โสภณ เปียสนิท
นาย โสภณ เปียสนิท ตึ๋ง เปียสนิท

บันทึกพระอาจารย์ (2)


โสภณ เปียสนิท

..............................

        สายฝนยังคงหล่นรินลงสู่ภาคพื้นเมทนีดล บางครั้งกลับมีสายน้ำหนาว เย็นๆ เหมือนลมโยกข้าวเบาโชยผ่านมาเหมือนแสดงให้รู้ว่า หน้าฝนกำลังจะสิ้นสุดลงในอีกไม่นาน แต่ฤดูกาลผันแปรไม่แน่นอน บางแห่งสายฝนหลบลี้หายไปสายลมหนาวโชยผ่านไล่ความชื้นเป็นระลอก บางแห่งของประเทศมีสายฝนกระหน่ำอย่างหนักจนเดือนร้อนกันทั่วหน้า

ความเดิมตอนที่แล้วจบลงตรงที่พระอาจารย์ซาบซึ้งสัจธรรมที่ว่า “ยามบุญมีกาไก่กลายเป็นหงส์ ยามบุญลงหงส์ก็มาเป็นกาไก่” เพราะตอนท่านจะเดินทางไปจำพรรษาที่ประเทศเยอรมันนี เพื่อนพ้องน้องพี่ทั้งพระทั้งโยมมาส่งแสดงความยินดีปรีดาอย่างยิ่ง พอตอนท่านกลับมาพร้อมเรื่องราวความขัดแย้งกับพระผู้ใหญ่ พระเณรเพื่อนพ้องญาติโยมไม่มีใครอยากเจรจาความด้วย คุยนิดๆ หน่อยๆ พอเป็นพิธีแล้วก็ขอตัวหนีไป บางรายถึงกับเดินหลบหลีกเลี่ยงทางไม่ผ่านมาใกล้ก็มี

            นั่งฟังท่านแล้วเกิดความคิด จึงถามท่านว่า “พระอาจารย์อายุเจ็ดสิบกว่าปีที่ไปด้วยกับท่านอาจารย์ และดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสนั้นท่านไม่ได้ย้ายไปอยู่ที่วัดในประเทศเดนมาร์คกับท่านหรือครับ” พระอาจารย์ยิ้มกว้าง “ไม่ซิ ท่านบอกว่าแก่แล้ว เกิดปัญหาอย่างนี้ผมขอกลับไปวัดเก่าเราก็แล้วกัน อาตมายังเรียนท่านไปว่า ดีเหมือนกัน จะได้ไปแจ้งหลวงพ่อที่วัดเราให้ทราบความจริงที่เกิด ท่านยังรับปากว่าจะบอกให้นะ ไม่ต้องห่วง”

            “ฟังเรื่องราวถึงตรงนี้แล้วไม่น่าจะมีปัญหาอะไร” ผมยังคงสงสัยบางประการ พระอาจารย์ท่านก็ว่า “ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น แต่กลายเป็นว่า หลวงพ่อที่กลับไป ไปเรียนถวายหลวงพ่ออย่างไรไม่ทราบได้ พระเถราจารย์ชั้นปกครองทางไทยยิ่งไม่เข้าใจเรามากยิ่งขึ้น จนถึงกับสั่งให้พวกเราอีกสี่รูปกลับเมืองไทยในทันที”

            “หลังจากการโต้แย้งกันในที่ประชุมที่วัดในเยอรมันนีนั้น พระผู้ใหญ่ท่านเข้าใจฝ่ายพระอาจารย์มากขึ้นไหม” ผมยังสงสัย พระอาจารย์ส่ายหน้า “ไม่เป็นอย่างนั้นเลย ท่านยิ่งไม่เข้าใจหนัก” “แล้วพระอาจารย์ทำอย่างไรครับ” “ไม่ต้องทำอะไรมาก อยู่ต่างแดนกันพอสมควรแล้วก็กลับวัดเก่าที่เมืองไทยซิ” ท่านว่ายิ้มๆ

“ตอนที่ท่านกลับกราบหลวงพ่อที่วัดในเมืองไทยท่านว่าอย่างไรบ้าง” ผมเป็นห่วงสถานการณ์แทนท่าน “หลวงพ่อเจ้าอาวาสที่วัดท่านให้ความเมตตามาก ไม่ได้ตำหนิอะไรมาก แต่ก็สั่งให้อยู่วัดไปก่อนห้ามไปต่างประเทศหรือไปไหนอีก จนกว่าจะสะสางเรื่องราวให้เสร็จสิ้นขบวนความ” “เป็นอันว่าท่านอาจารย์ถูกกักบริเวณเพื่อรอการสอบสวน” ผมว่าไปตามที่คิด พระอาจารย์ท่านก็ว่า “ไม่หรอกโยม อาตมาก็เดินไปโน่นนี่นั่นตามปกติ แต่ยังสังกัดอยู่ในวัด รอท่านเรียกสอบสวน” “อ๋อ ครับ ไม่ลำบากอะไร” “ใช่ๆ โยม เราก็อยู่ในวัดนี่อยู่แล้ว แค่เพื่อนไม่ค่อยมีใครคบหาสมาคมด้วยเท่านั้น”

