
[review] รีวิว Homestay 2018 : การวิเคราะห์ความหมายสัญลักษณ์ที่ปรากฏในภาพยนตร์
#SpoilAlert การรีวิวเรื่อง Homestay ในครั้งนี้เป็นการกล่าวถึงการตีความหมายสัญลักษณ์ที่ปรากฏในภาพยนตร์ ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์ ใครไม่ต้องการถูก Spoil เนื้อเรื่องแนะนำให้ชมภาพยนตร์ก่อนอ่านบทรีวิวนี้ บทความนี้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ช่วงคือช่วงที่ 1 รีวิวภาพยนตร์และช่วงที่ 2 การตีความหมายสัญลักษณ์
#ช่วงที่ 1 การรีวิวภาพยนตร์ Homestay
Homestay เป็นภาพยนตร์ไทยจากค่าย gdh แนวปรัชญา ดราม่า แฟนตาซี แฝงกลิ่นอายระทึกขวัญ ฝีมือการเขียนบทร่วมและกำกับโดย ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ ผู้กำกับฝีมือดีที่เคยฝากชื่อไว้กับ ชัตเตอร์กดติดวิญญาณ แฝด 4 แพร่งตอนเที่ยวบิน 407 และ 5 แพร่งตอนรถมือสอง Homestay ใช้นวนิยายญี่ปุ่นเรื่อง Colorful เมื่อสวรรค์ให้รางวัล โดย เอโตะ โมริ เป็นต้นเรื่องในการสร้าง แล้วใส่แนวคิดปรัชญาพุทธแบบไทยลงไปด้วย
Homestay ว่าด้วยเรื่องราวของวิญญาณเร่ร่อนตนหนึ่งที่ได้รับรางวัลพิเศษได้กลับมาใช้ชีวิตอีกครั้งในร่างของ "มิน" นักเรียนชายชั้นมัธยมปลายที่เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องสืบหาว่ามินฆ่าตัวตายเพราะใครภายใน 100 วัน ห้ามบอกใครว่าตนเองไม่ใช่มิน เขามีมีสิทธิ์ตอบคำถามผู้คุมว่ามินฆ่าตัวตายเพราะใครได้เพียงครั้งเดียว หากตอบผิด เขาใช้ชีวิตได้ในจำนวนวันมี่เหลือ แต่หากตอบถูกเขามีสิทธิ์ใช้ร่างของมินในการดำเนินชีวิตต่อไปจนสิ้นอายุขัย
เขาใช้ชีวิตในร่างของมิน มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนรอบตัวมิน ประกอบด้วยครอบครัว เพื่อนที่โรงเรียน ระหว่างสืบหาคนที่เป็นสาเหตุของการตายนั้น เขาได้เรียนรู้ถึงวิถีชีวิตของมิน มินเมื่อยังมีชีวิตเป็นคนที่เก็บกด มีเพื่อนน้อยและประสบปัญหาชีวิตอย่างมากมายรุมเร้า ในขณะเดียวกันเขาก็ได้พบกับหญิงสาวพี่ระหัสซึ่งเป็นคนที่มินหลงรัก และเขาก็หลงรักเธอด้วย เขาทำกิจกรรมทำทุกอย่างที่มินทำ เขารับรู้ทุกอารมณ์ ทุกความรู้สึกของมินและได้รับรู้ทุกความกดดันที่ทำให้มินฆ่าตัวตาย
Homestay เป็นภาพยนตร์ที่ผสมผสานอารมณ์ไว้หลากหลายคือ อารมณ์หนังแนวสืบสวนสอบสวน อารมณ์หนังรักโรแมนติก อารมณ์หนังดราม่า อารมณ์หนังแฟนตาซี และอารมณ์หนังแนวระทึกขวัญ ผู้ชมจะซึมซับอารมณ์เหล่านั้นไปนั้นไปพร้อม ๆ กับดวงวิญญาณเร่ร่อนในร่างของมิน ซึ่งหนังถ่ายทอดสิ่งนี้ได้อย่างดี
สิ่งสำคัญที่สุดนอกจากตัวบทประพันธ์ที่ยอดเยี่ยม การเขียนบทที่ชาญฉลาด ที่จะไม่อาจกล่าวข้ามไปได้เลยก็คือ การแสดงของนักแสดง ที่ถือว่าเป็นจุดที่ประสบความสำเร็จที่สุดของผู้กำกับและทีม Casting คือ
มิน คือตัวละครหลักรับบทโดยเจมส์ ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ เขาได้พัฒนาฝีมือการแสดงอย่างก้าวกระโดดนับตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่อง ฉลาดเกมโกง เป็นต้น ในเรื่องนี้เขาแสดงสีหน้าอารมณ์อารมณ์เชิงลึกได้อย่างดีเยี่ยม เขาสามารถแบกหนังทั้งเรื่องตลอด 2 ชั่วโมงกว่าเอาไว้ได้ โดยตรึงคนดูเอาไว้กับหนังได้ตลอดเวลา และเราก็เชื่ออย่างเต็มที่ในทุกฉาก ทุกอารมณ์ ทุกความรู้สึกของเขา ที่เขาถ่ายทอดมาสู่เรา
