คนบ้าที่ไหน ไปวิ่งตั้ง 60 กิโลเมตร ต่อเนื่อง 10 ชั่วโมง : ระแซซันอัลตร้า

ก่อนไปวิ่ง : สมัครโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ไม่ได้ชักชวนใคร เพราะตั้งใจว่าจะกลับบ้าน แล้วไปวิ่งที่บ้าน อยากกลับบ้าน พร้อม ๆ กับการไปวิ่ง ไม่มีการหาข้อมูลการวิ่งอัลตร้าใด ๆ ทั้งสิ้น (ไม่ว่าง ทำงาน ทำงาน ทำงาน และทำอย่างอื่น) เป็นการสมัครวิ่งอัลตร้าครั้งแรก ไม่เคยวิ่งอัลตร้ามาก่อน ไม่ได้อ่านหรือหาข้อมูลรีวิวใด ๆ แต่ก็แอบหวั่นในใจว่าจะเอาแรงที่ไหนไปวิ่งตั้ง 56 กิโลเมตร เพราะขนาด 42 กิโลเมตรตอนวิ่งฟูลมาราธอน ยังลำบาก จะไหวไหม ในใจก็ตั้งคำถามมาตลอด พอเขาเปิดก็รีบสมัครวันแรก ๆ ด้วยซ้ำไป จ่ายเงินเรียบร้อยไม่รีรอใด ๆ เขาให้กรอกชื่อทีม คิดไปคิดมาก็ เอ้า เราไม่มีชื่อทีม ใส่ไปเลยฮะ KKU คราวนี้กลัว่ามันจะไม่เป็นทีม ก็เลยชวนปิ๊ก เพราะเห็นว่าปิ๊กสมัครเลยบอกว่า ไขอเขาเพิ่มข้อมูลสมัครในทีม KKU ด้วยกันหน่อย แล้วน้องก็ไปขอเขาเพิ่มข้อมูล หลังจากนั้นก็ลองถาม ๆ ดูว่าใครไปวิ่งระแซซันบ้าง ก็มีเชน จาก มข. มีเพื่อนอาร์ม มีน้องตูน สุรินทร์ เอาเป็นว่า ก็คอยไปเจอกันที่งานวิ่งก็แล้วกันครับ... จนเวลาล่วงเลยไป พี่ก็ไม่มีเวลาหาข้อมูลว่าเขาวิ่งอัลตร้า ต้องเตรียมอะไรไปบ้าง จนมาถึงวันจะเดินทาง เลยถามเชนว่า ต้องเตรียมอะไรเป็นพิเศษไหม? เชนบอกว่า ก็ไม่มีอะไรมาก เตรียมร่างกายให้พร้อม กินและโหลดคาร์บเยอะ ๆ เลยตอบว่า ทำไงดีพี่เป็นคนกินน้อย... ทีแรกกะจะเดินทางเย็นวันศุกร์ ไปค้างคืนที่บ้าน แต่ก็ต้องเลื่อนการเดินทาง เพราะขอเคลียร์งานก่อน แล้วค่อยเดินทางในเช้าวันเสาร์ มีเชนเป็นเพื่อนร่วมทางจากขอนแก่นถึงประโคนชัยเซราะยืง ไปทานกลางวันที่บ้าน แล้วไปรับบิบ แล้วก็แยกย้ายกันชั่วคราว ก่อนจะไปรับเชนมาอาบน้ำ ทานมื้อเย็น แล้วออกไประแซซัน ไปเจอเจ้าปิ๊ก เพื่อนนัท 39 เพื่อนอาร์ม 39 น้องตูน สุรินทร์ และคนอื่น ๆ ที่พอจะรู้จักกันบ้าง ไม่มากนัก... พร้อมวิ่งแล้วครับ

ระหว่างวิ่งกับน้อง : เมื่อรู้ว่าตระกูลเราก็มีเรา 2 คนนี่แหละที่บ้าไปสมัครวิ่ง นอกจากชวนกันสมัครในชื่อทีม KKU แล้ว ก็ชวนกันวิ่งไปพร้อม ๆ กัน แต่น้องก็บอกตลอดว่า พี่ยอดไม่ต้องรอผม ผมจะถ่วงพี่ พี่ไปก่อนผมเลย แต่คนพี่ก็บบอกน้องตลอดว่า พี่ไม่รีบ พี่จะวิ่งช้า ๆ ไปเรื่อย ๆ ไปกับน้องนี่แหละ เพราะหนทางอีกยาวไกล 56 กิโลเมตรไม่ใช่ใกล้ ๆ เวลา 10 ชั่วโมงนี่ก็นานมากนะ ขนาดขับรถจากขอนแก่นไปกรุงเทพ ในช่วงเวลาปรกติ ก็ยังไม่ใช้เวลานานขนาดนี้ เพราะฉะนั้นไม่รีบ... วิ่งช่วงแรก ๆ หลังปลอยตัวตอน 22.00 น. ระยะทางรอบระแซซัน 1 รอบ ประมาณ 1.4 กิโลเมตร กติกาคือต้องวิ่งอย่างน้อย 40 รอบ น้องก็พาพี่วิ่งซะไว เพซ 7 เพซ 6 บ้าง จนคนพี่ต้องบอกว่าเบา ๆ ช้า ๆ หน่อย เรายังต้องวิ่งอีกนาน วิ่งไป คุยกันไปในช่วงแรก หลัง ๆ ก็คุยน้อยลง เพื่อออมแรง ถนอมกำลัง อากาศไม่ร้อนเท่าไหร่ ฝนก็ไม่ตก บรรยากาศรอบระแซซันก็ดี เวทีกลางมีดนตรีขับกล่อม รอบระแซซันมีร้านสถานบันเทิง 3 ร้าน ก็ช่วยขับกล่อมสร้างสุนทรียะให้นักวิ่งได้เป็นอย่างดี เมื่อเวลาเคลื่อนคล้อย ระยะทางเพิ่มขึ้น พลังกายเริ่มถดถอย เราก็แวะเติมพลังดื่มน้ำ เพิ่มเกลือแร่ จากเดิมสองสามรอบที ก็เพิ่มถี่ขึ้นในทุก ๆ รอบ ตอนผ่านไปชั่วโมงแรกไปได้นี่ก็แอบดีใจว่าผ่านไปแล้ว เริ่มนับถอยหลังว่า เอ้า อีก 9 ชั่วโมงเอง วิ่งวนไปครัช

ระหว่างวิ่งกับเพื่อน : วิ่งอัลตร้าครั้งนี้ ทำให้ได้เจอเพื่อนนัท AG39 เราไม่เจอกันนานหลายปี น่าจะเกือบสิบปีได้ ติดตามกันแค่ทางเฟซบุ๊ค เห็นเพื่อนออกกำลังกายตลอด อยู่กับครอบครัวที่น่ารัก ทำงาน อปท. ในพื้นที่บุรีรัมย์ไม่ไกลบ้าน และเพื่อนก็วิ่งบ่อย ๆ มีชมรมวิ่งที่น่าสนใจ แต่เราก็ไม่ได้เจอกันสักที เอ้าวะ รอบนี้คงได้เจอกัน...
พอตอนหัวค่ำก่อนปล่อยตัว เราเลยได้ทักทายกันนิดหน่อย พอวิ่งไป ดึกเข้า ดึกเข้า จึงได้วนมาวิ่งและเดินคุยกันบ้างนิดหน่อย จังหวะเข้าตรงจุดปล่อยตัว เลยบอกนัทว่า มาจับมือกัน นัทบอกไปยกตรงกล้อง ฮ่าๆๆๆๆ กล้องช่างภาพเยอะครับ มีทุก ๆ ร้อยเมตร ... ผมว่าการเป็นเพื่อนกัน เป็นกัลยาณมิตรกัน แม้เวลาล่วงเลยไปนานเพียงใด มันก็ยังงดงาม เพื่อนนัทแข็งแรงใช่ย่อย ขนาดวิ่ง 56 กิโลเมตรผ่านไปวันเดียว ยังไปแข่งฟุตบอลได้อย่างสบายใจสบายกาย... พอช่วงท้าย ๆ ว่าจะเดินกับนัท แต่นัทเดินเร็ว จ้ำเอา จ้ำเอา ผมไม่ไหว ไปไม่ทัน จึงเดินช้าลง นัทก็แซงผมไปก่อน
การได้เจอเพื่อน ก็เหมือนกลับไปเป็นวัยรุ่นอีกครั้ง เพราะเรื่องราวคราวนั้นก็ผุดขึ้นมาในห้วงความคิด ว่าเราผ่านอะไรมาบ้าง ได้เรียนรู้อะไรมาบ้าง และได้สร้างวีรกรรมชีวิตอะไรมากบ้าง เพื่อน ๆ คนอื่น ๆ ก็คงสบายดี มีสุข อย่างที่ทุกคนปรารถนา