“แล้วเหตุการณ์เป็นอย่างไรบ้างครับ หลังจากนั้น” ผมถามด้วยความสนใจ “อาตมาเองก็เดินสายไปหาเพื่อนหลายแห่ง เพื่อหาที่สงบๆ กะว่าจะเอาไว้จำพรรษาต่อไป ระหว่างรอการสอบสวน แต่ปรากฏว่า ไม่ถึงสองเดือนดี พระอาจารย์วัยเจ็ดสิบกว่ากลับไปเป็นเจ้าอาวาสที่วัดในประเทศเยอรมันนีมรณภาพลง” “อ้าว เพราะอะไรหรือครับ” ผมอดแปลกใจไม่ได้ “ข่าวแจ้งว่าท่านผูกคอท่านเองมรณภาพในกุฏิ” “ไม่มีเรื่องเล่าบ้างหรือครับว่า เหตุใดทำไมอะไรอย่างนี้” “ไม่มี อาตมาเองก็ไม่ค่อยได้สนใจ เพราะคนเราตายแล้วก็แล้วกัน อโหสิกรรมกันไป เพียงแต่มีเสียงในวงเพื่อนพ้องเล่าลือ เชิงล้อเล่นกันว่า “ใครไปใส่ร้ายอาตมาต้องมีอันเป็นไป อาตมาได้ทีเลยสำทับต่อเลย นั่นนะซิ” ท่านหัวเราะเสียงดัง

พระอาจารย์พูดทีเล่นทีจริงต่อมาว่า “เรื่องยังมีต่ออีกหน่อย พระเถราจารย์ที่ส่งอาตมาไปต่างแดนพร้อมคำสั่งให้มีพระเข้าเป็นคณะกรรมการอย่างน้อยหนึ่งรูปนั้น เวลาเกิดปัญหาขึ้นท่านกลับบอกว่า ไม่ได้สั่งอย่างนั้น กลายเป็นเหล่าอาตมาทำเกินที่ท่านสั่ง แม้คณะสงฆ์ฝ่ายเราสี่รูปยืนยันว่าได้รับคำสั่ง ท่านก็ยังยืนยันว่าไม่ได้สั่งต่อหน้าญาติโยมทั้งศาลาประชุม อาจเป็นเพราะท่านเกรงใจโยมจนเสียธรรมคือความสัจจ์ ท่านก็ถูกถอดถอนออกจากคณะกรรมการสงฆ์ผู้ใหญ่ด้วย”

“แหม นี่เป็นเพราะความขลังของท่านอาจารย์แน่ๆ เลยครับ” ผมได้ทียอท่านไปหน่อย ท่านหัวเราะแล้วปฏิเสธ “ไม่ใช่อย่างนั้นดอกโยม เป็นเพราะฝ่ายของอาตมาเป็นฝ่ายสงฆ์คือมีจำนวนสี่รูปขึ้นไป เป็นเพราะฝ่ายอาตมาไม่มีที่พึ่งอื่น ต้องอ้างเอาสงฆ์ขึ้นเป็นที่ตั้ง และตั้งใจทำงานเพื่อพระศาสนา หรืออาจเป็นเพราะความบังเอิญว่า รูปหนึ่งผูกคอตาย รูปหนึ่งถูกถอดถอนไปเองตามปกติของท่านอยู่แล้ว ก็เป็นไปได้”

“แล้วหลวงพ่อเจ้าอาวาสที่พระอาจารย์อยู่ด้วยท่านว่าอย่างไรบ้างครับ” ผมถามต่อ “ท่านไม่ได้ว่าอย่างไรดอก เมื่อคู่กรณีที่มาเรียนท่านถึงความผิดของฝ่ายเราเมื่อครั้งแรก มรณภาพลง ก็ถือได้ว่าสิ้นโจทย์ ยกฟ้องปล่อยจำเลยเป็นอิสระ อาตมาเข้าไปกราบท่าน เห็นท่านยิ้มๆ ไม่ได้ว่าอะไร กราบลาท่านมาสร้างสำนักที่นี่ท่านก็อวยพรให้ประสบความสำเร็จด้วยดี”