พาย รับบทโดย เฌอปราง อารีย์กุล นักเรียนรุ่นพี่ที่เรียนหนังสือเก่งระดับ top ระดับตัวแทนประเทศไทยไปแข่งฟิสิกส์โอลิมปิก เธอแสดงได้เกินความคาดหมาย เธอมีสีหน้าและอารมณ์ที่บ่งบอกถึงสถานะความกดดันชัดเจน แสดวถึงตัวละครพายที่ต้องแบกรับความกดดันของตนเองที่อยากเป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งศึกโอลิมปิกเป็นอย่างมาก และในฐานะความหวังของโรงเรียน เธอแสดงความมุ่งมั่นตั้งใจจะต้องทำสิ่งนี้ให้ดีที่สุด เพราะมันคือจุดสูงสุดในความหวังของเธอ เฌอปราง ถ่ายทอดได้อย่างดีเยี่ยม ฉากรักก็เล่นได้อย่างกุ๊กกิ๊กอ่อนหวาน ทุกฉากเป็นการแสดงผ่านทางสีหน้า แววตา ร่างกายและอารมณ์ภายในได้อย่างดีถือเป็นหนึ่งเซอร์ไพรส์ของสาวมากความสามารถผู้เป็นหัวหน้าทีม BNK48 แต่หากมองในอีกมุมหนึ่ง เธอก็รับบทเป็นตัวเธอเองนั่นแหละ ซึ่งในชีวิตจริงเธอเป็นหญิงสาวมากความสามารถ มีความรับผิดชอบสูง ทั้งการจัดสรรเวลาด้านการเรียนและการทำงาน เรียนเก่ง ทำงานเก่ง เป็นหัวหน้าทีมวงเกิร์ลกรุ๊ปหญิงที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในยุคปัจจุบัน นี่จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่เธอสามารถถ่ายทอดชีวิตของพายออกมาได้เป็นอย่างดี
นักแสดงสมทบอื่นนับว่าคัดตัวแสดงระดับสุดยอดฝีมือมาร่วมแสดง ล้วนลงตัว และมีความน่าสนใจทุกตัวละคร เช่น สู่ขวัญ บูลกุล รับบทแม่ เธอถ่ายทอดอารมณ์ของความเป็นแม่ที่ต้องแบกรับภาระครอบครัว แม่ผู้ท้อแท้สิ้นหวัง แม่ในสายตาลูกที่หมดศรัทธาได้อย่างดีเยี่ยม อาจกล่าวได้ว่ารางวัลภาพยนตร์สาขานักแสดงสมทบหญิง ในปี 2561 นี้ คงไม่พ้นเธอเป็นแน่แท้
ส่วน วิโรจ ควันธรรม รับบทพ่อ และ เบสท์ ณัฐสิทธิ์ มารับบทพี่ชาย ก็ถือว่าแสดงได้ดี บทบาทและบทสนทนาที่ไม่มากเกินไป แต่ ทุกครั้งที่เข้าฉากล้วนแต่ทรงพลัง สร้างความกดดันให้กับตัวละครมินได้ แต่น่าเสียดายด้วยเวลาที่จำกัด บทของทั้งสองจึงไม่ได้ "ขยี้" ได้มากไปกว่านี้ แต่ก็ถือว่าทำได้ดีมากแล้ว
นอกจากนี้ยังมีนักแสดงสมทบที่มารับบทเป็นผู้คุมประกอบด้วย ปีเตอร์ นพชัย ชัยนาม ตัวละครผู้คุมตัวแรกที่เปิดเรื่อง พลอย เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ ตัวละครผู้คุมคนต่อมาเป็นต้น แม้จะออกมาไม่มากนัก แต่การออกมาของพวกเขานั้นมีความหมาย และมีประโยชน์กับเนื้อเรื่องทั้งสิ้น ผมชื่นชอบเป็นพิเศษคือ ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ เขารับบทเป็นผู้คุมที่ทรงพลังที่สุดของหนังเรื่องนี้
เพลงประกอบยอดเยี่ยม โดย ชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์ นักทำดนตรีประกอบภาพยนตร์เมืองหนึ่ของประเทศไทย ผลงานเป็นที่ประจักษ์เช่น นางนาก, จันดารา, มนต์รักทรานซิสเตอร์, เดอะเลตเตอร์จดหมายรัก, ชัตเตอร์กดติดวิญญาณ, โหมโรง, 5 แพร่ง, กวนมึนโฮ ฯลฯ ล้วนแต่ผ่านฝีมือของเขามาแล้วทั้งสิ้น นั่นเป็นเครื่องการันตีได้ว่า Homestay จะมี เพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมไม่ต่างกับภาพยนตร์ที่ยกมา ในเรื่องนี้ผมมองว่าดนตรีประกอบมีจังหวะพอดี ใช้เครื่องดนตรีประกอบน้อย ชิ้นส่วใหญ่จะเป็นเสียงจากเปียโน นับเป็นเสียงที่ดึงอารมณ์ของคนดูได้จนติดนิ่ง
