หนังสือเล่มใหม่แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของชาติผ่านสายตาของคนลูกครึ่งไทยจีน

ตามที่วาสนา วงศ์สุรวัฒน์ได้ค้นคว้าไว้ กลางศตวรรษที่ 19 ชนชั้นสูงไทยใช้ 2 วิธีง่ายๆในการดำรงอำนาจ หนึ่งเอาประโยชน์จากนักธุรกิจไทยจีนชั้นนำจากการรักษาฐานทางเศรษฐกิจ สองเข้าร่วมกับผู้มีอำนาจของโลกในสมัยนั้น

ด้วยสูตรง่ายๆนี้เอง ชนชั้นนำจึงรั้งรอไม่ให้เกิดการปฏิวัติถึง 150 ปี, ความขัดแย้งทางอุดมการณ์, สงครามโลก, และการเปลี่ยนแปลงการเป็นใหญ่ในความคิดถึง 3 ครั้ง ในการอธิบายของวาสนาพันธมิตรของกษัตริย์ และทุนนิยมไทย-จีนเป็นสิ่งที่น่าเกรงขาม สูตรนี้อธิบายว่าเหตุใดจึงยังต้องมีกษัตริย์ และยังทรงอำนาจ และเหตุใดลูกจีนในเมืองไทยยังคงสถานภาพพิเศษกว่าชุมชนชาติพันธุ์อื่นๆ

วาสนาสอนที่จุฬาลงกรณ์ เธอจบปริญญาเอกสาขาประวัติศาสตร์จีนที่ออกฟอร์ด เธอดูเรื่องเล่าของชาติไทยผ่านสายตาลูกครึ่งไทยจีน เธอวิจัยหนังสือเกี่ยวกับเมืองจีนที่ไทเป รวมทั้งเรื่องประเพณีในเมืองไทยและตะวันตก เธอนำเสนอให้คล้อยตามในหนังสือเล่มต้นๆของเธอถึงความพลาดในบริบทนาๆชาติของเรื่องเล่าในชาติ

จนกระทั่งถึงกลางศตวรรษที่ 19 สยามยังอยู่อย่างสบายภายใต้ระบบบรรณาการของจักรพรรดิจีน และกษัตริย์ราชวงศ์จักรีกำลังกำกับควบคุมเครือข่ายของทุนผูกขาดหลายแห่ง และได้ประโยชน์จากพวกมัน และกลุ่มเล็กๆของผู้ขายชาวจีนและภาษีจากชาวนา การเปลี่ยนแปลงครั้งแรกในอุดมการณ์ความเป็นใหญ่ในโลกเกิดจากการเข้ามาของจักรวรรดิอังกฤษ ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งแรกขึ้น

การเข้ามาของอังกฤษที่มาพร้อมกับการค้าเสรี และสิทธิสภาพนอกอาณาเขต (extraterritoriality) ทำให้ขาดผูกขาดสิ้นสุดลง บ่อนทำลายประโยชน์ทั้งกษัตริย์และทุนนิยม แต่เป็นไปไม่นาน สิทธิสภาพนอกอาณาเขต ทำให้นักธุรกิจชาวจีนไม่ต้องขึ้นกับกฎหมายไทย ที่ทุนนิยมขั้นปฐม (primitive capitalism) ชอบ การค้าเสรีให้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับอังกฤษ พันธมิตรระหว่างกษัตริย์และนักทุนนิยมจากเจริญเติบโตในยุคล่าเมืองขึ้น

มีปัญหาอยู่ 2 ปัญหา ในตอนต้นศตวรรษที่ 20 ชุมชนชาวจีนเริ่มเป็นสิ่งที่จับได้หรือเป็นตัวเป็นตน บางครั้งอาจเป็นหนึ่งในสามของประชากรชาวทุนนิยมเสียด้วยซ้ำ สยามเริ่มจะให้พวกคนจีนเป็นพลเมืองและเสียภาษี แต่นักชาตินิยมชาวจีนต้องการให้พวกเขายังคงความเป็นจีนทั้งสายเลือดและลักษณะนิสัยใจคอ รวมทั้งต้องการให้พวกเขาบริจาคเงินสำหรับการสร้างชาติจีนที่ทันสมัย รัฐบาลสยามไม่ชอบโรงเรียนจีน ที่มุ่งจะรักษาวัฒนธรรม และความภักดีต่อไทยจีน และไม่ชอบการส่งเงินไปให้บ้านเกิด อย่างไรก็ตาม ในการปฏิบัติรัฐสยามทำอะไรได้น้อยมากๆ

ปัญหาที่สองเกิดจากความสลับซับซ้อนของชุมชนชาวจีนเอง กล่าวคือจะมีนักธุรกิจที่รวยที่สุด และจะมีกลุ่มแรงงานอพยพที่จนที่สุดอีกข้างหนึ่ง พวกนี้จะอ่อนแอเรื่องความคิดในการปฏิวัติและสมาคมลับ ในคำศัพท์ของวาสนา จะมีคนอยู่ 2 ส่วน กล่าวคือคนดี และคนเลว

การเปลี่ยนแปลงครั้งที่ 2 เกิดขึ้นเมื่อจักรวรรดิอังกฤษอ่อนแอลง และถูกทำลายในสงครามโลกครั้งที่ 2 ณ จุดๆนี้ การเกิดขึ้นของญี่ปุ่นในฐานะที่เป็นพลังของเอเชียกลุ่มใหม่ มีแนวคิดในการให้กำเนิดชาตินิยมอาเซียนขึ้นมา ยุคนี้จะเห็นความท้าทายของพันธมิตรที่น่าเกรงขามของกษัตริย์และนักทุนนิยม

ในปี 1932 กลุ่มชาตินิยมเปลี่ยนแปลงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์, ยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขต, และเริ่มสร้างรัฐ ที่ชาติและอาณาเขตที่มีระเบียบมากขึ้น พวกเขาหันมาที่ชาวจีน ส่วนหนึ่งพยายามทำให้พวกนี้มีสัญชาติไทย อีกส่วนเป็นที่ปรึกษาชาวญี่ปุ่นในการทำสงครามกับชาวจีน แต่ยุทธศาสตร์ก็คือทุบทำลายกษัตริย์ โดยทำให้ความเป็นหุ้นส่วนของกษัตริย์และนายทุนชาวจีนไม่มีอีกต่อไป พวกเขาปิดโรงเรียนจีน, หนังสือพิมพ์, ให้งานเฉพาะคนชาติไทย, นักธุรกิจที่มีแนวคิดแบบชาตินิยม, และขับไล่ชาวจีนจากยุทธศาสตร์ที่มีอยู่

แต่ใช้เวลาไม่นานนัก การพ่ายแพ้ของญี่ปุ่นทำให้การท้าทายนี้จบลง ตั้งแต่ปี 1943 พวกจงรักภักดีต่อกษัตริย์เริ่มวางแผนในการคืนพันธมิตรเก่าขึ้นมา ในปี 946 สหรัฐเริ่มมามีอิทธิพลระดับโลก พวกจงรักภักดีต่อราชวงศ์ไทยกระตือรือร้นในการช่วยเหลือสหรัฐในการทำสงครามเย็นในเอเชีย นักทุนนิยมชาวจีนร่วมกันอย่างเห็นพ้องในการนำนโยบายการพัฒนาที่อ้างอิงมาจากสหรัฐ

สหรัฐยืนยันว่าพวกทหารต้องเข้ามาเป็นพันธมิตรด้วย ซึ่งส่งผลให้เกิดคำขวัญ ‘เผด็จการทหารที่จงรักภักดีกับกษัตริย์’ ขึ้น พวกที่สนับสนุนการปฏิวัติจะถูกขังคุก, ฆ่า, หลบหนีไปอยู่ต่างประเทศ พวกชาวจีนที่เลวถูกตราหน้าว่าเป็นคอมมิวนิสต์อีก น่าสะพรึงกลัวจริงๆ

เมื่อสหรัฐประสบกับความพ่ายแพ้ในสงครามอินโดจีนในปี 1975 การเปลี่ยนแปลงอีกอันก็ตามมาในทันที และมีความชัดเจนมากขึ้นในการเข้ามาของประเทศจีน สำหรับนักทุนนิยมไทยจีนนี้ การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องง่าย พวกเขากลับไปที่บ้านเกิด ที่เมื่อก่อนนี้ถูกห้าม แต่กษัตริย์ก็ตามมาทันกัน

อย่างที่วาสนาชี้ให้เห็น การที่เติ้งเสี่ยงผิงหยุดเป็นที่แรกในการเดินทางรอบโลกในปี 1978 คือกรุงเทพฯ และบุคคลที่เขาพบคนแรกคือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และพระเทพฯก็ไปที่จีนในอีก 2 ปีต่อมา และทำให้พระเทพฯได้ตำแหน่งเพื่อนที่ดีที่สุดของชาวจีนในปี 2009

วาสนาตั้งข้อสังเกตว่านักประวัติศาสตร์ที่ศึกษาด้านประเทศไทยสมัยใหม่ได้เน้นไปที่ประชาธิปไตย, รัฐธรรมนูญ, ความคิดแบบเสรีมากเกินไป และพลาดที่จะไปสนใจเรื่องความสำคัญของพันธมิตรอันได้แก่กษัตริย์, ทุนนิยม, และอำนาจในโลก ในดัชนีของเธอ จะมี 3 เล่มสำหรับรัฐธรรมนูญญ, 6 สำหรับประชาธิปไตย, และไม่มีหนังสือสำหรับความคิดแบบเสรี

หนังสือเล่มนี้จะมีข้อความที่เป็นต้นฉบับ และกาวิจัยที่ไม่เหมือนใคร เริ่มตั้งแต่บันทึกชาวจีน, หนังสือพิมพ์, การส่งเงินไปให้ประเทศจีน, เหตุการณ์ที่เยาวราชปี 1945, การจลาจลที่พลับพาไชย ปี 1974 แต่ที่น่าสนใจก็ยังคงเป็นประวัติศาสตร์แห่งการทะเลาะกัน ย้อนกลับไปยุคต้น 1980 กลุ่มนักวิชาการไทยจีนประท้วงว่าไทยจีนสมควรเข้ามาอยู่ในประวัติศาสตร์ชาติไทยได้แล้ว 30 ปีต่อมาพวกเขาก็อยู่แล้วจริงๆ

แปลและเรียบเรียงจาก

Chris Baker. The formidable alliance underlying modern Thai history.

https://www.bangkokpost.com/life/social-and-lifestyle/1842589/the-formidable-alliance-underlying-modern-thai-history