“พวกเพื่อนพ้องที่เคยไม่กล้ามาคุยกับเรา เป็นอย่างไรบ้างครับ คราวนี้” ผมชวนท่านคุยต่อ “บางคนบางรูปก็เข้าหน้าไม่ติดทำใจไม่ได้ก็ไม่ค่อยได้มาคุยเท่าใด ส่วนบางคนหันกลับมาพูดคุยเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม ชีวิตมันมีขึ้นมีลงอย่างนี้นี่เอง พระท่านจึงสอนว่า ยามขึ้นอย่าหลง ยามลงก็อย่าท้อ”

“แล้วพระอาจารย์ก็เลยมาอยู่จำพรรษาที่นี่เลยหรือครับ” ผมถามท่าน “ยังก่อนโยม เดินทางไปหาเพื่อนแถวจังหวัดอุทัยธานีนี่แหละ มีอยู่ที่หนึ่งไกลจากนี่ราวสี่ห้าสิบกิโลเมตร ที่นั่นมีเสนาสนะพอควร แต่ไม่มีพระอยู่อาศัย มีแต่พระพุทธรูปองค์โตปางสมาธินั่งอยู่กลางลานวัดสวยงามดีมาก แต่ก็มีเหตุจำเป็นต้องจากมาอีก”

“อ้าว ทำไมเล่าครับ ในเมื่อเห็นว่าดีแล้วก็น่าจะอยู่เลย พระก็ไม่มีที่วัดนั้น” พระอาจารย์จึงเล่าต่อ “พอดีว่า โยมแม่ของอาตมาป่วยเป็นอัมพฤต เลยต้องกลับไปอยู่บ้านชั่วคราว เพื่อช่วยพี่น้องดูแลแม่” “ดูแลอีกนานเลยซิครับท่าน” “จริงดังโยมว่า อาตมาอยู่ดูแลแม่ไปนานเข้า ปัจจัยใช้สอยก็จำกัด กลายเป็นภาระของญาติพี่น้องต้องดูแลอาตมาเพิ่มเข้าไปอีกคน แต่ดวงเดินทางของอาตมายังไม่สิ้น วันหนึ่งพระเพื่อนกันที่ต่างแดนเดินทางมาพบที่บ้าน จึงได้ปรึกษาหารือกัน แล้วจึงชวนอาตมากลับไปจำพรรษาที่ประเทศอเมริกา คราวนี้ตัดสินใจยากหน่อย ทางหนึ่งเป็นห่วงโยมแม่ อีกทางหนึ่งก็ห่วงคนที่ต้องมาดูแลอาตมาเพิ่ม”

“แหม คราวนี้เผชิญปัญหาใหญ่” พระอาจารย์ก็ว่า “นั่นนะซิ แต่อาตมาคิดได้ว่าเรื่องนี้ต้องถามแม่ จึงคุยเรื่องนี้กับแม่ แม่พูดไม่ได้ แต่รู้ความที่เราพูดคุยกัน จึงบอกกับแม่ว่า ถ้าแม่เห็นด้วยและอนุญาตให้ผมไปต่างประเทศให้แม่บีบมือ แม่นิ่งไปสักครู่ก็บีบมือจนเรารู้สึกได้ว่า แม่อนุญาตแล้ว อาตมาตัดสินใจเดินทางไปจำพรรษาที่วัดในประเทศอเมริกา และส่งเงินมาช่วยค่ารักษาพยาบาลแม่เป็นประจำ จนกระทั่งแม่สิ้นชีวิตลง”

“พระอาจารย์อยู่จำพรรษาที่อเมริกานานไหมครับ คราวนี้” พระอาจารย์ขยับร่างกายพลิกกลับนั่งพับเพียบอีกข้างเอนหลังพิงหมอนอิง จิบน้ำจากขวด พร้อมหยิบน้ำส่งมาให้ “อ้าว คุยกันนานจนลืมเอาน้ำให้กิน นานๆ เจอกันทีก็แบบนี้ อย่าถือสานะ ดื่มน้ำก่อน ไปอยู่ที่นี่อีกสามปีกว่า แล้วเดินสายต่อไป อยู่ที่แคนาดาอีกสามปีกว่า ชักเริ่มเบื่อต่างแดน เบื่อการเดินทางแล้วตอนนั้น อาจจะเป็นที่อาตมาเริ่มแก่ตัว”

“ทำอย่างไรต่อครับทีนี้” “ไม่ต้องทำอะไรมากแล้ว แค่อยู่ให้ครบตามกำหนดเดิมแล้วก็ขอลากลับมาเมืองไทย อยู่เมืองไทยได้ไม่นานเท่าไร มีพระอาจารย์อีกรูปหนึ่งที่รู้จักกันดี มานิมนต์ให้ไปอยู่เกาะกวม อาตมาก็เลยบอกว่า ไปอยู่ชั่วคราวนะได้ แต่ต้องมีเพื่อนที่อาวุโสไปด้วยกันสักรูป และผมขออยู่แค่สี่เดือนนะครับ ผมไปอยู่ที่ไหนแล้วจะถูกทิ้งเสมอ ดังนั้นมาอยู่ที่นี่ผมขอช่วยสักสี่เดือนเท่านั้น อยู่ครบแล้วอาตมาก็เดินทางกลับมาไทย ออกหาวัดที่อยู่ต่อ จนมาเจอสถานที่นี่”

