[review] รีวิว It chapter 2 (2019) อิท โผล่จากนรก

[review] รีวิว It chapter 2 (2019) อิท โผล่จากนรก เล่นกับความกลัวของมนุษย์ได้อย่างเต็มที่อีกทั้งยังทำลายกำแพงที่ 4 ออกมาเล่นกับความกลัวของผู้ชมได้อีกด้วย

It chapter 2 เป็นการปิดฉากภาพยนตร์สยองขวัญที่ใช้บุคลิกของตัวตลกในการสร้างปีศาจร้ายได้อย่างลงตัวและน่ากลัวที่สุดตัวหนึ่งของโลก อันเป็นการสร้างสรรค์จากปลายปากกาของนักเขียนนวนิยายสยองขวัญอัจฉริยะของโลกคือ สตี เฟ่นคิง

หนังเล่าต่อจากภาคที่แล้วมาอีก 27 ปี หลังจากที่ทุกคนทำสัญญาเลือดว่าหากเจ้าปีศาจร้าย "เพนนี่ ไวซ์" กลับมาอีกครั้งหนึ่ง เหล่าบรรดา "พวกขี้แพ้" หรือ "The losers' Club" จะกลับมาร่วมกันปราบปีศาจนี้ แต่เมื่อเวลาดำเนินไปเรื่อย ๆ ทุกคนต่างเดินทางออกจากเมืองเดอรี่ไปมีชีวิตของตนเอง ทุกคนล้วนแต่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและชีวิตครอบครัว แล้วกลับกลายเป็นว่าแทบทุกคนนั้นลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อ 27 ปีที่แล้วในเมืองดอลลี่ไปทั้งหมด ลืมแม้กระทั่งรอยแผลเป็นบนฝ่ามือที่ทำสัญญาเลือดร่วมกัน แต่มีอยู่คนเดียวคือ Mike Hanlon ชายผิวสีคนเดียวในกลุ่ม ที่ไม่เคยย้ายออกไปไหน ทำหน้าที่เป็นบรรณารักษ์ในห้องสมุดของชุมชนแห่งนี้ เขากลายเป็นคนหมกมุ่นอยู่แต่กับเรื่องราวของเจ้าปีศาจร้าย "เพนนี่ ไวซ์" ศึกษามัน หาคนที่รู้จักมัน หาวิธีจัดการกับมัน นับวันนับคืนรอคอยวันที่มันจะกลับมา และนับวันนับคืนรอการรวมกลุ่มของเหล่าเพื่อน ที่มีเพียงกลุ่มเดียวของเขา และแล้ววันหนึ่ง มีคนพบศพชายคนหนึ่งที่ตายอย่างประหลาดโดยมีรอยฟันกัดขนาดใหญ่ รวมถึงมีซากศพจำนวนมากลอยออกมาจากปลายสุดของ ท่อระบายน้ำทิ้งของเมือง Mike ก็รู้ทันทีว่าเจ้า เพนนี่ ไวซ์กลับมาแล้ว เขาจึงโทรตามเพื่อนทุกคนที่เคยทำสัญญาเลือดร่วมกันในให้กลับมายับยั้งและฆ่าเจ้าปีศาจร้าย

หากใครไม่เคยอ่านงานวรรณกรรมเลย ก็จะรู้สึกว่า การปราบ เพนนี่ ไวซ์ ไม่ได้ยุ่งยากอะไรมากนัก เพราะในภาคที่ 1 ทำให้เราเห็นว่าเจ้าปีศาจตนนี้แม้จะมีอำนาจร้ายกาจสักเพียงใด จะสร้างความน่ากลัวอย่างถึงขีดสุดได้ก็ต่อเมื่อผู้คนหวาดกลัวมันเท่านั้น แต่ในภาคนี้หนังฉลาดกว่านั้นคือ หนังทำให้ทุกคนลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตเมื่อ 27 ปีที่แล้ว อีกทั้งยังลืมเรื่องราวทั้งหมดที่เคยเกิดขึ้นในเมืองดอลลี่ ลืมเพื่อนทุกคน ลืมอารมณ์ความรู้สึกหรือแม้กระทั่งลืมเจ้าปีศาจร้ายไปซะหมดเลย ดังนั้นการกลับมารวมตัวกันอีกครั้งของทุกคน ก็จะต้องรื้อฟื้นความทรงจำครั้งหลังนั้นขึ้นมาให้ได้ว่า มีอะไรบ้างที่เป็นเศษเสี้ยวความทรงจำที่พวกเขาทิ้งเอาไว้ จะต้องนำมันกลับมา เพราะนั่นจะสามารถนำมาต่อสู้กับเจ้าปีศาจร้ายตอนนี้ได้ ต่างกับเจ้าเพนนี่ ไวซ์ ที่มันนับวันนับคืนรอคอยเหล่า The losers' Club ถึง 27 ปี แน่นอนว่ามันจะมาพร้อมกับความแค้นอย่างถึงที่สุด และมันก็เล่นงานเหล่าสมาชิกแบบเอาเป็นเอาตายเลยทีเดียว

