่องดำเนินไปจนถึงตอนสุดท้าย แม่พบไข่เป็ดบนหลังคาแม่จึงรู้ว่ามีเป็ดบนหลังคาจริง ๆ เป็ดจึงเป็นสัญลักษณ์แทนลูกชายคนโตนั้นก็คือ ทำให้แม่รู้ว่ายังมีลูกชายคนโตอีกหนึ่งคน ซึ่งเป็นสิ่งมีค่าควรดูแลรักษาเหมือนกับไข่เป็ดสีทอง นับว่าตัวละครแม่ก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน เพราะเป็นตัวละครที่ทำให้ผู้อ่านเข้าความรู้สึกหัวอกคนเป็นแม่ที่ต้องสูญเสียลูกไป และทำให้ผู้อ่านเข้าใจเนื้อเรื่องมาก
จากที่กล่าวมาข้างต้นเรื่องเป็ดบนหลังคา เป็นหนึ่งในวรรณกรรมเรื่องสั้นที่น่าสนใจ ภาษาในเรื่องอ่านง่าย ไม่ซับซ้อน ผู้เขียนเล่าเรื่องได้สั้น กระชับ เข้าใจง่าย ในส่วนของโครงเรื่องและแก่นเรื่อง มีความสอดคล้องกับชื่อเรื่อง ตัวละครมีความสมจริง ใช้กลวิธีการเล่าเรื่องที่แปลกใหม่ไปจากเรื่องสั้นเรื่องอื่น ๆ โดยใช้การเล่าเรื่องแบบกึ่งฝันกึ่งความเป็นจริง และมีจุดเด่นในการเล่าเรื่องคือ การเล่าเรื่องโดยใช้ความรู้สึกอันแท้จริงของผู้เขียนเอง และเป็นการเล่าเรื่องผ่านชีวิตจริงของนักเขียนโดยกลั่นกรองมาจากห้วงลึกของหัวใจ เป็นการรำลึกถึงลูกชายคนเล็กที่เสียไป ผ่านตัวหนังสือให้นักอ่านได้สัมผัสถึงความรู้สึกนั้น ซึ่งหาอ่านได้ยากจากงานวรรณกรรมประเภทอื่น ๆ
อ้างอิง
จเด็จ กำจรเดช.(2563). คืนปีเสือ และเรื่องเล่าของสัตว์อื่น ๆ. กรุงเทพฯ. ผจญภัย.
โดย
นางสาวนุสรา มะลิรัมย์
รหัสนักศึกษา ๖๑๐๑๑๓๑๑๕๐๑๔
คณะครุศาสตร์ สาขาภาษาไทย หมู่ ๑ ปี ๓