CG ยอดเยี่ยม นอกเหนือจากการตัดต่อการคุมโทนสีของหนังถือว่ามีเอกลักษณ์โดดเด่นแล้ว สิ่งที่จะผ่านไปไม่ได้เลยก็คือเทคนิคพิเศษคอมพิวเตอร์กราฟิกยอดเยี่ยม ถือว่าเป็นก้าวหนึ่งสำคัญของภาพยนตร์ไทย โดยเฉพาะ CG ในฉากเปิดตัวต้นเรื่อง ดูตระการตาสมจริง มีกลิ่นอายฉากเปิดตัวใน The Matrix ภาคแรก และ Ghost in the Shell ที่กระโดดลงจากตึก รวมถึงฉากหยุดน้ำและสิงของให้ลอยค้างในอากาศ ทำได้เทียบเท่าระดับสากลเลยทีเดียว
ผมชอบที่สุดใน Homestay คือการรับรู้ของตัวละครวิญญาณเร่ร่อนในร่างของมีน ผู้กำกับเก่งมากที่ทำให้ดวงวิญญาณนี้ซึมซับประสบการณ์ดีและไม่ดีต่าง ๆ เกี่ยวข้องกับคนรอบข้างของเขา ซึมซับกับความล้มเหลวของครอบครัว ซึมซับความผิดหวังจากรักไม่สมหวัง ซึมซับอารมณ์ที่ถูกหักหลัง จนตัวละครวิญญาณเร่ร่อน "อิน" กับทุกสิ่งที่เขาพบ แม้ว่าจะมีผู้คุมคอยเตือนว่าอย่าอินกับ Homestay นี้ให้มาก แต่เขาก็อินกับ Homestay นี้มากแม้จะใช้ระยะเวลางแค่ 100 วันก็ตาม ตัวละครวิญญาณเร่ร่อนรับรู้และซึมซับถึงอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครมินราวเป็นคนคนเดียวกันนั้นเอง และความอินนี้ก็สามารถถ่ายทอดมาสู่คนดูได้อย่างเต็มที่ไปพร้อม ๆ กับตัวละครนี้
Homestay เป็นภาพยนตร์ให้ความหมายดี ๆ กับมุมมองในการดำเนินชีวิต ทำให้เห็นว่า คนบางคนมักคิดว่ามีแต่คนไม่สนใจ มีแต่คนเกลียด มีแต่คนทำร้ายและทำลาย ไม่มีใครรัก แต่หากมองให้ถ้วนถี่ แท้จริงแล้วยังมีคนที่รักอีกมากมาย ซึ่งคนเหล่านี้เขากลับไม่เคยมองเห็น คนเรามักจะมองเห็นว่าปัญหาของตนเองเป็นปัญหาที่ใหญ่หลวงแต่กลับไม่เคยมองปัญหาของคนอื่น ไม่ยอมเข้าใจคนอื่น แต่อยากจะให้คนอื่นมาเข้าใจ มักใช้ความคิดและความรู้สึกของตนเองตัดสินคนอื่น ชอบมองว่าพฤติกรรมของคนอื่นที่ไม่เหมือนกับเราหรือคิดไม่เหมือนเรานั้นเป็นสิ่งผิดเสมอ เชื่อว่าผู้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้อาจจะปรับเปลี่ยนทัศนคติในด้านลบเหล่านี้ไปได้บ้าง ไม่มากก็น้อย
นับตั้งแต่ GTH ถึง gdh เอกลักษณ์สำคัญของค่ายนี้คือการถ่ายทอดอารมณ์ของภาพยนตร์ครอบครัวได้ดี เช่น ลัดดาแลนด์ ตลกไว้ก่อนพ่อสอนไว้ นำเสนอมุมมองและปัญหาชีวิตครอบครัวได้อย่างมีมิติน่าสนใจ นอกจากนี้ยังถ่ายทอดถึงวิถีชีวิตแนวคิดของวัยรุ่นในสังคมที่มีความหลากหลายและมีความแตกแยกสูง เช่น Hormone ฝากไว้ในการเธอ สะท้อนให้เห็นถึงจิตวิทยาวัยรุ่นที่ วัยรุ่นในปัจจุบันมีความเปราะบางทางด้านความคิดและอารมณ์ ต้องการทำให้ตัวเองประสบความสำเร็จโดยที่ไม่สนวิธีการที่เหมาะสม การแก้ปัญหาของวัยรุ่นในแบบความคิดของวัยรุ่น นับเป็นการสะท้อนภาพในปัจจุบันของวัยรุ่นได้อย่างชัดเจน ผมเชื่อว่าปัญหาครอบครัวและปัญหาของวัยรุ่นนั้น คือประเด็นที่สำคัญที่สุดที่ Homestay ต้องการจะสื่อให้กับคนดูมากที่สุด
แต่ Homstay ก็ยังมีจุดดูแล้วรู้สึกขัดใจอยู่บ้าง ยกตัวอย่างเช่น พฤติกรรมไม่สมเหตุสมผลของตัวละครตัวหนึ่ง ที่เธอแลกความสำเร็จกับบางสิ่งบางอย่างที่ใครหลายคนมองดูแล้วรู้สึก "ขยะแขยง" ซึ่งเราในฐานะคนดูตั้งคำถามว่า "มันจำเป็นต้องทำขนาดนั้นเลยหรือ" หรือพฤติกรรมของตัวละครตัวหนึ่งผิดหวังกับชีวิตครอบครัวจนแอบไปมีครอบครัวใหม่ ซึ่งดูแล้วอาจตั้งคำถามว่า สมเหตุสมผลเพียงพอแล้วหรือ หรือการเปลี่ยนอาชีพที่มั่นคงมาทำกิจการบางอย่างซึ่งมีความจำเป็นจะต้องถึงกับออกจากงานมาทำสิ่งเดียวหรือ นี่คือข้อสังเกตเล็กน้อยถึงความสมเหตุสมผลที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์