ข้อดีของ It Chapter 2 คือเพิ่มระดับความหวาดกลัวของหนังขึ้นจากภาคที่แล้วมากกว่าเท่าตัว หนังเล่นกับจังหวะตื่นเต้น ตกใจ สยองขวัญ ได้มากกว่าภาคที่แล้วมากนัก ใช้จังหวะ jumpscare ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรียกได้ว่าตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ชั่วโมงนั้นทำเอาคนดูหายใจไม่ทั่วท้องเลยทีเดียว หาใครขวัญอ่อนที่ตกใจง่ายคงปิดตาดูทั้งเรื่อง แต่โดยส่วนตัวแล้วอารมณ์ความหวาดกลัวในเชิงลึกของจิตใจนั้นยังทำได้ไม่ดีเท่ากับภาคที่ 1นัก

ที่ยอดเยี่ยมมาก ๆ คือการแสดงของตัวละคร จัดว่าเป็นการ casting ตัวละครได้มหัศจรรย์ และดีงามที่สุดเรื่องหนึ่งในภาพยนตร์ฮอลลีวูด ตัวละครในวัยผู้ใหญ่ล้วนแต่มีบุคลิก อารมณ์ และความรู้สึกที่ต่อเนื่องกับตัวละครในวัยเด็ก ลได้อย่างราวกับเป็นคนคนเดียวกัน แม้ว่าหน้าตาของตัวละครจะเปลี่ยนไปแล้ว แต่ฝีมือในการแสดงของแต่ละคนนั้นทำให้เชื่อมต่อกับตัวละครทั้งสองยุคได้โดยที่เราไม่รู้สึกติดขัดอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว ทุกอย่างมันไหลลื่นกลมกลืนไปหมด อีกทั้งยังมีการเฉลี่ยความสำคัญของตัวละครได้ดีมาก ไม่มีใครเด่นกว่าใคร เช่น Beverly Marsh ตัวละครหญิงสาวหนึ่งเดียวในแก๊ง ที่ไหนภาค 1 นั้นค่อนข้างมีความโดดเด่นมาก ต่อพอมาในตอนโตที่รับบทโดย Jessica Chastain เธอก็ถ่ายทอดอารมณ์และความต่อเนื่องได้ดี ฝีมือการแสดงเฉียบขาดมาก อีกคนหนึ่ง Ben Hanscom รับบทโดย Jay Ryan เขายังคงความรู้สึกหลงรักตัวละคร Beverly ได้ดีมากเช่นกัน ที่ยอดเยี่ยมที่สุดคือการแสดงของ Bill Skarsgard รับบทเป็นปีศาจร้ายเพนนี่ ไวซ์ ช่างยอดเยี่ยมเสียนี่กระไร จอมปีศาจตนนี้กลับมาพร้อมกับลูกล่อลูกชน การล่อลวง การหลอกหลอนที่จะขาดและมีชั้นเชิงมากกว่าฉันที่แล้วหลายเท่า แม้แต่เสียงหัวเราะและรอยยิ้มดวงตาก็สร้างความกลัวให้กับตัวละครและคนดูได้อย่างเหลือเชื่อ

