ความรักไงล่ะ ที่แกพร้อมจะให้แก่เราทุกเมื่อเชื่อวัน

      วรรณกรรมเรื่องบึงหญ้าป่าใหญ่ เป็น 1 ในหนังสือดี 100 เล่ม เป็นวรรณกรรมที่เยาวชนที่ต้องอ่านก่อนโต วรรณกรรมเยาวชนที่มีความเหมาะสมทั้งทางด้านเนื้อหาและวรรณศิลป์ ซึ่งเป็นในรูปแบบของนวนิยาย ผู้ประพันธ์ คือ เทพศิริ  สุขโสภา ตีพิมพ์รวมเล่มครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2522 และตีพิมพ์ซ้ำอีกครั้งใน พ.ศ.2549

                วรรณกรรมเรื่องบึงหญ้าป่าใหญ่ เป็นเรื่องราวของ “ผม” กับ “โทน” ที่มีความสัมพันธ์ไม่ค่อยลงรอยกัน ผมเป็นเด็กดีประพฤติอยู่ในกรอบตามแนวทางที่คนส่วนมากมองว่าดี ส่วนโทนเป็นเด็กหนีเรียนที่ใครต่างมองว่าเป็นเด็กเกเร ผมปิดกั้นตัวเองจากโทนแต่ก็แอบสนใจอยู่บ้าง ด้วยความที่โทนเป็นคนช่างพูดช่างเจรจา ถือว่าเป็นนักเล่าเรื่องก็ว่าได้ แต่เมื่อเขาทั้งสองเริ่มมีปฏิสัมพันธ์ ซึ่งต่างฝ่ายต่างเป็นส่วนเติมเต็มให้แก่กัน ความสัมพันธ์เริ่มดีขึ้นตามลำดับ และเมื่อเวลาผ่านไปความทรงจำยังคงเดิม

          โครงเรื่องบึงหญ้าป่าใหญ่สามารถเป็นออกเป็นโครงเรื่องใหญ่และโครงเรื่องย่อย ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นมิตรภาพ ความทรงจำ และความงามของความคิดในวัยเด็ก เกิดจากความแตกต่างระหว่างสองตัวละคร คือ ผมกับโทน เนื่องจากผมคิดว่าโทนเป็นเด็กไม่ดี หนีเรียน อันเกิดจากสถานภาพทางครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ ส่วนผมที่อยู่ในครอบครัวที่สมบูรณ์มีพ่อแม่ปูทางเดินชีวิตไว้ให้เรียบร้อย จะทำให้ชักนำไปในทางที่ไม่ดี  แต่ผมก็มีความสนใจโทนอยู่ไม่น้อย เพราะบุคลิกของโทนเป็นด้านหนึ่งที่ผมไม่มี คือ ความกล้าทั้งด้านการกระทำและความคิด เมื่อทั้งสองได้เริ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน จึงเกิดความเข้าใจกันขึ้น เพราะต่างเป็นส่วนเติมเต็มให้แก่กัน ได้แก่ โทนมาเติมเต็มความกล้าของผม ผมไปเติมเต็มด้านความอบอุ่นและด้านการเรียนให้กับโทน จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน โดยใช้บึงหญ้าใหญ่เป็นสถานที่สำคัญทำให้เกิดมิตรภาพต่อกัน และความทรงจำนั้นไม่เลือนหายไปจากใจของใคร

          จะเห็นได้ว่าผู้แต่งวางโครงเรื่องได้อย่างลึกซึ้ง แต่ไม่ซับซ้อน โดยใช้ความรู้สึกขาดของตัวละคร และเติมเต็มกันไปอย่างแนบเนียน และสอดคล้องกับความจริงของมนุษย์เรา กล่าวคือ เมื่อใครได้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตใครแล้วก็ยากจะลืมออกไปจากหัวใจได้ ประกอบเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวัยเด็กอันเป็นวัยที่ใช้จิตนาการ และมีความสุขมากที่สุดกว่าทุกช่วงวัยชีวิต

