ความรู้สึกตอนให้สัมภาษณ์ทีมจากคณะแพทย์ มอ. เมื่อวันที่ ๙ กันยายน   และจากการเข้าร่วมเสวนาใน online webinar เรื่องคนกับความรู้ในระบบ ววน. ของ สกสว. เมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ยังกรุ่นอยู่ในหัว    กรุ่นเรื่องอุดมการณ์ในการสร้างองค์กร

ทั้งเรื่องการวางรากฐานคณะแพทยศาสตร์ มอ.    และการวางรากฐานหน่วยงาน สกสว. เป็นเรื่องเดียวกัน    คือการสร้างรากฐานให้องค์กรทำหน้าที่ได้ดี  

ผมมีความคิดมากว่า ๔๐ ปี ว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้องค์กรทำหน้าที่ได้ไม่ดี คือเรื่องความสะอาด    ยิ่งหน่วยงานที่ดูแลเงินมากๆ ยิ่งต้องระมัดระวังเรื่องความสะอาด    ซึ่งในที่นี้หมายถึงการทำงานอย่างซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา    ตรงไปตรงมาเพื่อทำหน้าที่สร้างความเจริญให้แก่ส่วนรวม    ไม่ตกเป็นเครื่องมือสร้างผลประโยช์แก่พวกพ้องของตนเอง  และแก่ผู้มีอิทธิพล    แล้วมีผลให้ทำหน้าที่สร้างผลประโยชน์แก่ส่วนรวมได้น้อยลง   

ตอนทำหน้าที่รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๑๘ – ๒๕๒๑   ผมรีไทร์ตัวเองออกมา    เพราะพยายามทำหน้าที่ทำให้องค์กรสะอาดไม่ไหว    ความสกปรกสาดเข้ามาจากกรุงเทพ    โดยมีงบประมาณก่อสร้างเป็นแรงดูด    เห็นตัวคนที่ทำตัวเป็น “แร้ง” แล้วผมบอกตัวเองว่า    เด็กหนุ่มอายุสามสิบกว่า ไร้พรรคพวกอย่างผมทานไม่ไหวแน่    กลับไปทำงานวิชาการตามถนัดดีกว่า  

ได้โอกาสทำงานสร้างสรรค์คณะแพทยศาสตร์ โดยเฉพาะการวางระบบโรงพยาบาลสงขลานครินทร์    ระบบหนึ่งที่ตั้งใจวางไว้คือ “ความสะอาด” ที่อยู่ในระบบ    ป้องกันการกินนอกกินในหรือแสวงประโยชน์โดยผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน    รวมทั้งป้องกันคนนอกเข้ามา “ชักใบให้เรือเสีย” ด้วย    เกราะป้องกันนี้ สร้างไว้ทั้งในระบบและในคน    มีการพูดกันชัดเจนว่า หน่วยงานและบุคคลในมหาวิทยาลัยต้องทำตัวอย่างให้นักศึกษาและผู้คนในสังคมเห็น ในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม    ต้องไม่เล่นพรรคเล่นพวกเพื่อเอาบุญคุณเข้าตัว    

โอกาสสูงและมีคุณค่ายิ่งขึ้นเมื่อได้ทำงานก่อตั้งระบบงาน สกว.    ผมตั้งใจสละโอกาสมีเครือข่ายพรรคพวกเพื่อนพ้อง เพื่อความก้าวหน้าส่วนตัว    และตั้งใจวางเกราะป้องกันการเมืองเข้ามาแสวงประโยชน์    เพื่อให้ สกว. เป็นองค์กร “สะอาด” ในการทำหน้าที่เพื่อบ้านเมืองจริงๆ    ต้องทำงานหนัก เพื่อใช้ผลงานเป็นหลักฐานในการได้งบประมาณแผ่นดิน    เพราะไม่มีเส้นสายช่วยได้   

หลักมั่น ให้ดำรงความสะอาดอยู่ได้อย่างไม่สั่นคลอน    คือการทำงานอย่างมีข้อมูลหลักฐานหนักแน่นชัดเจน    และการมีระบบติดตามประเมินผลที่ทรงประสิทธิผล    ผู้บริหารต้องแสดงท่าทีตั้งมั่นอยู่ในการทำงานบนฐานของ merit    ไม่ใช่บนฐานของพวกพ้อง    ความอ่อนแอในเรื่องนี้ของผู้บริหารคือ ความเห็นแก่ตัว เหนือเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนรวม    และอ่อนแอ เพราะอนุโลมตามสภาพสังคมอุปถัมภ์ของไทย    ไม่กล้าทวนกระแสเพื่อสร้างองค์กรที่เข้มแข็ง ผมตั้งหลักมั่นในการไม่ยอมตามกระแสนี้  

ผมบอกตัวเองว่า ต้องไม่ยอมรับ “ความซื่อสัตย์สุจริตสีเทา”    เป็นอุดมการณ์ส่วนตัว 

เมื่อเห็นท่าทีของผู้บริหารองค์กรบางแห่ง เข้าหาและรับใช้นักการเมืองเพื่อให้ได้ทรัพยากร    และแบ่งทรัพยากรให้นักการเมืองนำไปใช้ “หาเสียงทางอ้อม”    และตนเองก็ใช้ความใกล้ชิดเอื้อประโยชน์ในการ “ไต่เต้า” ตำแหน่ง นอกจากรังเกียจในใจแล้ว   ผมก็ปลง ว่าในชีวิตจริง ผู้คนจำนวนมากเดินเส้นทางนั้น    เพราะเป็นสิ่งที่ปฏิบัติกันโดยทั่วไป    ผมทำตัวเป็นแกะดำเอง  

เนื่องจาก สกสว. ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของงบประมาณแผ่นดินจำนวนมาก    ตอนนี้กว่าหมื่นล้านบาท    ต่อไปจะหลายหมื่นล้าน    การวางรากฐานให้ยอมรับกันโดยทั่วไปในสังคมไทยว่า องค์กรนี้ต้องใสสะอาดปราศจากการเล่นเส้นสายและผลประโยชน์ตอบแทนแบบสกปรก    ต้องทำงานอย่างมีข้อมูลหลักฐานประกอบการตัดสินใจ    ในการอภิปรายทางไกลในวันที่ ๒๙ สิงหาคม ผมจึงแย้งวงอภิปรายว่า การสร้าว สกสว. ยังไม่เสร็จ    ที่เสร็จนั้น เป็นด้านกฎหมาย และที่กำลังก้าวหน้าคือระบบบริหารและโครงสร้าง    ส่วนที่สำคัญยิ่ง ที่ต้องใช้เวลาสร้างนาน อย่างน้อยสองสามปี คือ “ระบบความสะอาด” … integrity ในการทำงานโดยใช้หลัก merit system    มีข้อมูลหลักฐานช่วยเป็นพลังหนุน     

หาก สกสว. ไม่เป็นองค์กรทวนกระแส ในเรื่องการทำงานอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการ “ขอ” กัน     เงินที่ไหลเข้าไปใน “กองทุน ววน.” ก็จะสร้างผลกระทบต่อบ้านเมืองได้น้อย เช่นเดียวกันกับเงินงบประมาณอื่นๆ   

วิจารณ์ พานิช     

๑๒ ก.ย. ๖๓