ผมได้คำพูดนี้มาจากการดูหนังกำลังภายใน ออกอากาศทางทีวี เรื่อง กระบี่ไร้เทียมทาน เมื่อประมาณสักเกือบ 30  ปีมาแล้ว ซึ่งมีพระเอกเป็นคนที่อาภัพ น่าสงสารตามสไตล์แบบเดียวกับพระเอกนางเอกหนังเมืองไทยเลยครับ เป็นลูกเจ้าสำนักบู๊ตึ้ง ที่แม่เป็นหญิงรับใช้ในสำนัก ไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้ จึงเติบโตมาในสำนักแบบเป็นเด็กรับใช้ให้กับสุดยอดฝีมือต่างๆในสำนัก แต่ไม่มีโอกาสได้ฝึกกำลังภายในอย่างที่เด็กคนอื่นๆเขาฝึกกัน จึงได้แต่ได้แอบสังเกตดูคนอื่น ๆ ที่เขาฝึกกันเป็นชั้นๆกลุ่มๆ แล้วก็ค่อยๆจำเอากระบวนท่าต่างๆ แบบเก็บเล็กผสมน้อยต่างๆ  มาแอบฝึกด้วยตัวเองแบบผสมผสานค่อยเป็นค่อยไป จนเป็นท่ากำลังภายในของตนเองที่กล้าแข็งขึ้นมาเรื่อยๆ

  

แต่ในขณะที่นักเรียนคนอื่น ๆ ที่มีโอกาสเข้าชั้นฝึกเต็มรูปแบบ ได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้อย่างครบถ้วนมากมายทุกกระบวนท่า แต่ส่วนใหญ่กลับไม่สามารถที่จะนำวิทยายุทธที่ครบถ้วนเป็นชุดๆทั้งหลายที่เรียนมา เข้ามาผสมผสานกันให้เป็นหนึ่งได้ เพราะเรียนจนครบเป็นเรื่องๆ สมบูรณ์ในตัวเอง จนไม่มีช่องว่างพอที่จะนำมาผสมผสานกันได้

  เมื่อมีการทดสอบฝีมือในสำนักแบบบู๊ตึงโอเพ่น พระเอกของเราที่ไม่เคยเข้าชั้นเรียน กลับสามารถเอาชนะนักเรียนทุกคนที่อยู่ในสำนักบู๊ตึ้งได้ โดยไม่ยาก 

เจ้าสำนักถึงตลึง และสอบถามว่าเจ้าฝึกมาจากใคร เพราะดูกระบวนท่าไม่ออก ว่าเป็นกระบวนท่าอะไร พระเอกของเราก็ได้ที แถลงที่มาว่าฝึกเอง ค่อยๆทำมาเรื่อย ตั้งแต่เด็ก ก่อนที่เด็กรุ่นเดียวกันจะได้มาเข้าชั้นเรียนเสียอีก ผนวกกับค่อยๆเก็บตกเคล็ดวิชาของสุดยอดฝีมือต่างๆ ที่แอบฝึกแบบไม่ให้ใครเห็น แต่ไม่ได้ระวังว่าเด็กรับใช้จะเห็น 

บทเรียนจากหนังเรื่องนี้คือ คนที่เรียนมาครบถ้วนแบบเป็นเรื่องๆแยกกันนั้น เมื่อมีการทดสอบประลองวิทยายุทธ จะพบปัญหาว่า ไม่สามารถดึงความรู้ออกมาใช้อย่างผสมผสานกันได้ ซึ่งแตกต่างจากคนที่เรียนรู้ทีละเล็กทีละน้อยแบบบูรณาการ จะสามารถใช้ความรู้แบบกลมกลืนได้ โดยไม่ได้กำหนดว่า ความรู้ใดเป็นความรู้ใด จึงเป็นที่มาของคำเปรียบเปรยว่า  

นกสองตัว แม้จะมีสี่ปีก เมื่อเอาขาผูกติดกันย่อมบินไม่ได้

ที่เป็นการบูรณาการที่หลงทาง ไม่เริ่มต้นมาจากฐานราก แต่มารวมกันที่ยอด หรือปลายเหตุ ซึ่งมีอีกวลีหนึ่งว่า

  พื้นฐานไม่ดี ฝึกร้อยปีไม่ก้าวหน้า

ที่สะท้อนหลักการบูรณาการนั้นยังต้องเริ่มมาจากฐานราก จึงจะเข้มแข็งอย่างแท้จริง

  

ลักษณะเช่นนี้ แสดงว่า การบูรณาการนั้น คือการพัฒนาเป็นขั้นๆ จากฐานไปหายอด จากเล็กไปหาใหญ่ และทำให้ทุกอย่างที่มีอยู่นั้นสอดคล้องกันไปเรื่อยๆ และมีการสอดประสานจนเป็นเนื้อหนึ่งใจเดียวกัน จึงจะเป็นลักษณะการบูรณาการที่แท้จริง

  ซึ่งตรงกับปรัชญาของการทำงานทุกอย่างให้เป็นหนึ่ง รวมวิธีการให้เป็นหนึ่ง รวมชีวิตให้เป็นหนึ่ง และรวมเป้าหมายให้เป็นหนึ่ง  

ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ ด้วย "จิตวิญญาณแห่งการบูรณาการ"

  

ทำไมจึงเรียกว่า จิตวิญญาณแห่งการบูรณาการ เพราะการบูรณาการต้องมาจากกระบวนการคิด แล้วนำเอากระบวนการคิดนั้น ไปสู่กระบวนการค้นหา รวบรวมข้อมูล ความรู้ หรือเทคนิควิธีการเพื่อจะนำมาเสริมซึ่งกันและกัน จนเป็นปัญญาในขั้นสุดท้าย

  

แต่ไม่ได้นำมาโดยรูปแบบของการใช้แบบแยกเป็นส่วนๆ ที่ทำให้มีลักษณะที่แตกต่างไม่สอดคล้องกัน แต่ต้องใช้ในลักษณะที่กลมกลืนกัน จนไม่สามารถแยกให้ออกได้โดยง่ายว่าลักษณะที่ใช้อยู่นั้น เป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของระบบ หรือเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของเรื่องหนึ่งเรื่องใด แต่จะเป็นลักษณะกลมกลืนกันไปทั้งหมด

  

ลักษณะเช่นนี้ทำให้เกิดเป็นการรวมพลัง เปรียบเสมือนเอาพลังของนกสองตัวมารวมให้เป็นหนึ่ง โดยดูไม่ออกว่า นกตัวไหนเป็นส่วนไหน เพราะดูแล้วมันก็เห็นเป็นนกตัวเดียวกัน ซึ่งแตกต่างจากการรวมพลังที่ไม่เป็นหนึ่ง โดยการมองว่า เมื่อมีนกสองตัวมาอยู่ด้วยกัน จะทำให้นกสองตัวนั้นอยู่ด้วยกันได้อย่างไร

  

ก็มีข้อเสนอเป็นวิธีคิดว่า เอาขาผูกติดกันซะ ก็อยู่ด้วยกันแล้ว

  

นี่คือ เทคนิค และประเด็นปัญหาที่ทำให้งานไม่เดินหรือไม่ประสบผลสำเร็จ  เป็นการบูรณาการที่หลงทาง

  

เนื่องจาก เทคนิคการรวมนั้นเป็นการรวมที่ไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้น ปรัชญาของการรวมหรือการบูรณาการ  จึงต้องทำให้ถูกต้อง ทำความเข้าใจ ทำทุกอย่างให้สอดประสานกัน สอดคล้องกัน จนเกิดผลสัมฤทธิ์ผลไปในทางเดียวกัน

  

นี่คือ ปรัชญาของการรวมทุกอย่างให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ตามหลักการบูรณาการที่ถูกต้อง ดังกล่าวแล้ว

   ขอบคุณครับ...