การคลี่คลายปมง่ายเกินไป วิญญาณเร่ร่อนในร่างของมินมีกำหนดระยะเวลาในการสืบหาว่ามินฆ่าตัวตายเพราะใครนั้นยาวนานเกินไปคือ 100 วันซึ่งหนังไม่ได้ใช้ 100 วันให้คุ้มค่าเลยปล่อยเวลาผ่านไปอย่างไม่มีความหมาย เปลี่ยนผ่านวันอย่างรวดเร็วและมีการเข้ามาหนึ่งก้าวกระโดด เข้าใจว่าหนังต้องการจะให้ตัวเลข 100 วันไปพ้องกับกับคติความเชื่อของคนไทยเกี่ยวกับการเก็บศพไว้ก่อนเผา 100 วัน? มากกว่า 70 วันถูกปล่อยเลยไปโดยที่หนังไม่เล่าอะ แล้วพอเมื่อเริ่มจะคลี่คลายก็เป็นความบังเอิญจนเกินไปที่อยู่ดี ๆ ก็ทำให้ตัวละครมินพบเจอกับเบาะแสเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย จุดที่กล่าวมาผมมองว่าเป็นปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นในหนัง
จุดพีคของหนัง และการเฉลยหลายจุดของหนังนั้นยังไม่สามารถดึงอารมณ์ไม่ถึงขีดสุด ประมาณว่าไม่ได้ขมวดทุกปมไว้เป็นก้อนเดียว เวลานำปมมาปาใส่หน้าผู้ชมจริงยังไม่สุดเท่าที่ควร เหมือนเช่นภาพยนตร์หลายเรื่องเช่น ชัตเตอร์กดติดวิญญาณ หรือ ลัดดาแลนด์ บอดี้ศพ 19 ที่ขมวดปมปัญหาไว้เป็นก้อนเดียวแล้วปาใส่เราในตอนท้ายของเรื่องจนเราหงายหลัง
ฉากที่ต้องการจะดึงอารมณ์ของคนดู บางฉากทำได้ดีมาก เช่นฉากที่แม่ของมินพูดถึงความในใจทั้งหมดในขณะนอนบนเตียงในโรงพยาบาล ถือว่าสุดยอดมาก และถือว่าเป็นฉากเด่นที่สุดของฉากอารมณ์ทั้งหมดของหนังเลยก็ว่าได้
Homestay ถือเป็นหนังให้โอกาส คนในการแก้ไขปัญหา และเข้าใจความหมายของการมีชีวิต ตะหนักถึงความผิดที่ได้กระทำลงไปจากความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ดี ดูแล้วทำให้คิดถึงหนังเรื่องท้าฟ้าลิขิต และ What Dreams May come
#ช่วงที่2 การตีความหมายสัญลักษณ์ที่ปรากฏในภาพยนตร์
ชื่อเรื่อง Homestay :
ความหมายกว้าง ๆ ของ Homestay คือ
"การท่องเที่ยวรูปแบบหนึ่ง ที่ให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสเข้าไปใช้ชีวิตความเป็นอยู่ร่วมกับคนในท้องถิ่น อยู่บ้านเดียวกัน ทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน" เนื่องจากพอตเรื่อง กล่าวถึงวิญญาณเร่ร่อนดวงหนึ่งได้รับโอกาสให้กับมามีชีวิตอีกครั้งในร่างของเด็กหนุ่มชั้นมัธยมปลายชื่อมิน โดยมีกำหนด 100 วัน แต่มีเงื่อนไขสำคัญว่าเขาจะต้องสืบหาว่าใครเป็นสาเหตุที่ทำให้มินฆ่าตัวตาย ดังนั้น วิญญาณเร่ร่อนในร่างมินจึงได้มีโอกาสเข้าไปใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวของมินที่ประกอบด้วยพ่อแม่และพี่ชาย รวมถึงเข้าไปใช้ชีวิตร่วมกับเพื่อน ๆ ในโรงเรียนมัธยมได้ทำกิจกรรมในโรงเรียนร่วมกัน เขาได้รับรู้ความรู้สึกร่วมกันกับ ครอบครัว และเพื่อนของมิน เสมือนกับดวงวิญญาณเร่ร่อนได้ท่องเที่ยวไปในโลกของมิน ตามความหมายของคำว่า Homestay
คำว่า Homestay ยังมีความหมายถึงที่อยู่อาศัยชั่วคราวซึ่งเปรียบเทียบได้กับร่างกายของมนุษย์นั้นเป็นที่อาศัยชั่วคราวของดวงวิญญาณ ดวงวิญญาณเข้ามาอาศัยในร่างกาย (Homestay) เมื่อเสื่อมสลาย วิญญาณก็ล่องลอยเวียนไปเรื่อย เมื่อกลับมาเกิดใหม่ก็เข้าอาศัยในร่างกายใหม่ชั่วคราว หรือ Homestay นั่นเอง นับเป็นความเชื่อที่สำคัญของศาสนาพุทธ โดยเฉพาะนิกายมหายาน