ระหว่างวิ่งคนเดียว : มีบางจังหวะที่วิ่งและเดินคนเดียว เพลิน ๆ ไปพร้อม ๆ กับอาการปวดเมื่อย ตึงขา เจ็บเส้นเอ็น จนต้องแวะให้เขาฉีดสเปรย์ลดปวดให้ (สเปรย์นี่ก็แม่มพอเวลาผ่านไปออกร้อนฉิบหาย) พอวิ่งไปสักระยะ เหงื่อก็ออกท่วมตัว ก็เลยแวะห้องน้ำ ตักน้ำราดตัว ปรากฏว่าเปียกไปหมด วิ่งไปได้สองรอบ รู้สึกไม่โอเค เพราะรองเท้ากับถุงเท้าเปียก ทำให้เท้าชื้นแฉะไปด้วย พอวนมาได้ ก็เลยถอดรองเท้า ถุงเท้าออก กะจะสวดคู่ใหม่ แต่เท้ายังไม่แห้ง เลยหยิบรองเท้าแตะสวดใส่ วิ่งวนไปอีก 1 รอบให้เท้าแห้ง...
นักวิ่งหลายคน วิ่งเท้าเปล่า หลายคนก็สวมรองเท้าแตะสำหรับวิ่ง หลายคนก็หาอุปกรณ์วิ่งที่แตกต่างกันออกไปตามความชอบ ตามความถนัด พอมาถึงจุดอำนวยการ ก็แวะไปสวมรองเท้าผ้าใบอีกคู่ ดันเลือกคู่เก่าที่สุด เพราะเป็นคู่ที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาอย่างยาวนาน ก่อนจะปลดระวางในเร็ววันนี้... สวมถุงเท้าและรองเท้าเสร็จแล้ว ก็วิ่ง ๆ เดิน ๆ วนไปครับ

ระหว่างเดินกับน้อง : พอวิ่งถึงระยะใกล้ครบ 40 รอบ ก็เลยถือโอกาสเปลี่ยนเสื้อตัวที่ 4 แล้วก็ดูเวลาว่าเหลืออีก 2 ชั่วโมงครึ่ง ซึ่งอีกไม่กี่รอบก็ครบ 56 กิโลแล้ว เดินบ้าง วิ่งบ้างดีกว่า เอาเดินให้มากกว่าก็แล้วกัน คำนวณในใจแล้วยังไงก็ถึงเป้าหมาย พอหลุดจากเพื่อนนัท ก็เลยได้เจอพี่ตูน ซึ่งตอนนั้นเราครบระยะกันแล้ว จึงชวนกันเดินเพิ่มอีก เพราะเวลายังเหลือ จึงตั้งเป้าร่วมกันที่ 60 กิโลเมตร เดินคุยกันไปเรื่อย แดดก็ไล่มาแล้ว พระอาทิตย์ขึ้นไว พระคุณเจ้าก็มาโปรดญาติโยมรับบิณฑบาต กองเชียร์ที่ร้านบันเทิงก็เชียร์ให้กำลังใจนักวิ่งจนพระท่านเดินผ่านร้านไป พี่สาวที่รักก็ขับมอเตอร์ไซค์จากบ้าน ซื้อเกลือแร่กับช็อคโกแลตมาส่งให้น้องกับเชนคนละชุด ได้พอเพิ่มพลัง ... เดินวนไป คุยกันไปกับพี่ตูน แป๊บเดียวก็ครบรอบ พอรอบรองสุดท้าย คุยกันว่าอยากกินขนมจีนที่เขาแจกระหว่างทาง ไว้รอบสุดท้ายเราค่อยมาขอป้า เดินหิ้วกลับ ... เดินวนมารอบสุดท้าย ทักทายป้า ขอขนมจีนน้ำยาหน่อยครับ ป้าตอบกลับว่า หมดแล้วลูก เอ้า อดสินะ ปากไวบอกป้าไปว่านี่อุตส่าห์เดินมาอีกรอบเพื่อมาขอขนมจีน ป้าใจดี เอาที่เก็บไว้สองชุดมาให้บอกว่า เอา ถือว่าเป็นรางวัลความตั้งใจ สองชุดสุดท้ายจริง ๆ เราเลยได้แบ่งกันคนละชุด...รอบสุดท้าย ก็เดินเข้าแบบชิล ๆ ที่ 42 รอบ 60 กิโลเมตรถ้วน ๆ ด้วยรองเท้าวิ่ง 2 คู่ รองเท้าแตะ 1 คู่ เสื้อ 4 ตัว ขา 2 ข้าง และใจ 1 ดวง ที่อดทนวิ่งและเดินจนครบ 60 กิโลเมตร สมกับที่ตั้งใจ #ถ้าเดินเรื่อยไปย่อมถึงปลายทาง