          นอกจากนี้ยังมีโครงเรื่องย่อยที่ทำให้เรื่องมีความสมบูรณ์มากขึ้น กล่าวคือเหตุการณ์ที่เกิดจากสภาพสังคมที่มีความแตกต่างทางด้านฐานะ สามารถแบ่งได้เป็นกลุ่มที่มีความพร้อมและยังพร่องด้านความพร้อมอยู่ ทำให้เห็นสภาพสังคมได้อย่างชัดเจน จะเห็นได้จากต้นเรื่องที่ผู้แต่งได้บรรยายไว้อย่างชัดเจน การที่ผมได้รับเลือกจากปู่เพราะอ่านหนังสือออก หรือแม้แต่ตอนที่ผมกับโทนอยู่ด้วยกัน เช่น ตอนที่โทนปกป้องผมในตอนที่โดนเด็กตัวใหญ่รังแก ตอนที่โทนและเพื่อนไปช่วยปู่กับหลานระหว่างทางกลับ ตอนที่โทนพาผมไปปล้น เป็นต้น

          การตั้งชื่อเรื่องว่า “บึงหญ้าป่าใหญ่” เป็นการยกเอาฉากสำคัญของเรื่องคือ “บึงหญ้าใหญ่” มาเป็นชื่อเรื่อง เป็นสถานที่แห่งความสนุกสนานและความจริงที่สังคมไม่ได้รับรู้ กลายเป็นบ่อเกิดของมิตรภาพนั่นเอง ทั้งนี้วรรณกรรมเรื่องนี้มีการตั้งชื่อตอน เช่น วันแรก เริ่มเรียน คดีขว้างแมง ปล้น เยือนถิ่น เป็นต้น โดยมีทั้งหมด 17 ตอน ถือว่าเป็นลักษณะเด่นก็ว่าได้ ชื่อตอนจะมีความสอดคล้องกับเนื้อหาภายในตอน ทำให้ชวนให้ผู้อ่านอ่านต่อ และนำไปสู่การเปิดเรื่องต่อไป

          การเปิดเรื่อง ทั้งตอนต้นเรื่องและต้นตอนเน้นการบรรยายธรรมชาติที่สวยงาม โดยใช้พรรณนาโวหารเป็นหลัก ผู้อ่านจึงเห็นภาพได้อย่างชัดเจน หากจะกล่าวถึงการเปิดเรื่องของต้นเรื่องมีชื่อตอนว่า “วันแรก” มีการบรรยายธรรมชาติที่งดงามในช่วงเปิดภาคเรียนหรือต้นฤดูฝน มีการกล่าวถึงสถานที่รวม ๆ ภายในเรื่องและที่ขาดไม่ได้คือ “บึงหญ้าใหญ่” ที่มีความอุดมสมบูรณ์ของพืชพรรณ สัตว์ อีกด้วย และกล่าวถึงสถานที่ที่ทำให้ผมกับโทนรู้จักกัน นั่งคือ โรงเรียน ในวันเปิดเทอมแสดงความต่างทางสังคมได้อย่างชัดเจนระหว่างกลุ่มคนที่มีความพร้อมและกลุ่มที่ยังพร่องความพร้อมอยู่ อันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ตัวละครสร้างประสบการณ์ให้แก่กันและเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

           ความขัดแย้งหรือปมภายในเรื่องนี้เป็นไปแบบไม่ซับซ้อน แต่ก็ใช่ว่าจะดำเนินเรื่องไปอย่างราบเรียบซึ่งอาจทำให้ผู้อ่านน่าเบื่อ การผูกปมขัดแย้งเป็นการกำหนดทิศทางของเรื่อง ปมความขัดแย้งเริ่มจากความขัดแย้งภายในตัวเองของผม ซึ่งมีความคิดที่ไม่ชอบโทน เพราะเป็นเด็กที่ผู้ใหญ่มองว่าเกเร แต่ก็มีความสนใจโทนอยู่ไม่น้อย นำไปสู่ปมขัดแย้งระหว่างผมกับโทน ทำให้ผมไม่กล้าเข้าใกล้โทน และผมไม่ไว้ใจโทน เพราะโทนขึ้นชื่อว่าเป็นเด็กเกเร จะเห็นได้ว่าที่กล่าวมานั้นเป็นปมหลักของเรื่อง