แต่หากพิจารณามิติในเชิงลึกของคำว่า Homerstay ในหนังอาจมอีกแง่มุมหนึ่งได้ว่า ในความรู้สึกของตัวละครมินสมัยที่มินยังมีชีวิตอยู่นั้น ดวงวิญญาณเร่ร่อนสามารถรับรู้ได้ว่า บ้านของมินไม่ได้มีความหมายของคำว่า "บ้าน" "home" อย่างแท้จริง กลับกลายเป็นเพียงที่อยู่อาศัยสำหรับซุกหัวนอนเท่านั้น บ้านแห่งนี้ไม่มีความสุขเลย ทุกคนล้วนแต่มีปัญหา พ่อของบ้านก็เป็นคนที่ตัดสินใจผิดพลาด ออกมาทำธุรกิจไม่ประสบความสำเร็จ ตัวแม่ของมินนั้นก็ทำผิดในเรื่องที่มินไม่สามารถรับได้ พี่ชายของมินก็ไม่เกลียดตัวมินอย่างชัดเจน ดังนั้นบ้านจึงไม่มีความหมายของคำว่าบ้าน "home" เป็นเสมือนที่พักอาศัยเท่านั้น "homestay" สำหรับมินเท่านั้น
ตัวละครหลักชื่อ มิน :
มิน รับบทโดย เจมส์ ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ เป็นตัวเอกของเรื่องและถือว่าเป็นคนที่แบกเรื่องเอาไว้ทั้งหมด
การตีความหมายของชื่อมินนี้ ถือเป็นความคิดเห็นและทัศนคติส่วนตัวผมล้วน ๆ ซึ่งอาจจะไม่ตรงการกำหนดชื่อของผู้กำกับเลยก็เป็นได้ ผมคิดว่าการใช้ชื่อมิน หากออกเสียงยาวก็จะกลายเป็น มีน "mean" มีความหมายว่า "ความหมาย" กล่าวคือ
ดวงวิญญาณเร่ร่อนที่เข้ามาอยู่ในร่างของมินนั้น นอกเหนือจะสืบหาว่าใครที่ทำให้มินฆ่าตัวตายแล้ว ยังได้ได้เรียนรู้ถึงความหมายของการมีชีวิต ได้เรียนรู้ถึงความหมายของความรักจากครอบครัว ความรักจากเพื่อน ความรักจากแฟน การเรียนรู้ของวิญญาณเร่ร่อนทั้งหมด ก็เหมือนกับเป็นการสื่อให้คนดูได้เข้าใจถึงความหมายของการมีชีวิต
การวาดภาพแปลกอักษร :
นับเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่สำคัญสุดของหนัง มินเป็นนักเรียนมัธยมอยู่ชมรมเชียร์ โดยมี ลี้ (ศรุตาเกียรติ วราวงศ์) เป็นเพื่อนร่วมชมรม หน้าที่ของเขาคือวาดภาพร่างที่จะใช้เป็นแบบในการแปลอักษร ภาพร่างนี้จะมีเป็นสเกลขนาดเล็ก ต้องวาดภาพและกำหนดสีใส่ไปในช่องขนาดเล็กเพื่อจะนำไปขยายเป็นสเกลขนาดใหญ่ต่อไป เมื่อเรามองลงไปในรายละเอียดแล้ว จะเห็นว่ามีการใช้ค่าสีหลายสี มาแต่ละช่องสีนำมารวมกันก็จะกลายเป็นภาพ เมื่อนำไปขยายใหญ่กับตัวแผงป้ายที่ใช้ยกแปลอักษร 1 แผง ต่อ 1 คน ต้องใช้คนยกแผงภาพหลายร้อยคนจึงจะมองเห็นภาพใหญ่บนอัฒจันทร์ ใน 1 แผงนั้นจะมีกระดาษสีหลายเฉดสีกลายแผ่น ต้องพลิกกระดาษสีตามที่วาดไว้ในแบบร่าง ซึ่งถ้าหากเป็นเพียง 1 แผงสำหรับหนึ่งคนนั้น เมื่อยกมาดูจะไม่สามารถรู้ว่าเป็นภาพอะไร แต่เมื่อนำมารวมกันหลายแผงแล้วมองภาพระยะไกลก็จะเห็นว่าภาพนั้นสื่อถึงอะไร
ในที่นี้อธิบายเชิงสัญลักษณ์ว่าดวงวิญญาณเร่ร่อนในร่างมินได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับผู้คนรอบตัวของมิน ในตอนแรกเขาเห็นว่าทุกคนรอบตัวมินล้วนแต่ดีกับเขา แทบจะเป็นไม่ได้เลยว่าคนเหล่านี้จะเป็นต้นเหตุที่ทำให้มินฆ่าตัวตาย นั่นคือการมองในมุมเดียว และใช้ระยะเวลาเพียงไม่นาน เขาเห็นในภาพขนาดเล็กนั่นเอง แต่เมื่อเขาใช้เวลาร่วมกับผู้คนเหล่านั้นหลายวันมากขึ้น เขาก็มองเห็นมิติของผู้คนเหล่านั้นมากขึ้น และหลาย ๆ มุมมองเมื่อนำมาปะติดปะต่อกันเป็นภาพกว้างเขาก็เห็นว่าทุกคนนั้นร้ายกับเขา ทุกคนล้วนแต่มีส่วนเกี่ยวข้องที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้มินฆ่าตัวตาย นั่นคือการที่เขานำภาพเล็กมาปะติดปะต่อกันจนเป็นภาพขนาดใหญ่แบบนี้ ในขณะเดียวกัน เมื่อเจอวิญญาณได้เข้าใจความหมายของความรักของชีวิตก็หมดแล้ว ชุดภาพสีหลากสี ก็มีความหมายสำหรับเขามาก
