ผมจึงใช้ “ชยันโตโมเดล”อย่างจริงจัง สม่ำเสมอและต่อเนื่อง มาเกือบ ๑ ทศวรรษ ให้ความสำคัญกับงานวิชาการและประสานชุมชนตลอดมา ใช้ “การอ่าน”เป็นปัจจัยป้อน บูรณาการวิชาภาษาไทยไปในทุกสาระ..เมื่อทำได้จริงก็คือความสำเร็จ..แต่ยังไม่มีการสิ้นสุด

          ๑ ตุลาคม เป็นวันเริ่มต้นปีงบประมาณ ๒๕๖๔ มีสิ่งดีๆเกิดขึ้นในโรงเรียน นั่นก็คือจำนวนเด็กนักเรียนทะลุถึงตัวเลขที่ ๙๙ คน อย่างที่ไม่เคยนึกฝันมาก่อน...

      หลายฝ่ายมองว่า..การที่เด็กเพิ่มขึ้น เป็นความสำเร็จของโรงเรียน แต่ผมกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น

          เพราะถ้าคิดก็หมายความว่า..มีโรงเรียนเป็นจำนวนมาก ส่อแววล้มเหลว เพราะเด็กลดลงอย่างน่าใจหาย..

          เริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัดมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ และต่อจากนี้ไปอีก ๕ – ๑๐ ปี ภาพนี้จะชัดเจนมากขึ้นเป็นลำดับ ถึงขนาดว่าอาจมีโรงเรียนร้าง หรือบางอาคารเรียนอาจไม่มีนักเรียนเลยแม้แต่คนเดียว

          อันเนื่องมาจากสภาพเศรษฐกิจ ที่ไม่อาจทำให้ชุมชนเติบโต การทำมาหากินทึ่ฝืดเคือง ทำให้การหย่าร้างมีมากขึ้น และแต่ละครอบครัวมีบุตรน้อยลง

          รวมทั้ง..นโยบายทางการเมืองที่นำหน้าการศึกษา ที่พยายามสร้างคุณภาพและโอกาสให้โรงเรียนในตำบลเพียงโรงเรียนเดียว นั่นหมายถึงการยุบควบรวมจะเกิดขึ้นได้อย่างไร้ข้อกังขา...

          ผมซึ่งอยู่โรงเรียนเล็กมานาน จึงไม่เต้นตาม และไม่คาดหวังถึงจำนวนเด็ก เพราะถ้าคาดหวังเมื่อใด..ก็ต้องทำใจว่าจะต้องพบความผิดหวัง..ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

          ผมคิดว่า..ความสำเร็จของการจัดการศึกษาที่แท้จริงนั้น ย่อมไม่มีจุดหมายปลายทางที่สิ้นสุด มิได้หยุดอยู่แค่จำนวนเด็กที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น

          การศึกษา คือการเดินทาง ในระหว่างทาง..ย่อมมีกระบวนการทำงาน เราได้ลงมือปฏิบัติอะไร..อย่างไรหรือยัง..ที่ทำให้บุคลากร หรือผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย มีความสุขในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้...

          เราได้คิดค้นหรือใช้ปัจจัยใดบ้าง ที่จะช่วยสนับสนุนและผลักดันการเรียนการสอนให้บรรลุเป้าหมายของหลักสูตร มีนวัตกรรมอะไร หรือโมเดลการทำงาน ที่จะใช้บริหารการจัดการในโรงเรียน..ให้บรรลุประสิทธิภาพและประสิทธิผล

          นี่คือหัวใจของความสำเร็จ..จำนวนเด็กคือผลพลอยได้เท่านั้น..

          ผมเริ่มต้นที่เด็ก ๔๙ คน และในบริบทที่เป็นอยู่ก็คิดว่าจำนวนเด็กที่เหมาะสม พอดีและพอเพียงก็อยู่ที่ ๘๐ – ๙๐ คนก็พอ

          ผมจึงใช้ “ชยันโตโมเดล”อย่างจริงจัง สม่ำเสมอและต่อเนื่อง มาเกือบ ๑ ทศวรรษ ให้ความสำคัญกับงานวิชาการและประสานชุมชนตลอดมา ใช้ “การอ่าน”เป็นปัจจัยป้อน บูรณาการวิชาภาษาไทยไปในทุกสาระ..เมื่อทำได้จริงก็คือความสำเร็จ..แต่ยังไม่มีการสิ้นสุด

          ในระหว่างทางยังต้องพกพ่าความหนักแน่น เพื่อให้การทำงานตั้งอยู่บนหลักการที่มั่นคงและมีทิศทางที่ถูกต้อง..ไม่หลงทางไปกับนโยบายให้ยุบควบรวมและนโยบายรายวันใดๆทั้งสิ้น

          ใครจะดูถูกดูแคลนว่าเป็นโรงเรียนเล็กๆ เติบโตช้า ผมไม่รักความก้าวหน้า อยู่อย่างโดดเดี่ยวไม่เหลียวมองสังคมรอบข้าง..ในทุกถ้อยคำไม่เคยทำให้ผมหวั่นไหวเลย...

          ปัจจัยและกระบวนการที่ทำมา..วันนี้มีคำตอบ..และถ้าจะให้ผมคิดต่อเพื่อเดินไปข้างหน้า ผมคิดว่า..อีก ๓ ปีก่อนเกษียณ จำนวนเด็กแตะที่ ๑๐๐ คนก็พอ..

          มุมมองของนักปราชญ์ผู้หนึ่ง..กล่าวว่า

          เงินมาก   เงินน้อย         พอใช้   ก็พอ

          ขี้เหร่       รูปงาม           ดูได้     ก็พอ

          แก่เฒ่า    เยาว์วัย          แข็งแรง ก็พอ

          ยากดี      มีจน             คนดี     ก็พอ

          สามี        กลับช้า          กลับมา  ก็พอ

          ภรรยา      ขี้บ่น             ใส่ใจ     ก็พอ

          เด็กน้อย    ดื้อซน            สอนได้  ก็พอ

          บ้านเรือน   เล็กใหญ่         อยู่ได้    ก็พอ

          ตำแหน่ง    ใหญ่เล็ก         ทำดี     ก็พอ

          แบรนด์เนม หรือไม่           ใช้ได้    ก็พอ

          ปัญหา        หนักเบา         แก้ได้   ก็พอ

          เกิดมา        ชาตินี้            มีดี      ก็พอ

          ชีวิตคนเราเท่านี้..พอแล้ว..อย่าหวั่นไหว..ถ้าใจมั่นคงในทิศทาง....

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๑  ตุลาคม  ๒๕๖๓