ชีวิตที่พอเพียง 3659. แฮร์มัน เฮสเสอะ นักแสวงหา


หนังสือ แฮร์มัน เฮสเสอะ บนเส้นทางแสวงหา ... คืนสู่ตน  สะกิดให้ผมใคร่ครวญ โดยตั้งคำถามว่า หนังสือเล่มนี้ว่าด้วยเรื่องคน    เรื่องภายในของคน หรือภาวะของความเป็นมนุษย์ อย่างน้อยก็มนุษย์จำพวกหนึ่ง ที่มีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ไหลไปตามกระแสสังคมในยุคนั้น    ผมตั้งคำถามว่า แฮร์มัน เฮสเสอะ ไม่มองสังคมภาพรวมเลยหรือ    จึงค้น Google และอ่านประวัติของท่านใน Wikipedia (1)   

ประวัติของท่านในวิกิพีเดียสนุกไม่แพ้นวนิยายที่ท่านเขียน    หรือกล่าวใหม่ว่า ส่วนหนึ่งของนิยายคือชีวิตของท่านเอง ... ชีวิตของกบฏ    เขากบฏต่อพ่อแม่และกติกาสังคมเมื่ออายุ ๑๕    ที่จริงแม่สังเกตตั้งแต่ลูกชายคนนี้อายุ ๔ ขวบแล้วว่า เขาเป็นเด็กที่มีพลังประหลาดอยู่ภายใน   

ผมตีความว่าพลังพิเศษของ Hermann Hesse คือผัสสะที่ละเอียดอ่อนต่อสิ่งรอบตัว    และความสามารถในการเสนอออกมาเป็นข้อเขียนและภาพวาด    ท่านเป็นกวี นักเขียน และศิลปินวาดภาพ    ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมปี 1946   

มองอีกมุมหนึ่ง ท่านคือนักแสวงหาตนเอง    นักเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง    ดังข้อความเรื่อง ชีวิตใหม่เริ่มขึ้น ในหนังสือหน้า ๗๔  “ในชีวิตผม  ก็เช่นเดียวกับชีวิตคนส่วนใหญ่   มีจุดวิกฤตของการเปลี่ยนจากลักษณะทั่วไป เป็นลักษณะเฉพาะ   ซึ่งเป็นสถานแห่งความน่ากลัวกับความมืด    ความสับสนกับความโดดเดี่ยว    ซึ่งวันทั้งวันอยู่กับความเฉื่อยเนือยกับความว่างเปล่าอันสุดบรรยาย    แล้วค่ำคืนจะเกิดดาวดวงใหม่บนฟากฟ้า  และตาดวงใหม่ด้านในผม”    อ่านแล้วผมบอกตัวเองว่า กวีบรรยาย Transformative Learning ได้สละสลวยอย่างนี้เอง   

มุมมองของนักแสวงหาต่อพระเจ้าน่าสนใจมาก “... พระเจ้าของเราชื่ออาบรั๊กซัส   และเป็นทั้งพระเจ้ากับซาตาน   มีโลกสว่างกับโลกมืดในตัวเอง   อาบรั๊กซัสไม่ปฏิเสธความคิดใดๆ หรือความฝันใดๆ ของแก    ... แต่เขาจะทิ้งแกไปทันทีที่แกกลายเป็นคนสมบูรณ์และสามัญ    เขาจะทิ้งแกไปหาหม้อใบใหม่เพื่อปรุงความคิดของเขาในนั้น” (หน้า ๕๐๘)    ผมตีความหมายว่าความดีกับความชั่วอยู่ด้วยกัน    พระเจ้าจะเข้าสิงคนที่จิตอ่อนแอ    เมื่อจิตแข็งแรงพระเจ้าจะละไป   ไม่ทราบว่าผมตีความถูกหรือไม่    แต่การอ่านวรรณกรรมดีตรงที่คนอ่านต่างคนมีสิทธิ์ตีความต่างกันได้    ไม่มีถูกผิด    มีแต่มุมมองและวิธีมองหรือตีความ  

“เมื่อแกเกลียดคนคนหนึ่ง  มันคือแกเกลียดบางสิ่งบางอย่างในตัวเขา    ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของตัวแกเอง   สิ่งที่ไม่เป็นส่วนหนึ่งของเราจะไม่สะเทือนเรา”  (หน้า ๕๑๒)

“สิ่งที่เราเห็น เป็นสิ่งเดียวกับที่อยู่ด้านในเรา    ไม่มีความเป็นจริงใดๆ นอกจากสิ่งที่อยู่ภายในเรา    นั่นคือเหตุที่คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอย่างไม่เป็นจริงดังที่เป็น    เพราะพวกเขาถือว่าภาพของโลกภายนอกเป็นของจริง    และไม่เคยให้โอกาสโลกด้านในตนเองได้แสดงตัวเอง    ... ทางที่คนส่วนใหญ่เดินนั้นง่าย   แต่ทางของเรายากเย็น  แต่เราก็จะไป”    

ชีวิตมนุษย์ไม่เหมือนกัน    มีมิติที่ซับซ้อนแตกต่างกัน    แสวงหาความหมายในชีวิตแตกต่างกัน    แต่ที่ เฮอร์มัน เฮสเสอะ แสวงหาคือตัวตนของตนเอง  ที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร    และยิ่งกว่านั้น ตัวตนที่ค้นหามันเปลี่ยนตัวตนได้เสียอีก

ขอขอบคุณ นพ. เนตร รามแก้ว บรรณาธิการสำนักพิมพ์ คนบ้าหนังสือที่กรุณาส่งหนังสือมาให้  

วิจารณ์ พานิช  

๑๑ ก.พ. ๖๓


   

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)