หลายเฉดสีใน 1 แผงชุดแปรอักษรจึงเปรียบเสมือนสีสันในชีวิตของมนุษย์ที่มีหลากหลายอารมณ์ หลากหลายมุม หลากหลายมิติ และหลากหลายประสบการณ์ เมื่อนำทั้งหมดมารวมกันก็จะกลายเป็นชีวิตของมนุษย์นั่นเอง แม่ก็คือความหมายของชื่อเรื่อง Colorful ซึ่งเป็นชื่อของบทประพันธ์ดั้งเดิมนั่นเอง
หลายเฉดสีใน 1 แผงชุดแปลอักษรนั้น เปรียบได้กับคนดูนำเรื่องราวที่หนังเหล่าทั้งหมดนำมาปะติดปะต่อจนกิดความเข้าใจถึงสาระสำคัญที่หนังต้องการจะสื่อนั่นเอง
นอกจากนี้ชุดแผ่นเฉดสีที่อยู่ในแผงแปรอักษรนั้น งานเปรียบได้กับเรื่องราวและประสบการณ์ของชีวิตกับสิ่งที่เราพบเจอทั้งในแง่ดี แง่ร้าย รวมถึงบุคคลอันหลากหลาย ที่เข้ามาหาเราไม่ว่าจะเป็นมิตรหรือเป็นศัตรู ทั้งหมดทั้งมวลด้วยสร้างประสบการณ์ให้กับเราทั้งสุข เศร้า เหงาเจ็บปวดรวดร้าว หลายเฉดสีเทาสามารถปฏิเสธได้ แต่หลายเฉดสีเราก็ไม่อาจปฏิเสธต้องรับมือและอยู่กับมันให้ได้ ทุกเรื่องราวนั้นเปรียบเสมือนกับสีสัหลายเฉดสีของชัวิตที่เราต้องพบเจอนั่นเอง
นาฬิกาทราย :
เมื่อพูดถึงการจับเวลาในโลกภาพยนตร์โดยเฉพาะเวลาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตนั้นมักใช้นาฬิกาทรายมาเป็นตัวจับเวลาเสมอ เพราะให้ความรู้สึกว่าเวลานั้นใกล้จะหมดลงไปเรื่อยๆ เช่นเดียวกับ Homestay ในเรื่องใช้นาฬิกาทราย มาเป็นตัวบอกเวลาของวิญญาณเร่ร่อนที่มีชีวิตใหม่ในร่างของมิน ให้สืบว่าใครคือคนที่ทำให้มินตัดสินใจฆ่าตัวตายดำหนดระยะเวลา 100 วัน การรู้สึกว่าทรายในนาฬิกาทรายค่อย ๆ หมดลงไปนั้นสามารถบีบคั้นอารมณ์ของคนดูได้มากกว่าใช้ช้นาฬิกาที่เป็นตัวเลขหรือเข็ม
การที่ให้ทรายค่อย ๆ ไหลลง ทำให้ตัวละครและคนดูตระหนักรู้คุณค่าของเวลาชีวิตว่า คนเรามีเวลาไม่เยอะ อาจจะทำอะไรดีกับใครก็ควรรีบ จะแก้ไขสิ่งใดก็ควรรีบทำ ก่อนที่เวลาของชีวิตจะหมดลง
นอกจากนี้นาฬิกาทรายยังมีความหมายถึงการเริ่มใหม่ได้อีกด้วยเพราะชีวิตของคนเราสามารถเริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้ง เหมือนกับการกลับด้านของนาฬิกาทรายให้ด้านที่เต็มไหลลงมาใหม่นั่นเอง
หนามและเนื้อทุเรียน :
แม่ของมินคือ ฤดี จันทรเสน (สู่ขวัญ บูลกุล) ในขณะที่เธอยืนปลอกทุเรียน เธอได้เล่าเรื่องในวัยเด็กของมิน ให้กับวิญญาณเร่ร่อนในร่างของมินฟังว่าตอนมินเป็นเด็กเธอใช้เปลือกทุเรียนล้อมรอบตัวมีนไว้ เพื่อไม่ให้เล่นซุกซน
ในที่นี้เปลือกทุเรียนมีหนาม ปรียบเสมือนการตีกรอบให้กับมนุษย์ไม่ให้มนุษย์กล้าทำในสิ่งอื่น เปลือกทุเรียนคือสิ่งที่คอยปิด บัง กั้น ไม่ให้มินได้รับรู้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่ฤดีไม่อยากบอก
ในขณะที่มินยังมีชีวิตนั้นมีนเป็นคนไม่ชอบทุเรียน อันเป็นผลมาจากวัยเด็กที่แม่นำเปลือกทุเรียนมาล้อมรอบเอาไว้นั่นเอง เลยเถิดจนทำให้มินไม่ชอบกินทุเรียนไปด้วย แต่ในหนังทำให้เห็นว่าดวงวิญญาณเร่ร่อนในร่างของมินสามารถกินทุเรียนได้ เขาทำให้แม่เห็นว่าเขาสามารถเปลี่ยนเป็นคนชอบกินทุเรียน ในที่นี้หมายความว่า แม้แต่บางสิ่งบางอย่างที่เราไม่ชอบหรือเรากลัว หากเราปรับเปลี่ยนทัศนคติ ความคิดหรือมุมมองใหม่ เรียนรู้และเข้าใจความหมายใหม่ เราก็สามารถรับในสิ่งที่เราเคยไม่ชอบได้ ก็เหมือนกับชีวิต หากเรามองในมุมเดียว เช่น มองว่าไม่มีใครรักไม่มีใครสนใจว่ามีแต่คนทำร้าย เราก็จะกลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายจนถึงขั้นทำร้ายตัวเองได้ แต่หากเราเปลี่ยนทัศนคติ ความคิด และมุมมองใหม่ ผู้คนรอบกายนั้นอาจไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดไปซะทั้งหมด
