สวนกระแสการตั้งกระทรวงปกครองท้องถิ่น ต่อตอนที่สี่ : ความล้มเหลวของการบริหารจัดการโครงการถ่ายโอนภารกิจ

19 ตุลาคม 2562

ทีมวิชาการสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย [1]  

เพิ่มปรับปรุงภารกิจงานบริการให้มากและลดอำนาจ

การเพิ่มภารกิจหน้าที่บริการของ อปท. แต่ให้ลดอำนาจลง ไม่จำเป็นต้องให้อำนาจดุลพินิจเด็ดขาดที่มากมาย แต่การให้อำนาจน้อยลงโดยปรับปรุงหรือเพิ่มภารกิจหน้าที่ให้สมบูรณ์มากขึ้น จะสามารถตอบโจทย์ปัญหา และแสวงหาความร่วมมือจาก อปท.ได้มากกว่า เพราะอำนาจเป็นตัวก่อให้เกิดกิเลศและตัณหา ขอขยายความในภารกิจอำนาจหน้าที่ในการจัดบริการและกิจกรรมสาธารณะของท้องถิ่นต่อ

การปฏิรูปการถ่ายโอนขาดตอนล้มเหลว

รัฐธรรมนูญบัญญัติถึงปฏิรูปประเทศแต่ถูกล้างด้วยบทเฉพาะกาล [2]ต้องมาทีหลังการสืบทอดอำนาจ โดยไม่รู้ว่าการปฏิรูปจะเกิดขึ้นเมื่อใดตอกย้ำ “การถ่ายโอนภารกิจที่ล้มเหลว” เพราะหน่วยงานเจ้าของอำนาจเดิมไม่เต็มใจใส่ใจการถ่ายโอนภารกิจ ฉะนั้น การถ่ายโอนภารกิจจึงเป็นแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ นำไปดำเนินการยาก แล้วยังเกิดปัญหาว่า อปท.อยากได้แต่เงิน ภารกิจ และ อีก 3 M (คน งาน ระเบียบ) กลับไม่ได้ตามต้องการ มีหดหายไปชาวบ้านที่เคยได้รับก็ไม่ได้รับซึ่งต้องมีผู้รับผิดชอบบกพร่องตรงนี้ด้วย ในภารกิจถ่ายโอนบางแห่งถูกแฝงไปด้วยการไปดึงล้วงงบประมาณโดยหน่วยงานเจ้าของงบประมาณเดิมอีกด้วยในแทบทุกภารกิจ เช่น การดูแลถนน คลองส่งน้ำ ด้านสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม และยังเอาเงินท้องถิ่นออกมาสมทบใช้ด้วย

การจัดสรรกระจายเงินงบประมาณมีการชี้นำขาดการมีส่วนร่วม

เงินจากภาษีบาป (เหล้าบุหรี่) เช่น งบสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) [3]งบกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ “กองทุนสุขภาพตำบล” [4]งบสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) หรือ เงินจากกองทุนน้ำมัน [5]ที่ตัดงบก่อนนำเข้าเป็นรายได้แผ่นดิน นำไปใช้ก่อนในพื้นที่ อปท.อย่างเร่งรีบก็ล็อคสเปคโครงการได้ โครงการใหญ่ เช่น โครงการคัดแยกขยะ โครงการบำบัดน้ำเสีย หลายโครงการล้มเหลว ถูกล็อคสเปค ขาดการมีส่วนร่วมในโครงการจากชุมชน เพราะมีการรวบอำนาจการตัดสินใจโครงการไว้แล้ว มีการชี้นำ ตลอดจนการจูงใจด้วยผลประโยชน์งบส่วนต่างโครงการ แจกงบไปดูงานต่างประเทศ ฯลฯ ลักษณะเช่นนี้เกิดแก่โครงการงบประมาณอุดหนุนก้อนใหญ่ที่มาท้องถิ่นในทุกโครงการ

เมื่อโครงการเกิดด้วยการชี้นำ ให้ประโยชน์ต่างตอบแทน เป็นการตัดสินใจของผู้มีอำนาจ ชาวบ้านจริงขาดการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และไม่ได้ประโยชน์จากโครงการ อีกทั้งได้รับภาระเพิ่ม ยกตัวอย่างโครงการบำบัดน้ำเสียหลายโครงการที่คลองด่าน [6]และอีกหลายแห่งล้มเหลว ไม่สามารถเดินเครื่องทำงานได้ รวมทั้งโครงการเตาเผาขยะ โครงการบ่อขยะรวม [7]ก็ล้มเหลวเช่นเดียวกัน เป็นต้น เช่น ค่าขนย้ายและกำจัดขยะ ค่าบำบัดน้ำเสีย ที่มีทางเลือกได้หลายวิธี จะเลือกแบบมีค่าบริหารจัดการที่ใช้เงินไม่มากก็ได้ แต่หักดิบสั่งการ อปท.ด้วยการปิดบ่อขยะ อ้างว่า เป็นบ่อเถื่อน ที่ไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย แล้วให้ขนย้ายขยะไปทิ้งให้ไกลขนไปรวมโรงคัดแยกขยะที่สร้างขึ้นใหม่ด้วยงบมหาศาลที่ล็อคสเปคมาแล้ว แถมมีค่าบริหารจัดการสูงลิ่วให้ อปท.ร่วมแบกรับภาระ เพียงเพื่อหลบหน่วยตรวจสอบฯ ว่า มีความคุ้มค่า มีปริมาณมากเท่าจำนวนปริมาณที่ได้เขียนบรรยายไว้ในโครงการที่ของบประมาณมาตั้งแต่แรกเริ่ม ในส่วนประสิทธิภาพประสิทธิผล เชื่อว่ามีปัญหา เพราะในระยะยาวก่อให้เกิดมลภาวะและมลพิษ กรณีคัดแยกขยะแล้วนำไปรีไซเคิลนั้น ทำได้เพียงบางส่วน ส่วนใหญ่ใช้วิธีฝังกลบ

ความล้มเหลวของการบริหารจัดการโครงการถ่ายโอนภารกิจ

เริ่มตั้งแต่การจัดสรรงบประมาณโดยหน่วยงานส่วนกลางตามมากำกับควบคุมโครงการในทุกขั้นตอน ผลสุดท้ายจึงล้มเหลว ผิดหลักการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ไม่ได้คิดเองทำเองมาแต่ต้น ทางเดินโครงการถ่ายโอนของ อปท.เป็นคำตอบที่ดีว่า ขาดความเป็นอิสระ ไร้การตรวจสอบอย่างมีระบบ เพราะหน่วยตรวจสอบผู้กำกับดูแลต่างมีผลประโยชน์ทับซ้อนมาแต่ต้นทาง ทำให้ปลายทางที่ อปท.ล้มเหลว

ภารกิจสำคัญในการประสานงานโครงการใหญ่ระหว่าง อปท.ที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง เช่น งานจัดการขยะ น้ำเสีย ชลประทาน ถนน การระบายน้ำ การศึกษา การกีฬา การสาธารณสุข ฯลฯ เป็นต้น รวมทั้งการถ่ายโอนภารกิจในโครงการมีความต่อเนื่องอื่นๆ การติดตามเงินงบประมาณ การบริหารจัดการบุคคลากรแก่ อปท.การออกระเบียบกฎหมาย (4M) ต่างๆ ในโครงข่ายภาพรวม ในประเด็นภารกิจเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า จำเป็นต้องมีหน่วยงานกำกับดูแลระดับกระทรวงที่เป็นสัดส่วนมีภารกิจโดยตรงเฉพาะ มีหน่วยงานตรงไม่ใช่งานฝากดังเช่นปัจจุบัน มีกลไกที่ตรวจสอบปรับปรุงได้ นอกจากนี้การกำกับดูแลควบคุมด้วยระเบียบกฎหมายก็ต้องชัดเจน สามารถแก้ไขปัญหาทางเทคนิค ทางปฏิบัติ และ ในข้อกฎหมายได้ มิใช่การออกระเบียบ การแก้ไขระเบียบเล็กน้อย ที่เน้นการจัดอบรมสัมมนามาก มีส่วนได้เสีย มีประโยชน์ทับซ้อนแอบแฝง สร้างภาระ เสียเวลา เสียเงิน เสียกำลังคน เสียค่าใช้จ่ายมากในการอบรมแต่ละปีโดยไม่จำเป็น ผลตอบแทนที่ได้ไม่คุ้มค่า บั่นทอนขวัญกำลังใจบุคลากร และประสิทธิภาพ อปท. ที่ตรงกันข้ามกับการส่งเสริม

บริการสาธารณะของ อปท. ควรเป็นอย่างไรมีอะไรบ้าง

บริการสาธารณะ กิจกรรมสาธารณะ การช่วยเหลือ การสงเคราะห์ การอนุเคราะห์ ตลอดจนกิจกรรมเกี่ยวเนื่องอื่น ๆ เป็นปัญหาทางปฏิบัติมาก ในการหาคะแนนเสียงของฝ่ายการเมืองท้องถิ่นที่เอางานบริการสาธารณะไปปะปนกับการให้บริการแก่ประชาชนในเรื่องที่เป็นส่วนตนเพื่อหวังผลในคะแนนเสียง ยกตัวอย่างเช่น การบริการกางเต็นท์ บริการโต๊ะ เก้าอี้ ไฟประดับ ไฟแสงสว่าง เครื่องเสียง เวที น้ำใช้ ฯลฯ ในงานศพ งานแต่งงาน งานบวช ฯลฯ ที่ไม่ใช่งานบุญสาธารณะ

ปัญหาคืองานดังกล่าวมิใช่งานบริการสาธารณะ หรือหากจะมองว่าเป็นงานสงเคราะห์ อนุเคราะห์ ก็เกินจำเป็น ไม่มีจุดตัดที่เหมาะสม เพราะเท่ากับว่าไปแจกบริการวัสดุอุปกรณ์ให้ชาวบ้าน ทำให้งานชาวบ้านไม่ต้องไปจ้างเอกชนที่มีค่าใช้จ่ายสูง การขออนุเคราะห์สนับสนุนฟรีจาก อปท. ก็ลดค่าใช้จ่ายงานได้มาก ในหากตีว่าเป็นการสงเคราะห์ (อนุเคราะห์) อปท.ต้องทำทุกงานหรือไม่ หรือมีขอบเขตเพียงใด หรือเป็นงานรับใช้ งานหาเสียงส่วนบุคคล มีการใช้อำนาจสั่งการให้ช่วยเหลือสงเคราะห์ชาวบ้านที่ไม่เหมาะสมกรณีใช้รถยนต์กู้ภัย EMS รับส่งผู้ป่วยปกติ หรือการใช้รถฉุกเฉินบริการรับส่งขนศพชาวบ้านจาก รพ. หรือจากต่างจังหวัด ลองเปรียบเทียบดูกรณี นำรถยนต์ราชการไปใช้นอกงานราชการจะถูก ส.ต.ง.ทักท้วงทันที แต่ในกรณีเช่นนี้ ใช้ทั้งกำลังคน ทรัพย์สินและเวลาราชการไปให้ส่วนบุคคล ควรอยู่ในระดับใดที่ถูกต้องเหมาะสมจำเป็นไม่ถูกตรวจสอบทักท้วง มาตรฐานดุลพินิจอยู่ตรงไหน แต่ก่อน อปท.บางแห่งซื้อรถแทรคเตอร์ไถนามาบริการไถกลบฟางฟรีแก่ชาวบ้าน ฟรีทั้งรถ คนขับ น้ำมัน ทั้งที่ไม่ใช่ภารกิจ นอกจากนี้มีภารกิจที่อ้างราชสำนักราชพิธี โครงการทหาร โครงการพระราชดำริ ยังเป็นความลักลั่นเหลื่อมล้ำในการปฏิบัติของ อปท. ที่ควรปฏิรูป เพราะมีข้าราชการส่วนท้องถิ่นต้องถูกดำเนินการทางวินัยด้วยความสำคัญผิดในการใช้งบประมาณดำเนินการโครงการมาแล้วหลายราย

เป็นเรื่องกิจกรรมอันเป็นสาธารณะหรือไม่

การจัดกีฬาชุมชน การจัดงานแห่เทียนพรรษา เป็นบริการสาธารณะ หรือ เป็นกิจกรรมสาธารณะ หรือไม่ เหตุใดส่วนใหญ่ ส.ต.ง.จึงเรียกเงินคืน เช่น ค่าชุดกีฬา ค่าอาหารชาวบ้าน ค่าปัจจัยไทยธรรม ค่าต้นเทียนพรรษา ค่าจัดขบวนแห่ ฯลฯ แต่ในขณะที่งบอุดหนุนการจัดกีฬาหมู่บ้านละแสน รวมทั้งตำบลเป็นเงินกว่าล้าน ผู้ว่าราชการจังหวัดวินิจฉัยว่าทำได้และหมู่บ้านมีสิทธิเอาเงินอุดหนุนนี้ไปทำอะไรก็ได้ โดยองค์กรที่รับเงินมีระเบียบรองรับการใช้จ่ายแล้ว มีข้อสังเกตว่า โครงการลักษณะนี้มักส่วนใหญ่สั่งการหรือชี้นำแนะนำจากผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ในฐานะผู้กำกับดูแลให้ อปท.ดำเนินการ เช่น การซื้อรถไถกลบตอฟางข้าว การซื้อผ้าห่มกันหนาว การอุดหนุนเงินแก่องค์กรต่าง ๆ ฯลฯ เป็นต้น

จุดอ่อนของการอบรมไม่ว่าจะดำเนินการโดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือหน่วยงานราชการหรือเอกชนใดก็ตาม ในเรื่องระเบียบฯที่ผ่านมา วิทยากรจะพยายามชี้จุดอ่อน ปัญหา ช่องโหว่ ข้อพึงระวัง พร้อมเสนอแนะทางลัดในการแก้ไขปัญหาให้ มาระยะหลังในช่วง คสช. เป็นต้นมา หน่วยตรวจสอบเข้มขึ้น ทำให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นผิดพลาดมากอันเป็นผลชี้แนะช่องทางลัดช่องโหว่ที่ไม่ถูกต้องตาม “หลักคุณธรรมจริยธรรมและความเหมาะสม” ทำให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นทั้งหลายต่อต้านมีทัศนคติลบต่อกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ด้วยบทบาทที่ไม่ปกป้องคุ้มครองส่งเสริมแก่ท้องถิ่น จนถูกทักท้วงเจ้าหน้าที่ได้รับโทษทางวินัย ละเมิด และอาญากันหลายราย หลายเรื่องท้องถิ่นเคยทำในอดีตมาอย่างต่อเนื่อง กลับกลายเป็นเรื่องที่ผิดระเบียบไปหมด

การหลีกเลี่ยงหาช่องว่างช่องโหว่ระเบียบปฏิบัติ

เมื่อกล่าวถึงการบริการสาธารณะ และ กิจกรรมสาธารณะ [8]หลายต่อหลายอย่างมีการหลีกเลี่ยงหาช่องว่างช่องโหว่ในระเบียบปฏิบัติ พลิกแพลง ซิกแซกขายผ้าเอาหน้ารอดของเจ้าหน้าที่ไปวันๆ ด้วยการตรวจสอบการปฏิบัติงานของฝ่ายตรวจสอบที่เข้มงวดเป็นผลให้เจ้าหน้าที่หลายรายต้องรับโทษทางวินัยทางอาญา เป็นปัญหาการปฏิบัติงานของท้องถิ่นที่ติดขัด ที่ตรงกันข้ามงานลักษณะคล้ายกันแต่หน่วยราชการอื่นดำเนินการ มีแจกเงินค่าเดินทาง เลี้ยงอาหาร แจกของชำร่วย ฯลฯ กลับทำได้ หลายเรื่อง อปท.ได้ดำเนินการทำมาแต่เดิมนานแล้ว และต้องทำต่อเนื่องไป เพราะเป็นงานหาเสียงความนิยมให้ฝ่ายการเมืองท้องถิ่น เช่นการจัดมหรสพมหกรรมงานที่ยิ่งใหญ่ในเทศกาลสงกรานต์ เทศกาลลอยกระทง หรือแม้แต่การจัดงานวันขึ้นปีใหม่ส่งท้ายปีเก่า ที่มีปัญหาในการเบิกจ่ายเป็นที่ลำบากใจแก่เจ้าหน้าที่เป็นอย่างมาก เป็นจุดอันตรายความเสี่ยงของการควบคุมภายในจากการตรวจสอบจาก ส.ต.ง. และ ป.ป.ช.

ยังมีประโยชน์ทับซ้อนในพื้นที่

เป็นจุดตายในการใช้เงินงบประมาณของท้องถิ่นและ “งบที่ลงท้องที่” ได้แก่ งบกองทุนหมู่บ้าน (กทบ.) งบกระตุ้นเศรษฐกิจ งบ SML งบประชารัฐตำบลละ 5 ล้าน งบกองทุนหมู่บ้าน (กทบ.) งบนวัตวิถี ฯลฯ ที่ลงตรงหมู่บ้าน ไม่ผ่าน อปท.จำนวนมาก หลายแห่ง มีข่าวประโยชน์ทับซ้อนในการดำเนินการที่เลี่ยงไม่ได้ของนักการเมืองท้องถิ่นรวมผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ เริ่มจากเขียนโครงการเอง รับเหมาเอง ทำเอง รับประโยชน์ต่างตอบแทนเอง จนพัฒนาโครงการมาเป็น “การแจกเงินตรง” โครงการประชานิยมกระจายเม็ดเงิน แบบเงินสวัสดิการ เงิน e-payment เงินช่วยเหลือ เงิน ชิม ช้อป ใช้ [9] กลายเป็นว่าทุกอย่างชาวบ้านรอ รอเงินงบจากรัฐ แม้ภัยน้ำท่วม ก็ยังเรียกร้อง สร้างภาพ ต่างจากคนญี่ปุ่น ที่เขารับผิดชอบเขาเองได้ ไม่ค่อยเรียกร้อง 

แยกไม่ออกว่างบใด โครงการใด ใครเป็นเจ้าภาพเจ้าของงบประมาณ มีการทับซ้อนในเม็ดเงินงบประมาณ แต่มีผู้รับเหมาคนเดียวกันที่ซ้ำๆกัน ส่วนกลางคิดว่าจัดงบประมาณไปลงท้องที่คุมง่ายกว่าลงท้องถิ่น แต่จากข้อสังเกตของ TDRI พบว่าเหมือนเดิม เพราะยังมีการรั่วไหลของงบประมาณอยู่มาก ซึ่งองค์กรตรวจสอบความโปร่งใสก็มีข้อสังเกตเช่นเดียวกัน 

การช่วงชิงคะแนนความนิยมดึงชาวบ้านให้หนีออกห่าง อปท.เป็นยุทธิวิธีของหน่วยราชการอื่นและท้องที่เริ่มมีมากขึ้น ด้วย อปท. เริ่มมีข้อจำกัดในการบริหารงานพัฒนาที่ยากขึ้น ทำไปก็ผิด จึงไม่ทำ แถมขาดงบประมาณดำเนินการอีกต่างหาก ในอดีต ส.ส. รัฐมนตรี เมื่อลงพื้นที่ จะมีของแจก มีอาหาร ค่ารถ ให้ชาวบ้านที่มาต้อนรับฟังคำปราศรัย แต่ในระยะหลังไม่มีของแจก คนจึงมาน้อยต้องกะเกณฑ์ชาวบ้านมา ผลมาจากเราทำประชานิยมจนทำให้พฤติกรรมคนเปลี่ยนไปเป็นคนเห็นแก่ได้ รอแต่คอยรับความช่วยเหลือไปแล้ว

[1]Phachern Thammasarangkoon & Watcharin Unarine, Municipality Officer ทีมวิชาการสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย, หนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ปีที่ 67 ฉบับที่ 5 วันเสาร์ที่ 19 - วันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม 2562, บทความพิเศษ หน้า 9, สวนกระแสการตั้งกระทรวงปกครองท้องถิ่น ความล้มเหลวของการบริหารจัดการโครงการถ่ายโอนภารกิจ, สยามรัฐออนไลน์, 19 ตุลาคม 2562, https://siamrath.co.th/n/109669  

[2]รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 บทเฉพาะกาล มาตรา 262-279

มาตรา 275“ให้คณะรัฐมนตรีจัดให้มีกฎหมายตามมาตรา 65 วรรคสอง ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ และดำเนินการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่กฎหมายดังกล่าวใช้บังคับ”

<p>มาตรา 65 วรรคสอง “การจัดทำ การกำหนดเป้าหมาย ระยะเวลาที่จะบรรลุเป้าหมาย และสาระที่พึงมีในยุทธศาสตร์ชาติ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทุกภาคส่วนอย่างทั่วถึงด้วย”</p><p>[3]สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นหน่วยงานของรัฐที่มิใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกองทุน จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 โดยมีหน้าที่ริเริ่ม ผลักดัน กระตุ้น สนับสนุน และร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในสังคม ในการขับเคลื่อนกระบวนการสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพดีครบ 4 ด้าน กาย จิต ปัญญา สังคม และร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่, https://www.thaihealth.or.th/Aboutus.html
</p><p>[4]สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)ทำหน้าที่จัดบริการสาธารณสุขให้แก่ บุคคลที่ไม่มีสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลจากกฎหมายประกันสังคม หรือสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐอื่นๆ ภายใต้การควบคุมดูแลของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “สิทธิหลักประกันสุขภาพ” หรือที่คนรู้จักกันในนาม “สิทธิ 30 บาท หรือ สิทธิบัตรทอง” เพื่อการเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานอย่างทั่วถึง ตั้งแต่การสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟู สมรรถภาพที่จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิตโดย พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 มาตรา 26 ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ สปสช.ไว้</p><p>กองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ “กองทุนสุขภาพตำบล” นับเป็นนวัตกรรมทางสังคมที่สำคัญในระบบสุขภาพของประเทศไทย กรณีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 มาตรา13(3) มาตรา 18(4) (8) (9) และมาตรา 47</p><p>การดำเนินงานกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่เริ่มดำเนินการนับตั้งแต่ ได้มีประกาศคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เรื่องการกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อสนับสนุนให้องค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาลดำเนินงานและบริหารจัดการระบบหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ซึ่งในปีแรกมีองค์การบริหารส่วนตำบลและเทศบาลนำร่องจัดตั้งกองทุนรวม 888 แห่ง
</p><p>เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2550 ณ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้จัดให้มีพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเรื่องการบริหารจัดการระบบหลักประกันสุขภาพและสวัสดิการชุมชนในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ ระหว่าง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย สมาคมสันติบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย และสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย ซึ่งทั้งเจ็ดฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานและบริหารจัดการระบบหลักประกันสุขภาพและสวัสดิการชุมชนในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ โดยเน้นเรื่องการแพทย์ฉุกเฉิน การสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การฟื้นฟูสมรรถภาพที่จำเป็นต่อสุขภาพ และการดำรงชีวิต ตลอดจนส่งเสริมให้กลุ่มแม่และเด็ก กลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ประกอบอาชีพที่มีความเสี่ยง กลุ่มคนพิการ กลุ่มผู้ด้อยโอกาส และกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่อยู่ในเขตพื้นที่ มีสวัสดิการชุมชนรองรับและสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างทั่วถึง โดยการบริหารจัดการอย่างมีส่วนร่วมของบุคคลในพื้นที่, https://localfund.happynetwork.org/aboutus  </p>


</em><p>[5]กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีมาตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2547 ด้วยคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 4/2547 ให้มาทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ไม่ให้ขึ้นลงผันผวน ด้วยเอาเงินจากกองทุนฯเข้าไปอุดหนุนราคาน้ำมันให้ค่อยๆขยับขึ้นลงแบบช้าๆเพื่อชาวบ้านจะได้ปรับตัวได้ทัน ปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงถูกยกระดับผ่านความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 จนกระทั่งตราเป็น “พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2562” มีผลบังคับใช้ในวันที่ 24 กันยายน 2562</p><p>
สรุป กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง คือเครื่องมือของรัฐ ที่ช่วยลดผลกระทบ ต่อประชาชน ในยามที่ราคาน้ำมันราคาตลาดโลก ปรับตัวสูงขึ้น โดยใช้เงินกองทุนจ่ายชดเชย ราคาบางส่วนให้กับผู้ค้าน้ำมัน เพื่อตรึงราคาน้ำมันไว้ชั่วคราว เมื่อราคาน้ำมันตลาดโลกลดลง จนไม่ต้องชดเชยราคาขายปลีก เงินที่เคยจ่ายเพื่อชดเชย ก็จะถูกเก็บไง้ในกองทุน เป็นทุนไว้ใช้รับมือกับภาวะน้ำมันแพงรอบใหม่ ถ้าจ่ายชดเชยจนเงินกองทุนหมดแล้ว ราคาน้ำมันยังสูงอยู่ ก็ต้องหาวิธีอื่น เพื่อตรึงราคา เช่น ลดภาษี สรรพสามิต หรือกู้เงินมาอุดหนุนราคาน้ำมัน ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันลดลง หรือทรงตัว บทบาทความสำคัญของกองทุนน้ำมัน ในฐานะเครื่องมือ ช่วยบางเบาภาระค่าครองชีพของประชาชน มักจะไม่ค่อยมีใครเห็น มิหนำซ้ำ กลับถูกมองว่า การเก็บเงินเข้ากองทุน ทำให้ราคาน้ำมันแพง ควรยุบกองทุนทิ้งเสีย เพื่อให้ประชาชนได้ใช้น้ำมันราคาถูกลง</p><p>ดู รู้หรือยัง กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มีไว้ทำอะไร, ผู้จัดการออนไลน์, 7 กันยายน 2561, https://mgronline.com/daily/detail/9610000089707
</p><p>
</p><p>& พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กระทืบซ้ำอ้อย+ปาล์ม+มันฯ, ชาติชาย ศิริพัฒน์, ไทยรัฐฉบับพิมพ์, 28 สิงหาคม 2562, https://www.thairath.co.th/news/local/1646998 </p>


NB : มีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า

(1) ตามกฎหมายกองทุนน้ำมันใหม่ ผู้ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91/95 E20 E85 B10 B20 จะไม่ได้รับการอุดหนุน เพราะไม่ใช่น้ำมันเชื้อเพลิงผลิตภัณฑ์ที่ได้จากปิโตรเลียม

(2) โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ ได้แก่ โครงการโซล่าภาคประชาชน Solar RoofTop (โซล่ารูฟท็อป) เพื่อใช้เอง (Self-Consumption) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) มีโครงการติดตั้งแผงโซล่าเซลล์บนหลังคา Solar Photovoltaic (PV) Rooftop or Rooftop PV System ผลิตใช้เอง หรือขายให้ กฟภ.ในส่วนที่ผลิตได้เกิน

(3) เนื่องจาก เงินกองทุนน้ำมันเป็นเงินนอกงบประมาณก่อนที่จะผลักส่งเงินเข้าเป็นรายได้งบประมาณ จึงมีงบประมาณที่อาจนำมาใช้ในกิจกรรมการพัฒนาได้ เช่น การใช้จ่ายในโครงการโซล่ารูฟ (Solar Roof) โซล่าเซลล์ (Solar Cell) ที่เป้าหมายพื้นที่ส่วนใหญ่ก็คือท้องถิ่น อปท.

(4) ในส่วนของ “กองทุนน้ำมัน” อปท.หลายแห่งมีกลุ่มที่อ้างตนเป็นข้าราชการบำนาญมาเสนอ โครงการ Solar Roof (โซล่ารูฟ) ในการบำบัดน้ำเสียโดยการใช้แผงโซล่าเซลล์ (Solar Cell) นอกจากเสนอการใช้แผงโซล่าเซลล์ เพื่อตอบโจทย์พลังงานทดแทน หรือพลังงานทางเลือก เพื่อการอนุรักษ์พลังงานแล้ว กลุ่มฯ ยังเขียนโครงการแบบล็อคสเปค ทั้งประเภทพัสดุ และ บริษัทคู่สัญญา นอกจากนี้ได้เสนอโครงการจัดสัมมนาฟรีหรู ๆ ตามสูตรของการล็อบบี้เช่นเดียวกับการเสนอโครงการใหญ่ต่าง ๆ ให้แก่ภาครัฐ พร้อมเสนอจัดส่งเจ้าหน้าที่บริษัทฯมาร่วมเป็นที่ปรึกษาฟรีๆ หรืออาสาส่งเจ้าหน้าที่ของ อปท. ไปเข้ารับการอบรมให้ฟรีโดยไม่ใช้งบ แถมมีเบี้ยเลี้ยงให้อีกต่างหาก

(5) การล็อคสเปคพัสดุโครงการบำบัดน้ำเสียโซล่าเซลล์ เช่น แผ่นไฟเบอร์เวเฟอร์กรองน้ำเสีย โดยใช้พลังงานไฟฟ้าร่วม แต่โซล่าเซลล์เป็นเพียงอุปกรณ์ฉากประกอบพลังงานเพื่อให้เป็นไปตามชื่อโครงการ เพราะพลังงานหลักที่ใช้จริงคือไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะ "โครงการบำบัดน้ำเสีย พลังงานหลักที่ใช้ คือไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ภาระค่าใช้จ่ายตามมาหนักแน่" นี่ยังไม่ได้กล่าวถึงค่าใช้จ่ายการบริหารจัดการภายหลังการขาย (หลังการส่งมอบโครงการ) ในการซ่อมแซมบำรุงดูแลรักษาในวันข้างหน้า เช่น ค่าบำรุงรักษา ค่าอะไหล่ ตามที่บริษัทฯ เสนอการล็อคสเปคไว้แล้ว อปท.จึงเป็นจำเลยแน่นอนในวันข้างหน้า

(6) โคมไฟฟ้าโซล่าเซลล์ ปั๊มน้ำโซล่าเซลล์ อบถั่วโซล่าเซลล์ ฯลฯ โครงการเหล่านี้จะเป็นโครงการขี้ช้างจับตั๊กแตนที่ลงทุนสูงมากเกินไปก็ได้ หากไม่มีแผนการรองรับที่ต่อเนื่องและเหมาะสมสอดคล้องกับงบประมาณและบริบทของท้องถิ่น

(7) ข้อสังเกตจากการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 2563 วันที่ 17-19 ตุลาคม 2563 ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ อภิปรายงบ อปท.และเรื่อง อปท. ได้ชัดเจนกว่าพรรคภูมิใจไทย แสดงให้เห็นว่า การพิจารณางบประมาณครั้งนี้มีการตรวจสอบที่ชัดเจนชัดแจ้งขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี สอดคล้องกรอบแนวทางของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 แม้จะมีบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญมาล็อคเส้นทางการปฏิรูปการพัฒนาประเทศไว้บ้างก็ตาม

</em><p></p><p>[6]โรงบำบัดน้ำเสีย การแก้ไขปัญหาน้ำเสียหรือการช่วงชิงผลประโยชน์หมื่นล้าน, วารสารโลกสีเขียว พฤศจิกายน - ธันวาคม 2542, ปีที่ 8 ; ฉบับที่ 5 : หน้า 44-77, http://pongzx.tripod.com/watertretment.htm
</p><p>& คดีคลองด่าน, วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, https://th.wikipedia.org/wiki/คดีคลองด่าน</p><p>& ศาลปค. พิพากษาสั่ง ‘วัฒนา’ ชดใช้บำบัดน้ำเสียคลองด่าน 6.3 พันล., 13 กันยายน 2562, https://www.isranews.org/isranews-news/80433-wattana03.html
</p><p>[7]โครงการจัดการขยะแบบบูรณาการ หรือ โครงการก่อสร้างระบบกำจัดขยะมูลฝอย หรือ โครงการจัดการขยะมูลฝอยแบบครบวงจร หรือ โครงการจัดการขยะมูลฝอยแบบบูรณาการ หรือ โครงการศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยรวมแบบครบวงจร ฯลฯ ซึ่งเป็นไปตามแนวคิดเรื่อง การจัดการขยะระบบกลุ่มจังหวัด (Cluster base) เป็น “ศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยรวม” ในระดับจังหวัด ซึ่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้กำหนดให้ความสำคัญเป็น “วาระการปฏิรูป” 
</p><p>[8]รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 250 วรรคแรก “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่และอำนาจดูแลและจัดทำบริการสาธารณะและกิจกรรมสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษาให้แก่ประชาชนในท้องถิ่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ” </p><p>[9]“ชิม ช้อป ใช้” คือ มาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยว เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการท่องเที่ยวกับ “มาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยว ชิม ช้อป ใช้” อันเป็นไอเดียของรัฐบาลที่จะแจกเงินให้กับนักท่องเที่ยวคนละ 1,000 บาท เพื่อใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ลงทะเบียนเริ่มตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน-15 พฤศจิกายน 2562 รับลงวันละ 1 ล้านคน ต่อเนื่องทุกวันจนกว่าจะครบ 10 ล้านคน หรือจนกว่าสิทธิ์จะหมด โดยจำกัด 10 ล้านสิทธิ์เท่านั้น และจะต้องเดินทางท่องเที่ยวภายในวันที่ 27 กันยายน-30 พฤศจิกายน 2562</p>