          นอกจากนี้ยังมีปมความขัดแย้งอื่น ๆ ที่ทำให้วรรณกรรมเรื่องนี้มีสีสันมากขึ้น ในที่นี้จะขอแยกออกไปตามประเภทของปมความขัดแย้งดังนี้ ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ การผูกปมประเภทนี้ปรากฏตลอดทั้งเรื่อง เช่น ความขัดแย้งระหว่างผมกับเพื่อนตัวใหญ่ที่ชอบรังแก ความขัดแย้งระหว่างครูลูกจันทน์กับโทน เป็นต้น ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับสังคม เช่น ความขัดแย้งของผู้ปกครองกับโทน สังคมของผู้ปกครองที่มองว่าโทนเป็นเด็กเกเร ความขัดแย้งของผมกับเพื่อน การที่ไม่มีใครพูดหรือเล่นด้วยตอนผมแข่งกีฬาแพ้ เป็นต้น ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับสิ่งเหนือธรรมชาติ คือความขัดแย้งของโทนกับโชคชะตา กล่าวคือโทนไม่สามารถหลีกเลี่ยงความโดดเดี่ยวอ้างว้างได้ เนื่องจากไม่มีพ่อและแม่ให้ความอบอุ่น และความขัดแย้งภายในใจมนุษย์ นอกเหนือจากความขัดแย้งภายในใจผมแล้ว ยังมีความขัดแย้งภายในใจของครูลูกจันทน์ ที่ลงโทษเด็กแต่กลับมาเสียใจเนื่องด้วยความสงสาร

          จะเห็นได้ว่าปมความขัดแย้งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในเรื่องสอดรับกันอย่างสมเหตุสมผล ทำให้วรรณกรรมเรื่องนี้ดูสมจริงยิ่งขึ้น เพราะทุกปมความขัดแย้งล้วนมีที่มาหรือสาเหตุและเป็นเหตุนำไปสู่ปมถัดไปอย่างสมดุล ทำให้น่าติดตามในตอนต่อไป

          การหน่วงเรื่องเกิดหลังจากที่ผู้แต่งได้สร้างปมปัญหาและก็ดำเนินต่อไปและทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ การหน่วงเรื่องในเรื่องบึงหญ้าป่าใหญ่ไม่ค่อยเห็นเด่นชัด แต่ก็มักจะเป็นเรื่องราวที่ตัวละครของผมกับโทนมีความใกล้ชิดและได้เรียนรู้เรื่องราวระหว่างกันมากขึ้น จนทำให้เกิดมิตรภาพที่ดีต่อกัน

          จุดสุดยอด คือความขัดแย้งหรือปัญหาดำเนินมาอย่างถึงขีดสุด เนื่องจากบึงหญ้าป่าใหญ่เป็นวรรณกรรมเยาวชน จึงเห็นไม่ค่อยเด่นชัดเช่นเดียวกันกับการหน่วงเรื่อง ซึ่งอาจเกิดจากตัวละครโทนพาตัวละครผมไปปล้น อันที่จริงแล้วจึงทำให้พบว่าโทนไม่ใช่คนไม่ดี เกเร ขี้ขโมยอย่างที่คนอื่นคิด โทนเป็นเด็กดีมีน้ำใจ ช่วยเหลือผู้อื่น

          การคลายปม ในเรื่องบึงหญ้าป่าใหญ่มีการสร้างปมขึ้นมาเพื่อสอดรับกับปมใหญ่ กล่าวคือปมความขัดแย้งต่าง ๆ สร้างมาเพื่อให้เข้าใจตัวละครมากขึ้น ปมค่อย ๆ คลายไปทีปม ไม่เกิดความซับซ้อนแต่อย่างใด โดยเริ่มจากตัวละครผมเริ่มไว้ใจ เชื่อใจตัวละครโทน รวมถึงเข้าใจความรู้สึกโดดเดี่ยวเป็นอย่างไรและนำไปสู่การเปิดใจยอมรับและเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนกล้าหาญในที่สุด

          การปิดเรื่องของวรรณกรรมเรื่องบึงหญ้าป่าใหญ่เป็นการจบแบบโศกนาฏกรรม ด้วยความจริงที่ว่าผมกับโทนรอคอยการกลับมาพบกันในช่วงเวลาที่ผันเปลี่ยนไปและก็สมปรารถนา ความรู้สึก ความทรงจำต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นและหวนกลับคืนมา แต่พวกเขาสองคนไม่สามารถกลับมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้อีกต่อไป เพราะความต่างทางสังคมนั้นมีมากกว่า ความละอายใจเกิดขึ้นทั้งสองฝ่าย นับว่าเป็นเรื่องเศร้าที่ยังมีแง่ดีอยู่บ้าง คือ มิตรภาพไม่เคยเลือนหายไป