ระหว่างทางวิ่งและเดิน :มันคงเป็นเรื่องราวอีกเรื่องที่ต้องบันทึกไว้ ว่าเคยบ้าไปวิ่งต่อเนื่องกัน 10 ชั่วโมง ที่ผู้จัดกำหนดว่าต้องวิ่งอย่างน้อย 56 กิโลเมตร แล้วก็วิ่งวนรอบหนองน้ำที่มีระยะทางรอบละ 1.4 กิโลเมตร... เราวิ่งระสระพลาสติกที่ มข. รอบละ 800 เมตร หรือรอบบึงสีฐาน มข. รอบละ 1.8 กิโลเมตร  ไม่กี่รอบยังเบื่อเลย นี่จะต้องวิ่งตั้ง 40 รอบ.... จะทนไหวไหม???? คำถามที่เกิดขึ้นก่อนวิ่ง และเมื่อเริ่มวิ่ง ก็เพลินดี ได้วิ่งคุยกันไป ไม่ต้องวิ่งเร็วนัก ปวดแข้งปวดขาก็เป็นเรื่องธรรมดา ทำตามที่พิธีกรแนะนำ เวลาวิ่งครบรอบให้ฉีกกระดาษบอกรอบที่บอร์ดแล้วยื่นให้เจ้าหน้าที่ 1 2 3 4 ไปเรื่อง ๆ ก็พลอยช่วยให้เป็นกำลังใจ เพราะตัวเลขก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามรอบที่วิ่งมา ซุ้มน้ำเย็น แตงโม กล้วยน้ำว้า มีดนตรีฟัง มีช่างภาพคอยกดชัตเตอร์ แวะเข้าห้องน้ำได้สบาย เปลี่ยนเสื้อได้เรื่อย ๆ แล้วแต่จะเตรียมมา

มีบางช่วงที่ลองวิ่งไวดูหลังเกิน 40 กิโลเมตรไปแล้ว ก็ไม่ไหว หัวใจเต้นไวไป ไม่อยากฝืน ก็ได้ทำสูตรเดิมที่เคยทำมาทุก ๆ ครั้งที่เหนื่อยคือหายใจเข้าลึก หายใจออกลึก หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ  พิจารณาการเดินทางของลมที่เข้าออกว่าไปถึงไหนแล้ว บางช่วงปวดขามากหน่อยก็พิจารณาดูว่า ปวดหนอ เจ็บหนอ สังขารหนอ ทุสุดแล้วก็พิจารณาใจเจ้าของว่า “ใจหนอ ใจหนอ” ว่าจิตใจตนเป็นเช่นไร แต่บทพิสูจน์คราวนี้คือใจเข้มแข็งมาก ไม่มีอาการย่อท้อต่อระยะทาง ไม่เบื่อกับการต้องเดิน-วิ่งรอบหนองน้ำ ไม่เบื่อกับบรรยากาศ ยิ่งตอนท้าย ๆ ที่ฟ้าเริ่มสว่าง พระอาทิตย์เริ่มขึ้น ฟ้าสางเห็นแสงอาทิตย์อุทัย ฝั่งทิศตะวันออก ก็คิดในใจว่า โอ้ เหมือนเราได้ตรัสรู้ คือรู้แจ้ง เห็ฯจริง ในเรื่องของการวิ่งอัลตร้า รู้ว่าตนเองเป็นเช่นไร จิตใจเป็นอย่างไร  รู้ว่าถ้าลงวิ่งอัลตร้าคราวหน้าต้องเตรียมตัวอย่างไร (หรือไม่ต้องเตรียมอะไรเลย?)

จะให้บอกว่าจัดงานได้ดีไหม เราก็ว่าดีนะ เพราะโดยปรกติไม่ค่อยได้คอมเมนต์งานวิ่งสักเท่าไหร่ ด้วยเพราะว่าเหมือนซื้อสินค้า ซื้อมาแล้วมันไม่ถูกใจเหรอ ก็มันถูกใจไปแล้วนี่นาในตอนนั้น สมัครวิ่งก็เพราอยากวิ่งไม่ใช่เหรอ แล้วพอไปงานวิ่ง เขาจัดไม่ดี เราจะไม่วิ่งเหรอ ก็ไม่นี่ เราก็ต้องวิ่ง ต้องชื่นชมเขามากกว่าที่เขาพยายามจัดวิ่งให้เราได้มาวิ่ง โดยเฉพาะการจัดวิ่งรายการแปลก ๆ ที่การจัดการยากกว่างานวิ่งทั่ว ๆ ไป อย่างอัลตร้า เพราะผู้จัดเองก็แทบจะไม่ได้หลับได้นอนเช่นกันกับนักวิ่ง แถมมีตั้งหลายระยะคือ 10 ชั่วโมง / 5 ชั่วโมง / 2.30 ชั่วโมง / วิ่งผลัด 10 ชั่วโมง

ขอบคุณครอบครัว ที่ไม่บ่นว่ามาวิ่งทำไมเยอะแยะ ขอบคุณพี่สาวที่ไปให้กำลังใจทั้งตอนจะปล่อยตัวตอนสี่ทุ่มและตอนเช้าที่เอาเสบียงไปส่งให้น้องจนมีพลังวิ่งต่อจนครบ ขอบคุณคุณแม่ที่ทำกับข้าวทั้ง 3 มื้อให้ทานจนอิ่มอร่อย ขนาดตอนเช้าเชนบอกว่าอยากกินแกงเขียวหวานฝีมือแม่ โทรไปหาตอนวิ่งอยู่ แม่ก็ไปเตรียมวัตถุดิบ แล้วจัดให้แบบร้อน ๆ พร้อมเสิร์ฟที่โต๊ะอาหารตอนพวกเราอาบน้ำเสร็จ

บทเรียนจากงานอัลต้าครั้งแรก คือ ใจล้วน ๆ ใจที่ไม่ได้ยึดติดอะไร ไม่ได้คาดหวังอะไร ใจที่สะอาด ไม่ขุ่นหมองอะไร เห็นใครวิ่งไวเราก็ชื่นชมเขา ใครที่วิ่งช้าก็แอบให้กำลังใจเขา แป๊บเดียวก็เข้าอีกรอบ แป๊บเดียวก็ผ่านไปอีกชั่วโมง แป๊บเดียวก็เช้าแล้ว แป๊บเดียวพระก็มาบิณฑบาตแล้ว แป๊บเดียวก็ครบ 40 รอบแล้ว แป๊บเดียวก็ครบ 56 กิโลเมตรแล้ว แป๊บเดียวก็ครบ 60 กิโลเมตรแล้ว แป๊บเดียวก็ 42 รอบแล้ว แป๊บเดียวก็ครบ 10 ชั่วโมงแล้ว ... แป๊บเดียว ก็ต้องกลับขอนแก่นมาทำงานแล้ว

“ถ้าเดินเรื่อยไปย่อมถึงปลายทาง” พระราชดำรัสในสมเด็จพระเทพ ฯ ก็คอยย้ำเตือนเสมอจนสามารถเดิน-วิ่งต่อเนื่องได้ 60 กิโลเมตร 10 ชั่วโมง 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บันทึกเรื่องราวไร้สาระ(Open Diary)



ความเห็น (0)