Reflection ครั้งที่ 2

             ไปศูนย์ดำรงชีพอิสระของคนพิการหรือ IL ( Independent Living ) พุทธมณฑล ในช่วงครึ่งเช้าแรก ก็มีการแนะนำตัวกับพี่ๆทีมIL พี่อัฐ เป็นผู้จัดการศูนย์ พี่ออม เป็นเจ้าหน้าที่ รณรงค์สิทธิ์ให้คนพิการ พี่กุ้ง ให้ข้อมูลข่าวสารกับลงพื้นที่ พี่น้ำพุ เป็นผู้อำนวยการศูนย์ จะพูดถึงแนวคิดของIL กับลงพื้นที่ พี่เก๋ บริการข้อมูลข่าวสารกับลงพื้นที่ พี่ๆมีกิจกรรม 2 กิจกรรมให้ทำ โดยจะเป็นฐานที่เกี่ยวกับความรู้สึกกับฐานจำลองความพิการ ฐานแรกที่ได้เข้าร่วมคือ จะให้จำลองเป็นคนพิการจะมีเป็นใบ้จะให้ผ้าปิดปาก ตาบอดให้ผ้าปิดตาไว้ นั่งวีลเเชร์ เคลื่อนไหวลำบาก จะใช้เชือกมามัดแขนขา จากนั้นให้หลับตาลงฟังคำพูดในทางลบที่คนส่วนใหญ่ชอบพูดกับคนพิการ โดยเราได้บทเป็นคนพูดในทางลบ ซึ่งในตอนแรกที่เห็นข้อความที่ต้องพูด รู้สึกไม่สบายใจเลย เวลาที่พูด มันอึดอัด เลยพยายามเลือกคำพูดที่ไม่รุนแรง ตอนนั้นทำให้เข้าใจถึงความรู้สึกของคนพิการว่า ทำไมเขาถึงตัดสินคนเพียงแค่ภายนอก เรามีสิ่งที่ยังทำได้ ไม่ใช่ทำอะไรไม่ได้เลย กิจกรรมต่อมา คือ ให้จำลองความพิการเหมือนฐานแรก แต่จะให้เล่นบอล มีเงื่อนไขว่า ให้เล่นได้นานมากที่สุดแบบไม่ตกพื้น โดยเริ่มแรกจะให้โหวตคนออก 2 คน แล้วรอบต่อๆไปก็จะโหวตออกเหมือนกัน ฐานนี้ก็ทำให้ได้รู้ว่า อย่าไปลดโอกาสในการแสดงความสามารถของเขา และอย่าพึ่งไปตัดสินเพียงแค่เห็นแวบเดียว หลังจากนั้นเป็นกิจกรรมบทบาทสมมติ จำลองการทำงานลงพื้นที่ของพี่ๆทีมIL ว่าทำอะไรบ้าง มีการเสริมสร้างพลังใจให้ผู้พิการให้สามารถกลับมาทำกิจวัตรประจำวันได้ จะเคารพการตัดสินใจของเขาว่าเขาคิดอยากจะทำอะไร สร้างความเชื่อมั่น ไปพูดคุย แลกเปลี่ยน ให้คำปรึกษาเป็นแบบ peer counseling ที่เข้าใจซึ่งกันและกัน สนับสนุนกายอุปกรณ์ ที่ศูนย์มีรถตู้ที่สามารถยกวีลแชร์ ทำให้สามารถเดินทางไปไหนได้ง่ายขึ้น แนวคิดของศูนย์IL คือ เขาคิดว่าผู้พิการทุกคนสามารถพัฒนาได้ และสามารถเลือกวิธีการดำรงชีวิตของตนเองได้ จะมีการให้บริการกับผู้พิการทุกประเภท ที่มีความจำเป็น โดยจะให้ผู้พิการที่มีความรุนแรงก่อน ซึ่งผู้พิการที่มีความรุนแรงนี้ไม่ได้ดูจากตัวโรค แต่เขาจะดูความสามารถในการจัดการตัวเอง ทางศูนย์ก็จะให้ผู้พิการที่มีอาการรุนแรงมาก่อนเป็นหัวหน้าเพราะว่า จะเข้าใจถึงความต้องการของคนที่ผู้พิการมากกว่าผู้พิการที่ไม่รุนแรง ช่วงบ่ายก็จะเป็นการลงชุมชน ได้พบพี่แจ็ค เป็น SCI C4-C5 จากอุบัติเหตุรถชน ในตอนแรกพี่แจ๊คทำอะไรไม่ได้เลย แล้วก็งงว่า มีพี่ๆทีมIL มาทำอะไร พี่ๆทีมIL ก็มีแนะนำให้ไปสถาบันสิรินธรเพื่อไปฝึกกายภาพและกิจกรรมบำบัด จนตอนนี้เขาสามารถยกแขนได้ เล่นไอแพดได้ และได้ electric wheelchair มาแต่เนื่องจากเขาเป็นคนตัวสูง ทำให้เบาะที่พิงไม่พอดีกับตัวของเขา จึงได้ดัดแปลงนำเบาะพิงของรถมาแทน แล้วพอได้พูดคุยกับเขา ทำให้ได้เห็นว่า เขามีทัศนคติทางบวกมาก เขาบอกว่า แต่ก่อนเขาจะคิดถึงเรื่องผลประโยชน์เป็นหลัก เป็นชอบเอาชนะ ไม่ยอมแพ้ แต่พอประสบอุบัติเหตุ เขาคิดว่า เขาจะสามารถหายแล้วกลับไปทำกิจกรรมที่ชอบได้เหมือนเดิม จึงได้ให้ครอบครัวของเขาช่วยทำกิจการของเขา แต่ครอบครัวของเขาไม่ได้บอกว่า อาการที่เขาเป็นอยู่ไม่สามารถหายได้ เขาก็เลยไปถามหมอที่เขารักษาอยู่ พอหมอได้บอกถึงอาการของเขา เขาก็รู้สึกสงสารแม่ของเขาที่ต้องมาดูแล จึงกลับมาคิดใหม่ ครอบครัวสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง อย่างอื่นเช่น เงินสำคัญรองลงมา เงินเป็นสิ่งจำเป็นแต่ไม่ได้สำคัญ เขาใช้ความรู้ที่มีบริหารจัดการโดยให้แม่ของเขาช่วย เช่น การเลี้ยงต้นกระบองเพชรชนิดต่างๆ เขาบอกวิธีการเลี้ยงดูให้กับแม่ แล้วนำไปขาย บางต้นขายได้เป็นหมื่น เป็นการสร้างรายได้ให้กับเขา พอคุยเสร็จก็มีการพูดสรุปรวมกับพี่ทีมIL วันนี้ได้ความคิดทางบวกจากพี่แจ๊คเยอะมาก จะนำความคิดอันนี้ไปประยุกต์ใช้กับตัวเองและผู้อื่นต่อไป