          ตัวละครในเรื่องบึงหญ้าป่าใหญ่มีตัวละครหลักอยู่ 2 ตัวละครคือ ผม และ โทน สามารถกล่าวได้ว่าทั้งสองตัวละครเป็นตัวละครประเภทน้อยลักษณะ เนื่องด้วยจากความที่ยังอยู่ในวัยเด็ก ตัวละครโทนถูกถ่ายทอดออกมาในมุมมองของตัวละครผม หากพิจารณาทั้งสองตัวละครแล้วอาจเป็นไปได้ดังนี้

          ตัวละครผม เป็นตัวละครน้อยลักษณะที่มีความสมจริง กล่าวคือ มีการเปลี่ยนอุปนิสัยไปตามประสบการณ์ แต่เดิมนั้นเป็นเด็กน้อยวัยใส ค่อยข้างขี้อาย ไม่กล้าแสดงออก อยู่ในกฎระเบียบของผู้ใหญ่ที่วางไว้ให้ เรียนหนังสือเก่ง อยากให้โทนมาคอยปกป้อง ต้องการความรัก เมื่อได้พบกับโทนจึงมีความกล้าที่จะทำบางอย่างมากขึ้น โดยผ่านประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ได้เรียนรู้มาจากโทน

          ตัวละครโทน เป็นตัวละครน้อยลักษณะที่มีความสมจริง กล่าวคือ หากดูภูมิหลังของตัวละครก็สามารถเข้าใจได้ว่า การที่ตัวละครกระทำเช่นนั้นเนื่องมาจากขาดความอบอุ่น จึงกลายกลายเป็นคนที่มีความกล้าแก่น มีความเป็นผู้นำสูง ออกนอกขนบไปบ้างเพราะขาดการอบรมเลี้ยงดู แต่หากดูที่พิจารณาก้นบึ้งของหัวใจอันเป็นนิสัยแล้ว เป็นคนมีน้ำใจ คอยช่วยเหลือผู้อื่น อยากปกป้องดูแลผม เรียนซ้ำชั้นแต่มีประการณ์การใช้ชีวิต

          จะเห็นได้ว่าสองตัวละครมีความแตกต่างกัน เป็นหนึ่งในกลวิธีการแต่งของผู้แต่งที่ทำให้เรื่องราวดำเนินไปอย่างเข้มข้น ความต่างทำให้เกิดการถ่ายโอนพฤติกรรมให้แก่กัน หรืออาจแสดงให้เห็นถึงการที่มาจากสภาพแวดล้อมสังคมที่แตกต่าง แต่โลกจินตนาการและมิตรภาพไม่เคยกีดกั้นในวัยเด็ก ต่างมาเติมเต็มความรัก ความรู้สึก ในส่วนที่ขาดหายให้แก่กัน ภาพรวมจึงมีความสมจริงและสมเหตุสมผลกับผลที่เกิดขึ้นของตัวละคร กล่าวคือ ผมโหยหาความอิสระ ความกล้าหาญ ซึ่งเป็นสิ่งที่โทนมี โทนโหยหาความอบอุ่นและเข้าใจเขาว่าไม่ได้เป็นอย่างคนในสังคมหมิ่นมองซึ่งผมก็เรียนรู้และไปอยู่ในจุดนั้น มีประโยคที่บ่งบอกว่าโทนเป็นส่วนหนึ่งที่เติมเต็มผม คือ “เราเรียนรู้จากกันและกัน แต่แกได้ให้แก่เรามาก เพราะว่าแกมียิ่งกว่าลูกไม้อร่อย ๆ ที่แกเที่ยวหามาฝาก มีมากกว่าเรื่องสนุก ๆ ที่แกชอบเล่านำ แกมีสิ่งที่วัยเด็กของเราร่ำหาอยากได้ ความรักไงล่ะ ที่แกพร้อมจะให้แก่เราทุกเมื่อเชื่อวัน  (เทพศิริ​ สุขโสภา, 2555 : 307) จะเห็นได้ว่าความรักเป็นส่วนหนึ่งและส่วนสำคัญที่เขาทั้งสองเติมเต็มให้แก่กัน