หนังเล่าเรื่องในมุมลึกของอารมณ์ได้ค่อนข้างดีมาก ยังคงเกาะติดกับอารมณ์ความกลัวของมนุษย์ และความ "ขี้แพ้" ของมนุษย์ เล่าผ่านตัวละครแก๊งขี้แพ้ถึงแม้ว่าแต่ละคนนั้นล้วนแต่ประสบความสำเร็จในอาชีพการงานและครอบครัว หรือบางคนสามารถเอาชนะการเหยียดหยามเรื่องบุคลิกร่างกายได้ แต่แท้จริงแล้วลึก ๆภายในใจนั้นทุกคน ก็ยังมีความกลัวฝังใจเป็นตะกอนนอนก้นอยู่ รอวันว่าจะมีเหตุการณ์หรือใครกวนมันขึ้นมา ซึ่งก็คือ 27 ปีให้หลังมานี้แหละ เรียกได้ว่าแม้ว่าจะโตขึ้นมากแค่ไหนก็ตามแต่ความกลัวบางสิ่งบางอย่างนั้นก็ยังติดตามไปเรื่อย ๆ ต่อให้พยายามที่จะลืมมันไปมากเท่าไหร่ แต่เมื่อความทรงจำอันเลวร้ายรวมถึงอารมณ์ความกลัวนั้นหวนกลับมาได้เสมอ มันจะสร้างความกลัวให้กับคุณได้เช่นเดิม รวมถึงต่อให้คุณประสบความสำเร็จมากแค่ไหน ไอ้ความรู้สึก "ขี้แพ้" มันก็ยังคงอยู่ในใจเช่นเดิม

การเชื่อต่อเดิมเต็มจากภาค 1 สู่ภาค 2 ถือว่าทำได้ดีปิดรอยต่อได้ อีกทั้งยังขยายรอยต่อเดิมแล้วเพิ่มความสำคัญมาก ๆ ใส่ลงไป แล้วขยี้ให้เป็นความสำคัญของเรื่องได้อย่างดี โดยเฉพาะการกลับไปหาความทรงจำ แล้วก็ทำบางสิ่งบางอย่างจากสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับความทรงจำนั้น เป็นการแสดงให้เห็นว่าเรื่องบางเรื่องเราสามารถที่จะเลือกที่จะไม่จำได้

การสร้างตัวละครปีศาจ ประเด็นนี้ก็ถือว่าเทพมาก ๆ ปีศาจหรือผีมีการออกแบบให้ รู้สึกว่าเราห่างหายกับภาพลักษณ์แบบนี้ไปนานแสนนาน นับตั้งแต่ที่วัฒนธรรมการออกแบบผีหรือปีศาจให้มีความเป็นเอเชียในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้นั้นได้รับความนิยมอย่างมากนับตั้งแต่ JU-ON, The Ring เราก็มักจะเจอแต่ผีแบบเอเชียในหนังฝั่งตะวันตกซะมาก แต่ปีศาจในเรื่อง It Chapter 2 นี้ มีกลิ่นในการออกแบบให้สอดคล้องกับผีปีศาจในยุค 80's แม้จะทำให้ดูรู้สึกว่าไม่ค่อยน่ากลัวเท่าที่ควรก็ตาม ผมกลับมองว่านี่คือเสน่ห์อย่างหนึ่งของหนังเรื่องนี้เลยนะ

การระลึกถึงอดีตยุค 80's มีการสอดแทรกไว้ในฉาก สิ่งของ อุปกรณ์ ภาพยนตร์ หรือแม้แต่เพลงประกอบ ทำได้ดี ทำให้คนดูที่ใช้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลานั้นรำลึกผลอดีตได้ ไม่ด้อยกว่าภาค 1

การคารวะหนังระดับตำนาน ในประเด็นนี้ It Chapter 2 ก็ทำเอาไว้หลายจุด อย่างเช่นฉากเลือดสาด ฉากการเลือกประตู การใช้ขวานเป็นอาวุธ เป็นการคารวะหนังระดับตำนาน อย่าง The shining ผีหรือสัตว์ประหลาดบางตัว เป็นการคารวะหนังอย่างเรื่อง The Thing ใครเคยดูหนังเหล่านี้รับรองว่า ต้องแอบอมยิ้มออกมาเลยแหละ ยังมีอีกจำนวนไม่น้อยที่สอดแทรกในหนัง

การเชื่อมเรื่องราวเทววิทยากับวิทยาศาสตร์ แม้ว่าหนังจะเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับปีศาจ ภูตผี แต่ สตีเฟน คิง รวมถึงผู้กำกับก็ยังสามารถเชื่อมโยงกับ หลักการทางวิทยาศาสตร์ได้ โดยอาศัยประวัติความเป็นมาของตัวละครบางตัว ซึ่งประเด็นนี้บางคนอาจจะชอบและบางคนอาจจะไม่ชอบก็ได้

