บทบาทของนักเทคโนโลยีหัวใจและทรวงอกในห้องปฏิบัติการสวนหัวใจ


การสวนหัวใจ คือการใส่สายเข้าไปในหัวใจทั้งเพื่อวินิจฉัยและเพื่อให้การรักษา โดยตามกฎหมายผู้แทงเส้นเลือดใหญ่และใส่สายสวนจะต้องเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตเท่านั้นคือ แพทย์ (ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมแผนปัจจุบัน ชั้นที่ 1) เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง โดยมีพยาบาลวิชาชีพเป็นผู้ให้การช่วยเหลือเกี่ยวกับอุปกรณ์ สารน้ำ และการบริหารยา ส่วนนักเทคโนโลยีหัวใจและทรวงอก เป็นผู้ให้การช่วยเหลือเกี่ยวกับการ Monitor การใช้เครื่องมือแพทย์ที่เกี่ยวข้องขณะทำหัตถการ และยังสามารถเป็นผู้ช่วยแพทย์หรือส่งเครื่องมือขณะทำหัตถการได้ด้วย

1.Monitor

1.1ติดตั้งเครื่องมือติดตามการทำงานของหัวใจที่จำเป็นสำหรับการ Monitor ได้แก่ Noninvasive Blood pressure, ECG, Pulse oxymeter, Pressure gate,  จอ moitor และไมโครโฟนทั้งในและนอกห้อง

1.2เตรียมเครื่องมือแพทย์ที่จำเป็นสำหรับใช้ในผู้ป่วยรายนั้นๆ เช่น Defibrillator, Pacemaker/ICD, Contrast injector, Echocardiography machine TTE/ TEE, IABP, Blood gas

1.3ขณะทำหัตถการมีหน้าที่ในการติดตามและบันทึกสัญญานชีพ  เตือนแพทย์เมื่อพบความผิดปกติ อาทิ Arrhythmia, ST-T wave change, BP drop, Oxygen drop เป็นต้น

1.4บันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตาม Timeline ที่สัมพันธ์กับค่า Vital signs และอุปกรณ์ที่ใช้ไป

1.5สรุปเวลาทำหัตถการ จำนวนอุปกรณ์ เพื่อประเมินค่าใช้จ่าย

2.Scrub/Assist
2.1จัดท่าผู้ป่วย เตรียมผิวหนังด้วยน้ำยาปลอดเชื้อ เปิดและเตรียม Equipment set ให้พร้อมใช้

2.2ช่วยแพทย์เตรียม จัด และประคองสายสวนไม่ให้เกิดการปนเปื้อนเชื้อ และไม่ให้เกิดลิ่มเลือดหรือฟองอากาศที่มีผลต่อการอุดตันหลอดเลือด โดยปลายสายสวนสามารถวัดความดันและแสดงออก waveform เฉพาะของความดันแต่ละจุดในหัวใจโดยต่อกับ Mandifold ที่มี 3way สำหรับให้สายสวนเป็น Multipurpose แล้วต่อกับ Pressure gate อีกครั้งเพื่อขยายสัญญาณแล้วแสดงผลทางหน้าจอ Monitor

2.3ช่วยแพทย์เตรียมอุปกรณ์ ส่งอุปกรณ์ ได้แก่ อุปกรณ์ใน Equipment set, ชุดสายสวนสำหรับให้การรักษา อาทิ EP catheter, Balloon, Stent, Valve implantation, ASD/PDA/VSD device occluder  เป็นต้น โดยอุปกรณ์เหล่านี้ต้องมีการทดสอบการทำงานและรูปร่างก่อนใช้ และต้องเตรียมพร้อมโดยหล่อด้วย heparinized saline ก่อนนำไปใช้เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือด

2.4ควบคุมและปรับระดับเตียงผู้ป่วย ปรับระดับฉากและหลอดเอ็กซเรย์จากปุ่มปรับข้างเตียงตรวจ ตรวจสอบอุปกรณ์ว่าไม่มีการลืมสิ่งใดไว้ในร่างกายผู้ป่วย "โดยเฉพาะลวด wire" 