          นอกจากนี้มีตัวละครรองที่ทำให้เนื้อเรื่องมีสีสันและเข้มข้น เช่น ยายแม้น ปู่บึง ปู่เรือ ครูลูกจันทน์ โหนก กีด บูด แห้ง เป็นต้น เป็นตัวละครน้อยลักษณะเช่นกัน และตัวละครเหล่านี้ช่วยเสริมบทบาทของตัวละครหลักอย่างผมและโทนให้โดดเด่นขึ้น และต่างสร้างมิตรภาพที่ดีให้แก่กัน

          วรรณกรรมเรื่องบึงหญ้าป่าใหญ่ ผู้แต่งต้องการจะสื่อถึงเรื่องของ “มิตรภาพในวัยเด็ก” เป็นแนวคิดหลัก กาลเปลี่ยนสถานะทางสังคมแปรไปเช่นไร แต่ความทรงจำ ความรู้สึกยังหอมหวานอยู่เสมอ แต่เมื่อความเป็นผู้ใหญ่เข้ามามีบทบาทในชีวิตความหอมหวานเหล่านั้นอาจเลือนหายไป ซึ่งสภาพความเป็นจริงในสังคมเราส่วนใหญ่ต่างก็เป็นเช่นนั้น คือ หลงลืมความเป็นเด็กออกไป เห็นได้จากตัวละครผมซึ่งเป็นความคิดดังนี้ “ในโลกนี้แม้สักคนเดียวก็แทบไม่มีที่จะรักษาการมองเห็นอย่างวัยเด็กไว้ได้ดวงตาฉันแข็งกระด้างเพราะว่าฉันเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นทุกทีฉันอยากมีการมองเห็นอันอ่อนโยนแห่งวัยเยาว์ชั่วกาลนาน”​ (เทพศิริ​ สุขโสภา, 2555 : 306) และความเป็นเด็กเหล่านี้นำมาซึ่งความรักที่ไร้ขีดจำกัด กล่าวคือ ไม่มีกรอบมากำหนดว่าควรรักหรือไม่ควรรัก ไม่มีฐานะการศึกษามาแบ่งกั้น ไม่มีแม้แต่ความรู้สึกที่แตกต่างที่ทำให้แปลกแยกจนกลายเป็นความอึดอัดอย่างที่ผู้ใหญ่มี

          นอกจากนี้ยังเป็นวรรณกรรมที่สะท้อนสังคมไทยเป็นอย่างดีในแง่ของวิถีชีวิต ในเรื่องของสภาพสังคม ผู้คนส่วนใหญ่ยังหาเช้ากินค่ำ สังคมยังมีการแบ่งแยกชนชั้น และเมื่อได้มาพบปะชุมนุมกันมักจะมีเรื่องเล่าลับหลังผู้อื่นเสมอ จะเห็นได้ว่าสิ่งเหล่านี้ยังปรากฏอยู่ในสังคมไทยในปัจจุบัน การนินทานำมาสู่การตัดสินผู้อื่นอย่างไม่ได้สนใจเหตุผลและความจริงในส่วนอื่นนั่นเอง ดังนั้นเป็นที่สังเกตว่าผู้เขียนแฝงแนวคิดนี้ไว้อย่างแนบเนียน

          ในด้านการศึกษาผู้คนในสมัยนั้นยังไม่ให้ความสนใจเรื่องของการศึกษาเท่าที่ควร เนื่องด้วยสภาพสังคมที่ได้กล่าวมา ผู้ปกครองเห็นว่าการที่ลูกซ้ำชั้นเป็นเรื่องดี เพราะไม่มีเงินเพียงพอที่จะซื้อชุดนักเรียนใหม่ หนังสือใหม่ให้ลูก จึงถือว่าเป็นเรื่องประหยัด แต่ก็มีเด็กที่อ่านออกเขียนได้อย่างตัวละครผม ตัวละครสึก ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในครอบครัวที่มีความพร้อมเป็นต้นทุน

          ความเชื่อทางพระพุทธศาสนาได้ปรากฏอยู่ในเรื่องนี้ด้วย ซึ่งเชื่อในเรื่องนรก-สวรรค์ เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับสังคมไทยมานาน เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คน เชื่อว่าทำบุญมากก็จะได้ขึ้นสวรรค์ ทำบาปฆ่าสัตว์ก็จะตกนรก ดังจะเห็นได้จากคำพูดของปู่ “อยากไปนรกกันจริง ๆ หรือไอ้หนู พวกฆ่าสัตว์ตัดชีวิต พวกชอบดักนกจับปลาทั้งนั้น ปู่ไม่เอาด้วยหรอก พายเรือดีกว่า” (เทพศิริ​ สุขโสภา, 2555 : 146) หรือ “เอาเงินไปฝากพระไว้กินชาติหน้า หวังจะไปมีความสุขบนสวรรค์” (เทพศิริ​ สุขโสภา, 2555 : 144)

          ทั้งนี้เรื่องของแนวคิดที่กล่าวมาทั้งหมดต่างมีความสัมพันธ์กันและทำให้แนวคิดหลักของเรื่องให้เด่นชัดขึ้น แนวคิดที่ได้จากเรื่องบึงหญ้าป่าใหญ่จึงเหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัยไม่เพียงแต่เยาวชนเท่านั้น ซึ่งให้แง่คิดให้กับผู้อ่านได้อย่างแยบยล

          บทสนทนาในเรื่องบึงหญ้าป่าใหญ่ ช่วยสะท้อนบุคลิกลักษณะของตัวละครและช่วยดำเนินเรื่องไปอย่างไม่น่าเบื่อ ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างบทสนทนาที่แสดงให้เห็นถึงลักษณะของตัวละครหลักคือผมกับโทน และบทสนทนายังทำให้การดำเนินเรื่องราวสมบูรณ์ขึ้นอีกด้วย

          ตัวละครผมที่มีความอ่อนหวาน สังเกตได้จากบทสนทนาที่ผมพูดคุยกับแม่ เช่น  “แม่จ๋า บ้านเราอยู่ใต้วัดใช่ไหม จ๊ะ” “แม่จ๋า จะต้องกินข้าวอีกกี่คำฉันถึงจะโต” “แม่จ๋า กลับบ้านเรานะแม่นะ(เทพศิริ  สุขโสภา, 2555 : 18 - 19) เป็นต้น เมื่อผมได้รู้จักโทนมากขึ้นจึงให้ความช่วยเหลือโทนในด้านต่าง ๆ เช่น “ใช่ ต่อไปนี้ฉันจะอ่านให้แก แล้วก็เขียนให้แก ทุกคำที่ฉันอ่าน ทุกคำที่ฉันเขียนเป็นของแก โทน” (เทพศิริ  สุขโสภา, 2555 : 229) เป็นต้น

          ตัวละครโทน มีบทสนทนาที่แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นคนช่างจินตนาการ เช่น “ใช่ แกต้องรู้ไว้ด้วยนะว่าไฟมันชอบเข้าไปซ่อนในไม้ ลองไปทำกับมันไม่ดีซิ เปลวไฟก็จะลุกขึ้นมาขม้ำกินไม้แข็ง ๆ ทันทีคายออกไปเป็นควันดำ ๆ แล้วยังทำให้เป็นผงขาว ๆ เบาหวิว ยังมีอีกเยอะที่ไฟชอบเข้าไปซ่อน แต่มันชอบอยู่ในไม้ คนเขาถึงชอบเอามาทำฟืนหุงข้าวไงล่ะ ก็เพราะว่าในฟืนมันมีไฟ”  (เทพศิริ  สุขโสภา, 2555 : 60) เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีบทสนทนาที่ทำให้เห็นว่าโทนเป็นผู้นำ เช่น “โหนก แกไต่เข้าไปเอาไม้แผ่นนี่พาดตรงปลาย แล้วจับให้สองคนนั้นนั่ง”(เทพศิริ  สุขโสภา, 2555 : 88) เป็นต้น แต่กระนั้นโทนก็เป็นตัวละครปฏิปักษ์กับครูลูกจันทน์เสมอ จะเห็นได้จาก “เธอบ่นอะไรหา นายโทน” “เธอว่าครูเรอะ งั้นดีแล้ว วันนี้เธอต้องอยู่ทำเวร ไม่งั้นโดนแน่” (เทพศิริ  สุขโสภา, 2555 : 91) ตัวละครโทนมอบความรักให้แก่ตัวละครผม โดยการปกป้องดูแล จะเห็นได้จาก“ไม่ร้องไห้อีกนะ” “ใครรังแกให้มาบอกฉัน” (เทพศิริ  สุขโสภา, 2555 : 296)“บ้านนี้ฉันยกให้แก ต้นไม้นี้ด้วย สวนสัตว์นี้ด้วยฉันยกให้ เรื่องทุกเรื่องที่ฉันเล่าต่อไปนี้เป็นของแก” (เทพศิริ  สุขโสภา, 2555 : 229) เป็นต้น