“แล้วมาเจอได้อย่างไรเล่าครับ” “ใช่มีโยมรู้จักกัน บอกว่ามีที่อยู่ข้างถ้ำพุหวาย อำเภอบ้านไร่อยู่สองไร่กว่า มีน้ำอุดมดีหากว่าท่านอาจารย์จะอยู่ที่นี่ผมยินดีจะถวายให้ อาตมาจึงตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ว่า ขอไปดูสถานที่ก่อน เมื่อมาที่นี่แล้ว พบว่าสถานที่ก็ดีน่าอยู่ ที่ถ้ำพุหวายซึ่งอยู่ติดๆ กับสถานที่นี้มีประวัติว่า หลวงปู่วัดปากน้ำ พระมงคลเทพมุนีเคยเดินธุดงค์มาปฏิบัติธรรมอยู่แถวนี้หลายครั้ง อาตมารู้สึกประทับใจจึงตอบยอมรับว่าจะมาอยู่”

“พระอาจารย์มาอยู่องค์เดียวซิครับ ตอนแรกๆ” “ใช่ๆ มันก็ต้องอย่างนั้น ไม่มีใครมาลำบากกับเราหรอก อยู่เรื่อยมา แถวนี้มีบ้านอยู่สี่ห้าหลังไกลกันหน่อย แต่ก็พอบิณฑบาตได้ แต่มีพวกขี้ยาคอยมาลักของตอนเราไม่อยู่วัดบ่อยๆ นานเข้าไม่มีอะไรจะลัก ก็ค่อยๆ หายไป ครั้งหนึ่งมีขี้เมาเข้ามายามค่ำคืนตอนฝนตก มาถึงตอนอาตมากำลังสวดมนต์ บอกว่า “หลวงพ่อผมมาขอจับอึ่ง อาตมาตอบได้แค่ว่า “เรื่องของเอ็ง” เท่านั้น เขาคงจับอึ่งได้ไปบ้าง แต่ว่า วันรุ่งขึ้นเท้าบวมอย่างหนักเดินไม่ได้ จนต้องขอขมา ชาวบ้านจึงว่า อาตมาศักดิ์สิทธิ พอมีโยมมาถาม อาตมาจึงได้บอกไปว่า ไม่ใช่อาตมาศักดิ์สิทธิแต่ที่นี่มีคนดูแลนะ ชาวบ้านเชื่อกันว่า เจ้าป่าเจ้าเขาแรง” “แต่นั้นคงไม่ค่อยมีคนมารบกวนวัด” “ใช่ๆ ไม่ค่อยจะกล้ากันแล้วหลังจากนั้น”

เข้าใจความรู้สึกของท่านจึงพูดว่า “ท่านก็อยู่สบายขึ้น” “ใช่ๆ เมื่อก่อนตอนอยู่สบายที่วัดไม่ค่อยได้คิดถึงหลวงปู่เท่าไร แต่มาอยู่อย่างนี้คิดถึงหลวงปู่เกือบทั้งวัน แรกๆ ก็อธิษฐานว่า ขอให้ท่านปกป้องคุ้มครองหลายๆ อย่าง พอถึงตอนนี้อธิษฐานแค่ว่า ขอให้เจอแต่คนดีๆ พระดีๆ ตอนนี้เลยมีพระมาอยู่ด้วยหลายรูป” “พระดีมาอยู่ด้วยอย่างไรหรือครับ” “อย่างพระผู้ใหญ่ในจังหวัดสิงห์บุรีท่านขอมาอยู่ด้วยที่กุฏิด้านหลังนั่นองค์หนึ่ง ชอบปฏิบัติแบบยกมือยกไม้กำหนดสติของท่านทั้งวัน ส่วนอีกองค์จบทั้ง ดร และประโยค 9 และชอบปฏิบัติแบบพองยุบ ท่านก็ทำของท่านไป”

ภาพพระแก้วใสองค์เล็กๆ มีแสงไฟจากแบตเตอรี่ส่องขึ้นจากด้านล่างเด่นงามใส่แจ่มอยู่ท่ามกลางความมืดมิดในวัดบ้านป่าแห่งนั้น ดูเหมือนว่า รอบอาณาบริเวณมีแสงไฟสว่างแวมอยู่เพียงดวงเดียว

หมายเลขบันทึก: 669627เขียนเมื่อ 30 กันยายน 2019 15:32 น. ()แก้ไขเมื่อ 30 กันยายน 2019 15:36 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี