“COVID-19” มีอาการผิดปกติที่ระบบทางเดินหายใจ มีไข้มากกว่า 37.5 องศาเซลเซียสมีอาการไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ หอบเหนื่อย ปอดอักเสบอย่างไม่ทราบสาเหตุ มีประวัติใกล้ชิด หรือสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ เช่น คนในครอบครัวเพิ่งกลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยง ทำอาชีพที่ต้องพบปะชาวต่างชาติจำนวนมาก เช่น คนขับแท็กซี่ เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยติดเชื้อ ลูกเรือสายการบิน เป็นต้น

ทำอย่างไรจึงจะไม่ติดไข้ไวรัสโควิด-19 ?
ดร.ถวิล อรัญเวศ


     โควิด-19 : สงสัยว่าติดเชื้อไวรัส ควรทำอย่างไร มีขั้นตอนรักษาอย่างไรบ้าง ?

     หากมีอาการหวัด มีไข้ 37.5 องศาเซลเซียส มีอาการเจ็บคอ ไอ น้ำมูกไหล และหายใจลำบาก สงสัยว่าตัวเองอาจติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือเชื้อไวรัสโควิด-19 ควรเดินทางไปตรวจร่างกายอย่างละเอียดที่โรงพยาบาล ถ้าสุดท้ายกลายเป็นผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ขึ้นมาจริง ๆ จะต้องเจอกับขั้นตอนการรักษาอย่างไรบ้าง


“ไวรัสโคโรนา” หรือ “โควิด-19”
คืออะไร? อาการเป็นอย่างไร?

       สถานการณ์ของโรคระบาดที่มีชื่ออยู่โลกออนไลน์ตลอดทุกวัน และยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นอย่าง “ไวรัสโคโรนา” หรือ
“โควิด-19”ทำให้ใครหลายคนเป็นกังวล และคอยติดตามข่าวสารกันอยู่ตลอดถึงจำนวนผู้ติดเชื้อ อัตราการเสียชีวิต รวมไปถึงการป้องกันตัวเองให้รอดพ้นจากการติดเชื้ออันตรายนี้

เรื่องอะไรบ้างที่เราควรรู้เกี่ยวกับ

ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

หรือโควิด-19 บ้าง

มีข้อมูลมาฝากครับ

ไวรัสโคโรนา หรือไควิด 19 คืออะไร?

ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด 19 มาจากไหน?

อาการโควิด 19 เมื่อติดเชื้อจะต้องทำอย่างไร ? เป็นอันดับแรก

อันตรายของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด 19

กลุ่มเสี่ยงติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด 19

หากมีอาการโควิด 19 ควรทำอย่างไร ?

วิธีป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่อย่างละเอียด

ไวรัสโคโรนา หรือไควิด-19 คืออะไร?

ไวัรสโคโรนา (Coronavirus) เป็นไวรัสที่ถูกพบครั้งแรกในปี 1960 แต่ยังไม่ทราบแหล่งที่มาอย่างชัดเจนว่ามาจากที่ใด แต่เป็นไวรัสที่สามารถติดเชื้อได้ทั้งในมนุษย์และสัตว์ ปัจจุบันมีการค้นพบไวรัสสายพันธุ์นี้แล้วทั้งหมด 6 สายพันธุ์ ส่วน

สายพันธุ์ที่กำลังแพร่ระบาดหนักทั่วโลกตอนนี้เป็นสายพันธุ์ที่ยังไม่เคยพบมาก่อน คือ สายพันธุ์ที่ 7 จึงถูกเรียกว่าเป็น

“ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่” และในภายหลังถูกตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า “โควิด-19” (COVID-19) นั่นเอง ดังนั้น ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ และโควิด-19 จึงหมายถึงไวรัสชนิดเดียวกัน

ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่
หรือโควิด-19 มาจากไหน?

ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 แรกเริ่มเดิมทีถูกค้นพบจากสัตว์ก่อน โดยเป็นสัตว์ทะเลที่มีการติดเชื้อไวรัสนี้แล้วคนที่อยู่ใกล้ คลุกคลีกับสัตว์เหล่านี้ก็ติดเชื้อไวรัสมาอีกที โดยเริ่มจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน โดยมีข้อสงสัยว่ามาจากตลาดที่ค้าขายสัตว์ทะเล และสัตว์หายากเหล่านี้

อาการเมื่อติดเชื้อไวรัสโคโรนา

สายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19

ข้อมูลจาก องค์การอนามัยโลก ระบุว่าอาการโควิด-19 ที่สังเกตได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเองมี 5 อาการหลัก ๆ ด้วยกัน ดังนี้

มีไข้ เจ็บคอ ไอแห้ง ๆ น้ำมูกไหล หายใจเหนื่อยหอบ

บางรายมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ โดย ทางด้านแพทย์อาจจะตรวจสอบเพิ่มเติมด้วยการเอกซ์เรย์ปอด แล้วพบว่าปอดบวมอักเสบร่วมด้วย หากมีอาการหนักมาก ๆ (พบว่าติดเชื้อในระยะหลัง ๆ แล้ว) อาจอันตรายถึงอวัยวะภายในต่าง ๆ ล้มเหลว

อันตรายของเชื้อไวรัสโคโรนา

สายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19

แม้ว่าอาการโดยทั่วไปจะดูเหมือนเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา แต่ที่กลัวกันทั่วโลกเป็นเพราะเชื้อไวรัสนี้เป็นสายพันธุ์ใหม่ที่ยังไม่มียาปฏิชีวนะตัวไหนที่สามารถรักษาให้หายได้โดยตรง การรักษาเป็นไปแบบประคับประคองตามอาการเท่านั้น

นอกจากนี้ อันตรายที่ทำให้เสี่ยงถึงชีวิต จะเกิดขึ้นเมื่อระบบภูมิต้านทานโรคของเราไม่แข็งแรง หรือเชื้อไวรัสเข้าไปทำลายการทำงานของปอดได้ จนทำให้เชื้อไวรัสแพร่กระจายลุกลามมากขึ้น รวดเร็วขึ้น

กลุ่มเสี่ยงติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19

เด็กเล็ก (แต่อาจไม่พบอาการรุนแรงเท่าผู้สูงอายุ)

ผู้สูงอายุคนที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน โรคปอดเรื้อรังคนที่ภูมิคุ้มกันผิดปกติ หรือกินยากดภูมิต้านทานโรคอยู่คนที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานมาก (คนอ้วนมาก)

ผู้ที่เดินทางไปในประเทศเสี่ยงติดเชื้อ เช่น จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง มาเก๊า สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม อิตาลี อิหร่าน ฯลฯ

ผู้ที่ต้องทำงาน หรือรักษาผู้ป่วย ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 อย่างใกล้ชิด

ผู้ที่ทำอาชีพที่ต้องพบปะชาวต่างชาติจำนวนมาก เช่น คนขับแท็กซี่ เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล ลูกเรือสายการบิน

ต่าง ๆ เป็นต้น

หากมีอาการโควิด 19 ควรทำอย่างไร ?

หากมีอาการของโรคที่เกิดขึ้นตาม 5 ข้อดังกล่าว ควรพบแพทย์เพื่อทำการตรวจอย่างละเอียด และเมื่อแพทย์ซักถามควรตอบตามความเป็นจริง ไม่ปิดบัง ไม่บิดเบือนข้อมูลใด ๆ เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อการวินิจฉัยโรคอย่างถูกต้องมากที่สุด

หากเพิ่งเดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยง ควรกักตัวเองอยู่แต่ในบ้าน ไม่ออกไปข้างนอกเป็นเวลา 14-27 วัน เพื่อให้ผ่านช่วงเชื้อฟักตัว (ให้แน่ใจจริง ๆ ว่าไม่ติดเชื้อ)

หากสงสัยว่าตัวเองอาจติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 ควรทำอย่างไร ?

หากตัวเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น มีอาการของโรค หรือเพิ่งกลับจากประเทศที่เสี่ยงติดเชื้อมา สามารถขอตรวจโรคกับทางโรงพยาบาลได้ มีทั้งแบบฟรี และแบบมีค่าใช้จ่าย

*หากไม่มีอาการใด ๆ เลย ไม่จำเป็นต้องเข้ารับการตรวจ

ตรวจเชื้อโควิด-19 ฟรี หากผู้เข้าตรวจตรงตามเกณฑ์เหล่านี้

เพิ่งกลับจากการเดินทางไปในประเทศกลุ่มเสี่ยง

มีอาการผิดปกติที่ระบบทางเดินหายใจมีไข้มากกว่า 37.5 องศาเซลเซียสมีอาการไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ หอบเหนื่อย ปอดอักเสบอย่างไม่ทราบสาเหตุ มีประวัติใกล้ชิด หรือสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ เช่น คนในครอบครัวเพิ่งกลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยง

ทำอาชีพที่ต้องพบปะชาวต่างชาติจำนวนมาก เช่น คนขับแท็กซี่ เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยติดเชื้อ ลูกเรือสายการบิน เป็นต้น

สามารถเข้ารับการตรวจฟรีได้ที่โรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลรามาธิบดี

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลศิริราชและสามารถเช็กโรงพยาบาลอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่

กรมควบคุมโรค โทร 1422

ตรวจเชื้อโควิด-19 แบบมีค่าใช้จ่าย

ตัวอย่างค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลต่าง ๆ ในการตรวจร่างกาย และตรวจเชื้อโควิด-19 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ราคา 3,000-6,000 บาท โรงพยาบาลราชวิถี ราคา 3,000-6,000 บาท โรงพยาบาลเปาโล (ทุกสาขา) ราคา 5,000-13,000 บาท

โรงพยาบาลรามาธิบดี ราคา 5,000 บาท โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล ราคา 5,000 บาท

โรงพยาบาลพญาไท 2 ราคา 6,500 บาทโรงพยาบาลแพทย์ รังสิต ราคา 7,000 บาท โรงพยาบาลศิริราชฯ ราคา 9,900 บาท

หมายเหตุ : ค่าใช้จ่ายอาจเปลี่ยนแปลงตามระดับความเสี่ยงของการติดเชื้อ

วิธีป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไอ จาม น้ำมูกไหล เหนื่อยหอบ เจ็บคอหลีกเลี่ยงการเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง

สวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ ระมัดระวังการสัมผัสพื้นผิวที่ไม่สะอาด และอาจมีเชื้อโรคเกาะอยู่ รวมถึงสิ่งที่มีคนจับบ่อยครั้ง เช่น ที่จับบน BTS, MRT, Airport Link ที่เปิด-ปิดประตูในรถ กลอนประตูต่าง ๆ ก๊อกน้ำ ราวบันได ฯลฯ เมื่อจับแล้วอย่าเอามือสัมผัสหน้า และข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวต่าง ๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ กระเป๋า ฯลฯ

ล้างมือให้สม่ำเสมอด้วยสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจลอย่างน้อย 20 วินาที ความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ไม่ต่ำกว่า 70%

(ไม่ผสมน้ำ) งดจับตา จมูก ปากขณะที่ไม่ได้ล้างมือ หลีกเลี่ยงการใกล้ชิด สัมผัสสัตว์ต่าง ๆ โดยที่ไม่มีการป้องกัน รับประทานอาหารสุก สะอาด ใช้ช้อนกลาง ไม่ทานอาหารที่ทำจากสัตว์หายาก

สำหรับบุคลากรทางการแพทย์หรือผู้ที่ต้องดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 โดยตรง ควรใส่หน้ากากอนามัย หรือใส่แว่นตานิรภัย เพื่อป้องกันเชื้อในละอองฝอยจากเสมหะหรือสารคัดหลั่งเข้าตา

ทางกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ได้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับ การดำรงอยู่ ของ เชื้อไวรัสโควิด 19 ที่มีโอกาสอยู่บนพื้นต่างๆ โดยได้อ้างอิงจาก นพ.พิเชษฐ บัญญติ แพทย์เวชศาสตร์ผ้องกัน รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ระบุว่า