          จะเห็นได้ว่าบทสนทนาในเรื่องบึงหญ้าป่าใหญ่ มีความสมจริงสอดคล้องกับอายุของตัวละคร โดยส่วนใหญ่มักจะเป็นการแสดงให้เห็นถึงบุคลิกลักษณะของตัวละคร รวมถึงช่วยให้คลี่คลายปมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในเรื่อง นับว่าเป็นการใช้บทสนทนาได้อย่างสอดคล้องกับโครงเรื่อง น้ำเสียงส่วนใหญ่ที่ปรากฏในเรื่องระหว่างผมกับโทนมีน้ำเสียงตื่นเต้น ยินดี และตื้นตัน เป็นผมที่มาจากเรื่องของมิตรภาพนั่นเอง

          ฉากในเรื่องบึงหญ้าป่าใหญ่ มีฉากที่สำคัญคือบึงหญ้าใหญ่ที่มีเรื่องราวอันก่อเกิดมิตรภาพเกิดขึ้นที่นั่น ซึ่งอุดมไปด้วยธรรมชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์ เป็นสถานที่หล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คน และในการเล่าถึงฉากผู้เขียนได้ใช้ทั้งบรรยายโวหารและพรรณนาโวหาร ทำให้ผู้อ่านเห็นภาพได้อย่างชัดเจน และยังมีฉากอื่น ๆ เช่น โรงเรียนศาลาวัด ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการพบกันของตัวละคร ฉากที่เป็นต้นไม้ของโทน ฉากบ้านยายแม้นที่ทำให้ผมได้รู้ความจริง ฉากที่แม่น้ำแควที่มีความตื้นเต้นและเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นอย่างที่โทนและพวกพ้องมาช่วยพายเรือ เป็นต้น

          บรรยากาศตลอดเรื่องเต็มไปด้วยความสุขสันต์หรรษาของวัยเยาว์ และความงดงามของธรรมชาติ แต่ในตอนท้ายผู้แต่งเลือกใช้บรรยากาศยามเย็นที่ให้ความรู้สึกบีบคั้นและกระชั้นชิดในเรื่องของเวลาเมื่อตัวละครสองตัวจะได้กลับมาพบกับ และบรรยากาศในยามเย็นก่อนพระอาทิตย์จะลับขอบฟ้าให้ความรู้สึกเศร้าเมื่อตัวละครผมรู้สึกละอายใจแก่ตนเองที่หลงลืมความเป็นเด็ก แต่ตัวละครโทนยังไม่ลืมเลือน ประกอบกับบทสนทนาที่สะกิดหัวใจของผม เสมือนกับความสลัวภายในใจของผมที่ความเยาว์ของตนจะเลือนหายไปกับแสงดวงอาทิตย์ และดวงอาทิตย์อย่างผมที่เป็นแสงสว่างให้กับโทนก็จะลับหายไปเช่นกัน คงไว้ได้เพียงความทรงจำ  ดังนั้นผู้แต่งสามารถเขียนได้สอดคล้องกับอารมณ์ของผมและโทนได้เป็นอย่างดี

          เมื่อพิจารณาองค์ประกอบทั้งหมดของเรื่องบึงหญ้าป่าใหญ่แล้ว ต่างมีความสอดคล้องลงตัวกันได้อย่างสมบูรณ์แสดงให้เห็นแก่นของเรื่องได้อย่างชัดเจน โดยส่วนที่เป็น โครงเรื่อง ตัวละคร แนวคิด บทสนทนา หรือฉากและบรรยากาศ ไม่สามารถขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไปได้ ผู้แต่งสร้างสรรค์ออกมาให้ทุกองค์ประกอบสัมพันธ์กันและมีความสำคัญต่อกัน และใช้โวหารทางการเขียน เช่น บรรยายโวหาร พรรณนาโวหาร เป็นต้น ที่ทำให้ผู้อ่านเห็นภาพได้ชัดเจน อีกทั้งสามารถแต่งให้สอดคล้องกับช่วงวัยของตัวละครเหมาะสมกับบุคลิกและภูมิหลังของตัวละครนั้น ๆ ผู้อ่านจึงซาบซึ้งและคล้อยตามไปกับอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครได้อย่างดี