น้ำแดงศาลพระภูมิ :
มินคือตัวละครหลัก คือวิญญาณเร่ร่อนเข้ามาอยู่ในร่างของมิน ในฉากหนึ่ง มินและพาย (เฌอปราง อารีย์กุล) ได้ไปบนบานศาลในโรงเรียน ที่ศาลมีน้ำแดงตั้งไว้เต็ม แล้วดวงวิญญาณเร่ร่อนในร่างของมินก็ไปหยิบน้ำแดงขึ้นมากิน พายทัดทานมินว่า "เป็นสัมภเวสีหรือไงถึงได้กินน้ำแดง" หนังต้องการบอกว่า วิญญาณเร่ร่อนแม้จะอินกับชีวิตของมิน อินกับ Homestay แต่มีบางครั้งที่เขาเผลอทำในสิ่งที่ตัวเอง คือวิญญาณเร่ร่อนที่ต้องกินของตามศาล ในจุดนี้หมายความว่า แม้ว่าเราจะแสดงเป็นใครก็ตาม หรือเข้าไปอยู่ในร่างของใครก็ตาม แต่เราก็ไม่อาจทิ้งความเป็นตัวตนของเราได้
พลุไฟ :
ในภาพยนตร์นักโรแมนติกหลายเรื่องมักสร้างความโรแมนติกให้กับตัวละคร ในยามค่ำคืนโดยเลือกวันสำคัญ และวันสำคัญนั้นจะมีการจุดพลุไฟเสมอ สำหรับมินและพายที่เป็นคู่รักกันนั้น ความรักในช่วงเวลานั้นมีความสว่างสดใสและมีสีสันสวยงาม เหมือนกับพลุไฟนั่นเอง มินชอบพลุไฟนั้น พายจึงนำของขวัญเป็นกล้องส่องภายในมีสีสันคล้ายพลุไฟให้กับมิน "มินจะเห็นพลุไฟตลอดเวลา" ในที่นี้สีสันของพลุไฟเปรียบกับเรื่องราวดีร้ายสุขทุกข์เสมือนสีสันอันหลากหลายของชีวิตที่วิญญาณในร่างมินได้รับรู้ นอกจากนี้การที่เขาชอบพลุไฟเปรียบได้กับชีวิตใหม่ของเขา ซึ่งแม้จะเป็นเวลาเพียง 100วันแต่ก็เป็นช่วงเวลาที่เขามีความสุข เป็นชีวิตใหม่ที่สว่างไสวนั่นเอง
วิตามิน :
พ่อของมิน รับบทโดย วิโรจ ควันธรรม เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยลาออกมาทำธุรกิจขายอาหารเสริมวิตามิน ซึ่งในการขายช่วงแรกนั้น ธุรกิจเหมือนจะไปได้ดี เขาจึงลาออกดำเนินธุรกิจเต็มตัว เพราะคิดว่าการขายวิตามินจะสามารถจุนเจือครอบครัวได้ แต่แล้วธุรกิจก็ไม่สามารถดำเนินไปได้ ต้องคอยแจกจ่ายให้ผู้คน ต้องโฆษณาสรรพคุณให้กับนักศึกษา เขาจึงกลายเป็น Loser ในสายตาของมิน และรุนแรงที่สุดคือในฐานะผู้นำครอบครัวกลับไม่สามารถพยุงครอบครัวเอาไว้ได้
วิตามินหากกินในปริมาณที่เหมาะสมก็สามารถเป็นอาหารเสริมร่างกายได้ หากกินในปริมาณมากเกินไปก็สามารถทำร้ายร่างกายได้เช่นกัน ในหนังจะเห็นว่ามีบทที่นักแสดงคนหนึ่งกรอกวิตามินเข้าปากทั้งขวด นักแสดงคนหนึ่งเทวิตามินลงชักโครก วิตามินจึงมีความหมาย 2 นัยยะ คือ สามารถเสริมให้ชีวิตดีขึ้นและทำให้ชีวิตเลวร้ายได้ด้วยเช่นกัน วิตามินยังส่งผลไปถึงฤดีแม่ของมิน เมื่อพ่อขายวิตามินไม่ได้ แม่ของมึงก็ต้องลำบากมากขึ้น แล้วเธอต้องตัดสินใจทำบางสิ่งบางอย่าง ดังนั้นวิตามินในหนังเรื่องนี้ในเบื้องหน้านั้นดูเหมือนว่าเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารช่วยทำให้ชีวิตดีขึ้น แต่วิตามินกับกลายเป็น ยาพิษที่ทำให้ชีวิตครอบครัวเลวร้ายลง
ดังนั้นวิตามินจึงมีมุมมองในทางด้านบวกและด้านลบ เหมือนกับภาพของครอบครัวและบุคคลรอบข้างของมิน ที่สามารถให้ทั้งความดีและความไม่ดีกับมินได้
เราสามารถนำ "วิตามิน" ใดก็ได้มาเสริมให้ "ชีวิต" เราดีขึ้น แต่สิ่งที่นำมาเสริมนั้น อาจไม่ได้ทำให้ชีวิตดีหรือมีความสุขได้ตลอดไป แท้จริงแล้วคนเราจะมีชีวิตที่ดีหรือมีความสุขได้นั้น ต้องเกิดจากจิตใจของเราอย่างแท้จริง เมื่อเราสามารถค้นหาจุดที่ทำให้เรามีความสุขได้ เราก็ไม่จำเป็นที่ต้องกินวิตามินเสริมเลย