เชื้อไวรัสโควิด 19 ที่อยู่ในละอองฝอยน้ำมูก น้ำเสมหะ น้ำลาย น้ำตา จะอยู่รอดในอากาศได้เพียง 5 นาที

เชื้อไวรัสโควิด 19 มีชีวิตอยู่ในน้ำได้นาน 4 วัน

เชื้อไวรัสโควิด 19 มีชีวิตอยู่ บริเวณ พื้น โต๊ะ ลูกบิดประตู ได้นาน 7-8 ชั่วโมง

เชื้อไวรัสโควิด 19 อยู่ในผ้าหรือกระดาษทิชชู่ได้นาน 8-12 ชั่วโมง

เชื้อไวรัสโควิด 19 อยู่บนวัสดุพื้นเรียบได้นาน 24-48 ชั่วโมงเชื้อไวรัสโควิด 19 อยู่ในอุณภูมิต่ำกว่า 4 องศาเซลเซียส ได้นาน 1 เดือน

อ่านข้อมูลเกี่ยวกับไวรัสโควิด 19 เพิ่มเติม

โควิด-19 : ทำไมต่างประเทศรณรงค์ไม่ให้ใส่ “หน้ากากอนามัย” แล้วคนไทยควรใส่อยู่ไหม?

10 ข้อควรทำ เมื่อกลับจากประเทศเสี่ยงไวรัส

“โควิด-19”

โควิด-19 (ไวรัสโคโรนา) vs ไข้หวัดธรรมดา ต่างกันอย่างไร?

ขอขอบคุณ

ข้อมูล :อ. พญ.รพีพรรณ รัตนวงศ์นรา มอร์ด สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล,theguardian.com,เฟซบุคเพจ Infectious ง่ายนิดเดียว

ตรวจเชื้อไวรัสโควิด-19 ฟรี หากผู้เข้าตรวจตรงตามเกณฑ์เหล่านี้

เพิ่งกลับจากการเดินทางไปในประเทศกลุ่มเสี่ยง

- ประเทศไหนคนไทยอย่าไป ในสถานการณ์ไวรัส

“COVID-19”

มีอาการผิดปกติที่ระบบทางเดินหายใจ มีไข้มากกว่า 37.5 องศาเซลเซียสมีอาการไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ หอบเหนื่อย ปอดอักเสบอย่างไม่ทราบสาเหตุ มีประวัติใกล้ชิด หรือสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ เช่น คนในครอบครัวเพิ่งกลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยง

ทำอาชีพที่ต้องพบปะชาวต่างชาติจำนวนมาก เช่น คนขับแท็กซี่ เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยติดเชื้อ ลูกเรือสายการบิน เป็นต้น

รายชื่อโรงพยาบาลที่ขอตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ฟรี

หากเข้าตามเงื่อนไข คือ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลศิริราช

และสามารถเช็กโรงพยาบาลอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ กรมควบคุมโรค โทร 1422

วิธีเดินทางไปตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่โรงพยาบาล

ควรขับรถยนต์ส่วนตัว ขึ้นรถแท็กซี่ หรือเรียกรถพยาบาลมารับ แล้วแจ้งให้คนขับรถทราบด้วย ไม่ควรเดินทางด้วยรถหรือพาหนะสาธารณะ

อย่าลืมใส่หน้ากากอนามัย พกเจลล้างมือก่อนออกจากบ้าน

เมื่อพบแพทย์ ระหว่างสอบถามประวัติต่าง ๆ ควรตอบตามความเป็นจริง ห้ามโกหกเด็ดขาด ว่าเดินทางไปที่ไหนมา กี่วัน ทำอะไรที่ไหนบ้าง มีอาการเป็นอย่างไร ฯลฯ เพื่อการวินิจฉัยอย่างแม่นยำ และถูกต้องที่สุด

ขั้นตอนการตรวจร่างกายหาเชื้อไวรัสโควิด-19

ทางโรงพยาบาลจะเตรียมความพร้อมในเรื่องของพื้นที่รองรับผู้ป่วยที่มาตรวจคัดกรองเชื้อโควิด-19 โดยเฉพาะ รวมถึงห้องแยกโรค และห้องอื่น ๆ

ทีมบุคลากรทางการแพทย์จะซ้อมขั้นตอนการรับ ตรวจ และส่งต่อผู้ป่วยเตรียมเอาไว้ ทั้งในกรณีที่ผู้ป่วยติดเชื้อ ไม่ติดเชื้อ ติดเชื้อแล้วรักษาต่อ หรือติดเชื้อแล้วต้องส่งต่อไปรักษาที๋โรงพยาบาลอื่นหากโรงพยาบาลเดิมไม่พร้อม

ทางโรงพยาบาลจัดตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อดูแล และคัดกรองผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 โดยเฉพาะ พร้อมการสวมอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อต่างๆ เช่น หน้ากาก N95 ขึ้นไป และชุดป้องกันตนเอง PPE เป็นต้น

เมื่อเข้าพบแพทย์แล้ว แพทย์จะซักถามอาการ และประวัติการเดินทางไปต่างประเทศ รวมถึงประเทศเสี่ยงระบาดของเชื้อไวรัส ขอให้ผู้ป่วยตอบตามความเป็นจริง ไม่ปิดบังหรือบิดเบือนข้อมูลใดๆ เพราะจะไม่เป็นผลดีต่อการวินิจฉัย และรักษา

หากผู้ป่วยไม่เคยเดินทางไปต่างประเทศ หรือไม่มีผู้ใกล้ชิดเป็นผู้เสี่ยงติดเชื้อใดๆ อาจสอบถามถึงประวัติการเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลก่อนหน้านี้ 14 วัน

หากแพทย์ประเมินอาการแล้วดูว่ามีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ แพทย์จะทำการตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อด้วยการใช้ก้านยาวๆ พันสำลี สอดเข้าไปในจมูก หรือ/และ ป้ายลึกเข้าไปข้างในปากตรงต่อมทอนซิล และคอด้านหลัง

แพทย์จะนำก้านนี้ไปตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 ในห้องปฏิบัติการ หรือห้องแล็ป โดยใช้เวลากว่าจะรู้ผล 8-12 ชั่วโมง

ในบางรายอาจพิจารณาตรวจเอกซ์เรย์ปอด เพื่อดูอาการปอดอักเสบร่วมด้วย

ผู้ป่วยอาจโดนแยกไปพักเดี่ยวในห้องแยกโรค หรือห้องความดันลบในโรงพยาบาล เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสสู่ผู้อื่นในระหว่างรอผลตรวจ

หากผลตรวจออกมาเป็น negative หรือผลลบ แสดงว่าไม่ได้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สามารถเข้ารับการรักษาโรคหวัดธรรมดา และรับยาตามอาการไข้หวัดที่เป็นได้เลย แต่แพทย์จะสั่งให้กักตัวอยู่แต่ในบ้านให้ครบ 14 วันเหมือนเดิม (นับจากวันแรกที่ออกมาจากพื้นที่เสี่ยง) และใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา ถ้าอาการปกติให้ออกจากบ้านได้ ถ้าอาการแย่ลงให้กลับมาที่โรงพยาบาลอีกครั้ง

หากผลตรวจออกมาเป็น positive หรือผลบวก ทีมแพทย์อาจทำการตรวจซ้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ หากผลการตรวจยืนยันตามเดิม ผู้ป่วยจะต้องเข้ารับรักษาในโรงพยาบาลต่อไป

ขั้นตอนการรักษา

หากคุณเป็นผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโควิด-19 แพทย์จะส่งคุณไปพักรักษาที่ห้องแยกโรคเดี่ยว หรือห้งที่มีเฉพาะผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อโควิด-19 เท่านั้น (ระยะห่างแต่ละเตียงไม่น้อยกว่า 1 เมตร) และจะจัดบุคลากรทางการแพทย์มาดูแลโดยเฉพาะ

แพทย์จะประเมินอาการของผู้ป่วยไปทีละอย่าง และรักษาตามอาการไป (คล้ายโรคหวัด)

การให้ยาต้านไวรัส จะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ที่จะเลือกใช้ปริมาณเท่าใดถึงจะเหมาะสมกับผู้ป่วยรายนั้นๆ

หากมีอาการหนักขึ้น จะถูกย้ายไปที่ห้องแยกผู้ป่วยแพร่เชื้อทางอากาศ (AIIR) เฝ้าระวัง และติดตาม รักษาไปตามอาการที่ผู้ป่วยเป็น

ตรวจหาเชื้อโควิด-19 อีกครั้งหลังเข้ารับการรักษาแล้วมีอาการดีขึ้น หากผลตรวจออกมาเป็นลบ (ไม่พบเชื้อไวรัสโควิด-19) และตรวจเพื่อยืนยันผลเป็นครั้งที่ 2 (ระยะห่างจากการตรวจแต่ละครั้งไม่น้อยกว่า 48 ชั่วโมง) ก็สามารถออกจากโรงพยาบาลได้

ข้อปฏิบัติหลังเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล

แม้ว่าจะรักษาจนหายแล้ว แต่ยังควรระมัดระวังตัวเองด้วยการสวมหน้ากากอนามัย ใช้เจลล้างมือ แอลกอฮอล์ 70% ล้างมือด้วยสบู่บ่อย ๆ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหาร กินร้อนช้อนกลาง ไม่สัมผัสใบหน้าของตัวเองระหว่างวัน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อรักษาภูมิต้านทานโรคของตัวเองให้ทำงานได้ดีอยู่เสมอ ที่สำคัญคืองดเดินทางไปประเทศเสี่ยงเชื้อไวรัสระบาด รวมถึงไม่ใกล้ชิดกับผู้ที่เสี่ยงติดเชื้อไวรัสด้วย หากมีอาการเหมือนไข้หวัดอีกครั้ง ควรรีบพบแพทย์

การจะไม่ติดไวรัส โควิด-19

ทานอาหารร้อน
ใช้ช้อนกลาง
ล้างมือให้สะอาด
ปราศจากการอยู่ในผู้คนแออัด
รัดหน้ากากเสมอเมื่อ
พบปะผู้คน”




สถานการณ์ไวรัส “โควิด-19” ติดตามความคืบหน้าล่าสุด
https://www.thairath.co.th/eve...

อาทิตย์ที่ 5 เมษายน 2563

กรมควบคุมโรค รายงานว่าประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากเชื้อโควิด-19 เพิ่ม 3 ราย รวมเป็น 23 ราย โดยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่ม 102 ราย รวมเป็น 2,169 ราย โดยในจำนวนนี้ยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 1,472 ราย และรักษาหายดีแล้ว 674 ราย

สาธารณสุขจีน รายงานว่าพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ในประเทศเพิ่มขึ้น 30 ราย โดย 25 รายเป็นผู้ป่วยนำเข้า และอีก 5 ราย เกิดจากการติดต่อภายในประเทศ ซึ่งนับเป็นการเพิ่มขึ้นที่สูงขึ้นกว่าวันก่อนหน้านี้ที่เพิ่มขึ้น 19 ราย

สหรัฐฯ รายงานจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด1-9 สะสมเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 3 แสนราย ซึ่งนับเป็นราว 1 ใน 4 ของจำนวนผู้ติดเชื้อทั่วโลก ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวต่อประชาชนว่า สถานการณ์จะหนักหนาขึ้นในช่วง 2 สัปดาห์ต่อจากนี้ ขณะที่ในนครนิวยอร์ก มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 630 ราย รวมเป็นกว่า 3,565 ราย

https://www.prachachat.net/world-news/news-414664


https://www.thairath.co.th/eve...


ขอขอบคุณ

ข้อมูล : กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

https://www.sanook.com/health/20609/

https://www.sanook.com/health/20895/