2.5หลังจากปิดแผลใส่สายสวนแล้ว Assist/Scrub จะต้องทำการกดห้ามเลือดเพื่อให้เลือดหยุดไหล ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญและมีผลต่อความปลอดภัยของผู้ป่วย อาทิ ภาวะเลือดออกใต้ผิวหนัง (Hematoma) ภาวะเลือดเซาะผนังหลอดเลือด (Dissection, Aneurysm) โดยหลังสวนหัวใจผู้ป่วยจะถูกจัดท่าไม่ให้งอขาหรือแขนข้างที่ใส่สายสวนนาน 6 ชั่วโมง ระหว่างกดห้ามเลือดจะต้องคอยสังเกตสัญญานชีพ ลักษณะสีผิวผู้ป่วยโดยเฉพาะจุดที่กดต้องไม่กดหนักจนเลือดไม่ไปเลี้ยงส่วนปลายหรือไม่เบาจนเกิด hematoma โดยปรับเตียงให้มีระดับเหมาะสมสวมถุงมือปลอดเชื้อใช้ส้นมือออกแรงกดทิ้งน้ำหนักลงมาจากแขนกดแผลผ่านก๊อซหลายชั้นหรือทำเป็นก้อนเพื่อเพิ่มแรงกด สังเกตผื่นที่ผิวหนังอันเนื่องมาจากการแพ้สารทึบรังสีหรือยาบางชนิด นอกจากนี้สารทึบรังสียังกระตุ้นให้ไตทำงานมากขึ้นจึงมักพบว่าผู้ป่วยมักปวดปัสสาวะขณะกดห้ามเลือดผู้กดจึงต้องหมั่นสอบถามหรือสังเกตผู้ป่วยเป็นระยะและร้องขอความช่วยเหลือกับเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือผู้ป่วย

3.Circulator

3.1 รับผู้ป่วย ช่วย Scrub จัดท่าผู้ป่วย และส่งของจากนอก Field ปลอดเชื้อ ทั้งก่อนทำหัตถการ และขณะทำหัตถการ

3.2 จัดจอภาพ ฉากป้องกันรังสี หลอดเอ็กซเรย์โดยสวมพลาสติกปลอดเชื้อคลุมไว้ สวมชุดปลอดเชื้อให้แพทย์ Assist/Scrub

3.3รับตัวอย่างเลือดจาก Scrub/ Assist สำหรับนำไปตรวจ Blood gas หรือส่งห้องปฏิบัติการ

3.4ต่อและติดตั้งเครื่องมือแพทย์ที่จำเป็น เช่น Contrast injection, TEE (บางแห่งมีวิสัญญีแพทย์ หรือมีนักเทคโนโลยีหัวใจและทรวงอกรับผิดชอบ Echo โดยเฉพาะ)

3.5ซองอุปกรณ์ที่เปิดใช้ จะต้องเก็บเพื่อส่งให้เจ้าหน้าที่ Monitor บันทึกเวลาที่ใช้และคำนวณค่าใช้จ่าย

3.4เมื่อสิ้นสุดหัตถการต้องร่วมกับ Scrub เก็บอุปกรณ์เข้า Set ทำความสะอาดเบื้องต้น ตรวจสอบการชำรุดสูญหาย ชิ้นส่วนต่างๆ ลำเลียงของใช้แล้วออกไปยังห้องซักล้างอย่างถูกวิธี

3.5 ส่งผู้ป่วยแก่เจ้าหน้าที่ Transfer

หมายเหตุ

1.หน้าที่บางอย่างสามารถสลับสับเปลี่ยนได้ตามบริบท เช่น ผู้เตรียมผิวหนังและกดห้ามเลือดอาจเป็น Circulator ส่วนผู้ตรวจสอบเเละเก็บเครื่องมืออาจเป็น Scrub ก็ได้ หรือในสถานพยาบาลที่มีบุคลากรน้อยเจ้าหน้าที่ Monitor อาจเข้ามาช่วยส่งของจากนอก Field ในบางขณะ หรือช่วยเก็บอุปกรณ์ เป็นต้น 

2.ขณะทำหัตถการจะต้องสวมชุดตะกั่วป้องกันรังสีตลอดเวลา (แว่นตา  หุ้มคอ เสื้อ ไหล่ กระโปรง) และสวมถุงมือกรณีต้องสัมผัสเลือดหรือสัมผัสผู้ป่วย

หมายเลขบันทึก: 679046เขียนเมื่อ 18 กรกฎาคม 2020 01:10 น. ()แก้ไขเมื่อ 18 กรกฎาคม 2020 01:16 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี