ความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดา ที่ใดมีกลุ่มคน ที่นั้น ย่อมจะมีความขัดแย้ง การจะแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ ต้องร่วมด้วยช่วยกัน ยึดประเทศชาติเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่ยึดประโยชน์ของพรรค ของตนเอง ใช้หลักยอมให้กันให้ได้ และประการสำคัญคือการยึดหลักในความถูกต้องมากกว่าความถูกใจ ถูกใจเป็นรอง ถูกต้องเป็นหลัก

“การแก้ปัญหาความขัดแย้ง”
ดร. ถวิล อรัญเวศ

ความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดา ที่ใดมี
กลุ่มคน ที่นั้น ย่อมจะมีความขัดแย้ง
ความจริง ความขัดแย้งเป็นเพียงเกมที่จะเอาชนะคู่ต่อสู้
ก็เท่านั้นเอง มองโลกในแง่ดี คือเป็นเรื่องธรรมดา
ไม่ควรมองว่าเป็นปัญหา ฝ่ายค้านก็ทำหน้าที่ค้านในเมื่อสงสัยว่า
นโยบายอาจจะพาชาติล่มจม ฝ่ายรัฐบาล ก็บริหารประเทศด้วยความบริสุทธิ์
โปร่งใส ยึดหลักธรรมาภิบาล โดยเฉพาะเนติธรรม ผิดเป็นผิด
ถูกเป็นถูก ไม่เข้าข้างคนผิด ไม่เช่นนั้นจะก่อให้เกิดความเคลือบแคลงว่าจะยึดประโยชน์ประเทศหรือส่วนรวมเป็นที่ตั้งหรือประโยชน์ส่วนตน
ไม่ใช่ขอให้ตนดำรงอยู่ได้เท่านั้น ประเทศชาติไม่เกี่ยว

ถ้าจะพิจารณาดู จะเห็นได้ว่า การขัดแย้งภายในประเทศ ความจริงก็มีมานานแล้วครับ เช่น ในแถบเอเชียเรา บางประเทศถึงกับตั้งประเทศใหม่เลยทีเดียว แต่ยังคงชื่อประเทศเดิมไว้ เช่น เวียดนามเหนือ เวียดนามใต้ เกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ หรือแม้กระทั่งประเทศจีน จีนแผ่นดินใหญ่ และจีนเล็ก ิเพราระสมัยก่อนเรียก "สามก๊ก"
สำหรับประเทศไทยเรา ความขัดแย้งเท่าที่สดับตรับฟังดูแท้ที่จริงแล้ว คงไม่ใช่คนในชาติแตกแยกกัน คงเป็นเพียงพรรคการเมืองใหญ่ ๆ ไม่กี่พรรค ที่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ โดยฝ่ายหนึ่งบอกว่ามีการทุจริต โกงชาติบ้านเมือง รัฐบาลจึงขาดความชอบธรรมที่จะบริหารประเทศชาติต่อไป อีกพรรคก็ให้การว่า บริหารประเทศชาติถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ยึดกฎหมายเป็นที่ตั้ง ยึดธรรมาภิบาล
ในการบริหาร จะขาดความชอบธรรมตรงไหน ซึ่งถ้าภาษาวิทยุคือจูนกันยังไม่ชัด
เสียงก็เลยฟังไม่ชัด ไม่เพราะ

ทางออกของประเทศไทย
๑. ยึดประเทศชาติเป็นตัวตั้ง
คือให้คำนึงว่า ประเทศไทยจะได้อะไร คนไทยจะได้อะไรจากการปฏิรูปครั้งนี้ จะใช้เวลาเท่าไร กี่ปี กี่เดือน
๒. ยอม
ต้องใช้หลัก “ยอม” หลักยอมที่นี้ ถือว่าสำคัญมากครับ ผมว่า ถ้าเราทำได้น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะพุทธภาษิตก็สอนเรื่องนี้ไว้แล้วว่า
“แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร”
(๑) ยิ้มให้กัน
ยืดหยุ่นให้กัน ไม่ควรสุดโต่ง เพราะพระพุทธเจ้าสอนให้ดำเนินในทางสายกลาง ไม่ตึงเกินไป แต่ก็ไม่หย่อนจนเกินไป ให้สามารถทำได้เป็นปกติวิสัยที่มนุษย์พึงกระทำตึงเกินไปก็จะทำให้ขาด หย่อนเกินไป ก็จะทำให้ดูไม่ดี เป็นเสมือนคนขาดความรับผิดชอบ
(๒) อ่อนน้อมให้กัน
พูดจากันไพเราะ แสดงกิริยาสุภาพชน เห็นกันทักทายและยกมือไหว้ และหันมาเจรจาหาทางออกที่เป็นวัฒนธรรมที่ดี ยึดในระเบียบ กฎหมายของประเทศชาติบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง
(๓) เป็นมิตรกัน
หาทางออกร่วมกันด้วยไมตรีจิตและมิตรภาพร่วมกัน หรือกลับมาผูกเสี่ยวกัน เพราะมิตรที่ดี คือมิตรที่ไม่ดีแต่พูด ไม่หัวประจบ ไม่ปอกลอก มิตรแนะนำแต่สิ่งที่ดี มีประโยชน์สำหรับการหาทางแก้ปัญหาเมื่อพบปัญหาช่วยกันหาทางออกให้กัน ไม่ทิ้งกันเพื่อให้แก้ปัญหาโดดเดี่ยว
๓. พูดจาหาทางออก
การที่จะพูดจาหาทางออก ควรใช้แกนนำประสานกาวใจ บุคคลที่คิดว่าน่าจะเป็นแกนนำได้ ควรให้เกียรติมาร่วมด้วยช่วยกัน ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล
สรุป
ความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดา ที่ใดมีกลุ่มคน ที่นั้น ย่อมจะมีความขัดแย้ง การจะแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ ต้องร่วมด้วยช่วยกัน ยึดประเทศชาติเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่ยึดประโยชน์ของพรรค ของตนเอง ใช้หลักยอมให้กันให้ได้ และประการสำคัญคือการยึดหลักในความถูกต้องมากกว่าความถูกใจ ถูกใจเป็นรอง ถูกต้องเป็นหลัก


ปัญหาทุกปัญหา ย่อมมีทางออกเสมอ การแก้ข้อขัดแย้ง
ควรใช้สันคิวิธีเท่านั้น