ทางเดินบนดาดฟ้าของโรงเรียน :
มีฉากหนึ่งที่มินและพายเดินขึ้นไปเคลียร์ปัญหาความรักของทั้งคู่บนดาดฟ้าของโรงเรียน บนดาดฟ้านั้นมีสิ่งก่อสร้างหนึ่งมีเป็นลักษณะสามเหลี่ยมวางทิ้งระยะไปเรื่อย ๆ จนถึงขอบของอาคาร ทั้งสองพูดคุยถึงปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยอารมณ์รุนแรง มินค่อย ๆ เดินถอยหลังจนตัวเองเกือบจะตกจากอาคาร พายกลัวว่ามินจะกระโดดลงไป แต่มินบอกว่าพายว่า พายนั่นแหละควรเป็นฝ่ายที่กระโดดลงไป
บนดาดฟ้าแทนที่จะเป็นพื้นที่โล่งแต่กลับมีกรอบสามเหลี่ยมตั้งเรียงกันไปคล้ายอุโมงค์ หนังต้องการแสดงให้เห็นว่าแท้จริงแล้วมนุษย์เราไม่ได้มีอิสระในการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง ไม่ได้มีทางเลือกให้มากนะ เปรียบเสมือนปัญหาและอุปสรรคของชีวิตที่ล้อมรอบตัวของคนเรา บีบให้เราต้องเดินไปตามทางภายในกรอบนั้น และเมื่อปัญหามันถึงที่สุดแล้ว เมื่อไม่มีทางเดินแล้ว ก็อาจจะตกจากอาคารได้
สะพานพุทธฯ :
สะพานพระพุทธยอดฟ้า ถูกนำมาใช้เป็นฉากหลังในภาพยนตร์โดยเฉพาะฉากที่เกี่ยวข้องกับความรักของมินและพาย มินพบพายที่สะพานแห่งนี้ และในช่วงท้ายมินได้วาดภาพการแปลอักษรเป็นรูปผู้หญิงยืนลนสะพานพุทธฯ หันหน้าให้แสงบนท้องฟ้า ดังนั้นสะพานพุทธฯ จึงเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างมีนและพาย
จากที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นการนำเสนอการตีความภาพสัญลักษณ์ส่วนหนึ่งที่ปรากฏในภาพยนตร์เรื่อง Homestay เท่าที่ผมสังเกต ซึ่งอาจมีบางจุดที่เป็นความจริงและอาจมีบางจุดที่ไม่ได้เป็นความจริงหรือมีความสัมพันธ์กับหนังเลยก็ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้ชมแต่ละท่านอาจตีความหมายหรือเห็นสัญลักษณ์ที่ต่างออกไปจากนี้ก็ได้เช่นกัน แต่ขอยกย่องความดีความงามให้กับหนังคือค่าย GTH สืบเนื่องมาจนถึง gdh ที่เขาขึ้นชื่อเรื่องการใส่ภาพสัญลักษณ์ลงไปในหนังอย่างชาญฉลาด และในหลาย ๆ สัญลักษ์นั้นก็ถูกกำหนดไว้อย่างถูกที่ถูกจังหวะและมีพลังมากพอที่จะทำให้เราคอยตามไปกับเนื้อหาของหนังได้อย่างดี
กล่าวโดยสรุป Homestay คือภาพยนตร์แนว ปรัชญา ดราม่า แฟนตาซี ระทึกขวัญ ที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าของชีวิต ปัญหาครอบครัว ปัญหาชีวิตวัยรุ่นเ ป็นหนังที่ให้โอกาสคนได้แก้ไขปมชีวิตตนเอง และเปลี่ยนทัศนคติจากด้านลบเป็นด้านบวก สอนให้รู้จักมองภาพกว้างและมองในหลายมุม เป็นหนังที่มีการแสดงชั้นเยี่ยม เทคนิคพิเศษดี ดนตรีประกอบดี เป็นหนังที่ดีมาก ๆ เรื่องหนึ่งจากค่าย gdh ที่ควรชม ยิ่งพ่อแม่ผู้ปกครองด้วยแล้วสมควรได้ดูอย่างยิ่ง
สุดท้ายนี้คงไม่มีคำพูดใดอธิบายภาพรวมของหนังได้ดีไปกว่าท่านหนึ่งของเพลง Live and Learn จากค่าย Bakery Music โดย กมลา สุโกศล ขออนุญาตคัดเนื้อเพลงมา ณ ที่ครับ
"เพราะชีวิตคือชีวิต เมื่อมีเข้ามาก็มีเลิกไป
มีสุขสมมีผิดหวัง หัวเราะหรือหวั่นไหว เกิดขึ้นได้ทุกวัน อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน ตามความคิดสติเราให้ทัน อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด"
9/10
วาทิน ศานติ์ สันติ

#สถานีหนัง #MovieStationReview
#Homestay #โฮมสเตย์
29 ตุลาคม 2561