หัวใจสำคัญของเรื่อง ก็ยังคงเล่นกับประเด็นจิตวิทยา เรื่องความกลัวและความทรงจำฝังใจในอดีต การ bully ความรู้สึกภายในใจว่าเป็นคนขี้แพ้ ซึ่งเรียกว่าคลุมประเด็นได้ดี และนำสิ่งเหล่านี้มาใช้ตลอดทั้งเกือบ 3 ชั่วโมงได้ทรงประสิทธิภาพ ขับเน้นพลังทางอารมณ์และแรงจูงใจของตัวละครแต่ละตัวออกมาได้อย่างมีชั้นเชิง ผนวกกับการแสดงของตัวละครแต่ละตัวด้วยแล้ว ถือว่าเป็นจุดที่ชนะเลิศที่สุดเลยทีเดียว และประเด็นเรื่อง "รวมกันเราอยู่แยกหมู่เราตาย" ก็ยังคงใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน

จุดด้อยของเรื่อง แน่นอนว่าหนังที่เล่าเรื่องยาวถึงเกือบ 3 ชั่วโมงนั้ นหลายคนอาจไม่ชอบประเด็นของความยืดในบางจุด ถ้าหากใครชอบหนังเล่าเรื่องแบบเร็ว ๆ กระชับคงง่วงเหงาหาวนอนบ้าง อีกทั้งประเด็นเรื่องความสมเหตุสมผลการตัดสินใจกระทำบางอย่างของตัวละครบางตัว ก็รู้สึกว่าทำไปทำไม ทำไมต้องทำแบบนั้น ทำไมไม่ทำแบบนั้น และโดยส่วนตัวผมแม้ว่าจะชื่นชอบจังหวะตื่นเต้นตกใจ และการหลอกหลอนภาคนี้ แต่หากเทียบกับอารมณ์เชิงลึกด้านความกลัวและปมทางจิตวิทยา ที่ภาค 1 ยังสู้ไม่ได้ นั่นก็คือการนำ ทฤษฎีบุคลิกภาพทางจิตวิเคราะห์มาใช้ อันเป็นทฤษฎีอันเลื่องชื่อของนักจิตวิทยานามอุโฆกษ์ ซิกมันด์ ฟรอยด์ ที่ใช้หลักของ Id, Ego และ Super Ego โดยเฉพาะคำว่า "It" ที่เป็นชื่อหนัง กับ คำที่พ้องเสียงกันคือ "Id" ที่อธิบายถึงระดับจิตใต้สำนึก แรงกระตุ้น แรกเกิด สัญชาติญาณขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ความต้องการของร่างกาย ความปรารถนาทางเพศ และแรงกระตุ้นความก้าวร้าว อันส่งผลต่อบุคลิกภาพความคิดและการกระทำ ยังทำได้ไม่ดีถ้าเทียบกับภาค 1 แต่ก็สามารถเข้าใจได้ว่าเพราะภาค 1 ได้ใช้คำนี้อธิบายไปแล้ว

กล่าวโดยสรุป It Chapter 2 เป็นการปิดฉากความน่ากลัวสยองขวัญของปีศาจ "เพนนี่ ไวซ์" และ "แก๊งค์ขี้แพ้" ได้อย่างสวยงาม สร้างฉากหลอกหลอนตื่นเต้นตกใจได้ตลอดเกือบ 3 ชั่วโมงมาเป็นระยะแบบไม่หยุดพักหายใจ แม้จะมีบางจุดที่ดูตกลงไปบ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นหนังสยองขวัญที่คู่ควรอยู่ในความทรงจำของคนรักหนังสยองขวัญได้เลยทีเดียว แต่ในขณะเดียวกันหนังก็สามารถทำให้เสียงแตกเป็น 2 เสียงได้เพราะ หากคนที่ไม่ชอบหนังที่เล่าเรื่องช้าคงจะให้คะแนนหนังเรื่องนี้แบบต่ำเตี้ยเรี่ยดินได้เหมือนกัน

8.7/10

วาทิน ศานติ์ สันติ

#สถานีหนัง #MovieStation

#หนังผี #หนังสยองขวัญ #หนังจิตวิทยา

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สถานีหนัง



ความเห็น (0)