
[review] รีวิว The Boys (2019) ก๊วนหนุ่มซ่าส์ ล่าซุปเปอร์ฮีโร่ส์ ฉายภาพด้านมืดของซุปเปอร์ฮีโร่อย่างน่าสนใจ น่าติดตาม ตบหน้าขนบหนังซุปเปอร์ฮีโร่ที่มีอยู่อย่างดาษเดื่อนในปัจจุบันได้อย่างเจ็บแสบ หากใครเบื่อหนังซุปเปอร์ฮีโร่จาก 2 ค่ายยักษ์ใหญ่ในทุกวันนี้ ผมขอแนะนำซีรีย์ The Boys นี้เลยครับ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน ซึ่งไม่แปลกใจเลยว่าซีรี่ย์ The Boys จึงเป็นซีรีย์ที่ได้รับการกล่าวขวัญมากที่สุดเรื่องหนึ่งของปี 2019 อย่างรวดเร็วเร็ว การพูดแบบปากต่อปากจึงดูดความสนใจให้มีคนเข้าไปชมเป็นอย่างมาก รวมถึงดึงผมให้เข้าไปดูด้วย ซีรีส์ในซีซั่น 1 นั้นมีเพียง 8 ตอน แต่เป็น 8 ตอนที่ทำให้เราต้องดูตั้งแต่ต้นจนจบรวดเดียว
ผมไม่มีความรู้เรื่อง The Boys เลยทั้งๆที่เคยเป็น Comic มาก่อน แม้แต่ดูซีรีย์ชุดนี้จบไปแล้วก็กลับไปทบทวนเรื่องราวดั้งเดิมเพียงแค่พอรู้ที่มาที่ไปเท่านั้น เพราะอยากเก็บความรู้สึกจากการดูซีรีย์เอาไว้ให้ได้มากที่สุด
The Boys เป็นซีรีย์ที่ว่าด้วยยุคที่สหรัฐอเมริกาเต็มไปด้วยซุปเปอร์ฮีโร่ปะปนอยู่กับผู้คนจำนวนมาก แต่มีบริษัทแห่งหนึ่งที่เรียกว่า บริษัท Vought คอยดูแลเหล่าซุปเปอร์ฮีโร่แถวหน้าของประเทศ ทั้งในด้านภาพลักษณ์ ผลประโยชน์จากการขายโฆษณา ภาพยนตร์ พรีเซนเตอร์ หรือส่งออกซุปเปอร์ฮีโร่ให้ไปประจำการยังเมืองหรือประเทศต่าง ๆ ในโลก กล่าวได้ว่า ซุปเปอร์ฮีโร่เหล่านี้คือทรัพย์สินหรือสินค้าของบริษัท Vought ก็ว่าได้
แต่ที่สุดของซุปเปอร์ฮีโร่คือเหล่าฮีโร่ 7 คนที่บริษัทเรียกว่า The Seven แต่ละคนนั้นคือสุดยอดในด้านภาพลักษณ์เป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่ามหาศาลของบริษัท หลายคนที่มีพลังพิเศษก็อยากเข้ามาอยู่ในกลุ่ม The Seven ทั้งสิ้น
ในเรื่องได้ทำให้เห็นเหล่าซุปเปอร์ฮีโร่ในกลุ่ม The Seven นั้นล้อเลียนกลุ่มซุปเปอร์ฮีโร่ในค่าย DC อย่างชัดเจน แล้วคนที่เป็นหัวโจกใหญ่ที่สุดแข็งแกร่งที่สุดก็มีพลังเท่าเทียมกับซุปเปอร์แมน
แต่ความดีที่สุดของซีรีส์ชุดนี้คือมันคือการฉายภาพด้านมืดของเหล่าซุปเปอร์ฮีโร่ที่เบื้องหน้าเป็นเหล่าไอดอล เป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนจำนวนมาก ประชาชนให้ความเคารพนับถือราวกลับเป็นซุปเปอร์สตาร์ แต่แท้จริงแล้วเหล่าซุปเปอร์ฮีโร่ส่วนใหญ่นั้นกับมีด้านมืดที่โสมม ชั่วช้า ทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง เลวร้ายไม่ต่างกับโจร แถมยังมีมุมมืดมั่วสุม มั่วเซ็กส์ ค้ายาสารพัด แม้แต่องค์กรของรัฐก็ไม่อยากจะยุ่ง ซึ่งมีคนกลุ่มหนึ่งรู้สึกว่าการกระทำของเหล่าซุปเปอร์ฮีโร่เหล่านี้เป็นภัยร้ายแรงของชาติ พวกเขาจึงรวมกลุ่มกันเพื่อหาทางทำลายเหล่าซุปเปอร์ฮีโร่ลงไปให้ได้ภายใต้ในชื่อกลุ่มชื่อว่า The Boys ซึ่งความสนุกคือ เหล่าบรรดากลุ่ม The Boys จะหาทางจัดการกับเหล่าซุปเปอร์ฮีโร่ที่มีพลังพิเศษได้อย่างไร เพราะซุปเปอร์ฮีโร่แต่ละคนนั้นล้วนแต่มีพลังอำนาจพิเศษมหาศาล หนังเหนียว และมีบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีกองกำลังของตนเองคอยสนับสนุน พวกเขาเป็นเพียงคนธรรมดาเท่านั้น
หนังเล่าเรื่องราวที่ทำให้เราค่อย ๆ เห็นความชั่วช้าโสมของเหล่าซูเปอร์ฮีโร่กับบริษัท Vought ภาพตัวละครตัวหนึ่งที่ได้เข้าไปอยู่ในกลุ่ม The Seven จนทำให้ละครตัวละครตัวนี้รู้สึกว่าแท้จริงแล้วความหมายของซุปเปอร์ฮีโร่นั้นคืออะไร
กลุ่ม The Boy มีเสน่ห์มาก พวกเขาคืออดีตทหาร ที่มีปมปัญหากับเหล่าซุปเปอร์ฮีโร่ แล้วตัวละครหลักของเรื่องอีกตัวหนึ่งที่มีปัญหากับซุปเปอร์ฮีโร่ในช่วงแรกของเรื่อง ซซุปเปอร์ฮีโร่ตัวหนึ่งนั้นวิ่งด้วยความเร็วชนกับแฟนสาวของเขาจนเสียชีวิต คนกลุ่มนี้หาทางกำจัดซุปเปอร์ฮีโร่และบริษัทให้ได้ แม้จะเป็นคนธรรมดาเหมือนจะไม่มีอะไรเลยแต่ด้วยความสามารถของแต่ละคนแล้วสามารถเทียบชั้นกับเหล่าซุปเปอร์ฮีโร่ในกลุ่ม The Seven ได้เลยทีเดียว
ตัวละครทุกตัวต่างมีปมปัญหาของตนเอง และนั่นก็คือเสน่ห์สำคัญมาก ๆ ของหนังเรื่องนี้ แม้แต่เหล่าซุปเปอร์ฮีโร่เองก็เถอะ ยกตัวอย่างเช่นตัวละครที่วิ่งเร็วที่สุดในโลกเจอตัวละครอีกตัวหนึ่งที่วิ่งเร็วเท่า ๆ กันท้าทาย เขาจึงต้องหาทางรักษาความเป็นที่หนึ่งเอาไว้ ก็นั่นคือทั้งหมดของเขา หรือตัวละครที่ชื่อว่า The Deep ซึ่งมีความลึกทางอารมณ์เป็นอย่างมาก มีฉากหน้าเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ที่หลายคนให้ความสนใจ แต่หลังฉากกลับกลายเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ที่แทบไม่มีอะไรเลย บางตัวละครซุปเปอร์ฮีโร่ก็พยายามทำหน้าที่หน้าฉากให้ดีที่สุด แต่แท้จริงแล้วก็ขัดกับความรู้สึกภายในใจของตัวเอง ไม่สามารถเลือกได้แม้ว่าการเลือกทำในแต่ละอย่างนั้นจะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องก็ตาม ตัวละครบางตัวที่เป็นคนธรรมดาแม้จะโกรธแค้นเหล่าซุปเปอร์ฮีโร่อย่างไรก็ตาม แต่ก็ยังมีความยับยั้งชั่งใจในการกระทำหลาย ๆ อย่าง เป็นต้น ตัวอย่างที่กล่าวไปนั้นทำให้ซีรีย์เรื่อง The Boys จึงมีความพิเศษในแง่ความรู้สึกทางอารมณ์ เป็นการสร้างองค์ของตัวละครที่นําไปสู่การตัดสินใจในการกระทำหลายอย่างเป็นเหตุเป็นผล
หนังแพรวพราวด้วยการใช้สัญลักษณ์ อย่างเช่นเหล่าตัวละครที่เป็นซุปเปอร์ฮีโร่ก็จะอยู่ในชุดซุปเปอร์ฮีโร่ไปตลอดทั้งเรื่อง เป็นการแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเหล่านั้นภาคภูมิใจและยึดมั่นถือมั่นในการเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ของตัวเองเป็นอย่างมาก ซึ่งต่างกับตัวละครซุปเปอร์ฮีโร่บางตัวที่แม้จะมีพลังเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ แต่กลับไม่ชอบใส่ชุดของซุปเปอร์ฮีโร่เพราะมีความขัดแย้งภายในจิตใจเป็นต้น
ในช่วงแรกของหนังดูเหมือนว่าจะเป็นการหาทางฆ่าซุปเปอร์ฮีโร่แต่ละตัวให้ได้ แต่เมื่อดูไปหลายตอนเข้าหนังกลับมีอะไรมากกว่านั้น มันมีเรื่องของการสืบสวนสอบสวน การเคลื่อนไหวชิงพริบ และมีปมความลับซ่อนเอาไว้มากมายหลายชั้น
หนังซุปเปอร์ฮีโร่ที่ให้ประเด็นการถ่ายด้านมืดของซุปเปอร์ฮีโร่นั้น ครั้งหนึ่งผมเคยชื่นชอบหนังเรื่อง Watchmen (2009) ของ Zack Snyder ที่ นำเสนอด้านมืดของเหล่าซุปเปอร์ฮีโร่รวมถึงเหตุและปัจจัยที่ทำให้เกิดการกระทำบางอย่างได้ผมมาก แต่สำหรับผมแล้วเมื่อนำมาเทียบกับ The Boys ผมรู้สึกว่าประเด็นด้านมืดของ The Boys มีความชัดและคมกว่าเธออีก
ตัวละครหลายตัวเล่นดีมาก แสดงความรู้สึกทางอารมณ์ได้ดีมากแสดงปมปัญหาของชีวิตได้ดีมาก การวางคาแรคเตอร์ของแต่ละตัวก็ถือว่าดีมาก แม้จะมีตัวละครมากแต่เราก็จำตัวละครทุกตัวได้ ไม่สับสนเลย
แต่มีข้อเสียที่ผมรู้สึกว่าทำให้ซีรีย์ ชะงักลงไปบ้างเพียงนิดเดียวคือมีฉาก Action น้อยไปหน่อย เพราะว่าซุปเปอร์ฮีโร่แต่ละตัวนั้นล้วนแต่มีพลังที่น่าสนใจ แต่กลับไม่ได้แสดงพลังงานให้เห็นได้ดีเท่าที่ควร ซุปเปอร์ฮีโร่หลายตัวในกลุ่ม The Seven เรายังไม่ได้เห็นพลังของเขาเลยด้วยซ้ำ ในช่วงครึ่งหลังของซีซั่นเล่าเรื่องช้าไปนิดเดียว แต่มันก็เป็นเพียงเสี้ยวของความนิดเดียวเท่านั้นเอง แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็ทำให้เราลืมข้อเสียไปได้ เพราะวิธีการเล่าเรื่องที่ชาญฉลาด ปมความลับที่เก็บงำค่อย ๆ เผยในแต่ละจุด และท้ายที่สุดในตอนจบซีซั่นก็ได้เผยปมใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งออกมาแน่นอนว่ามันคือพรหมที่ทำให้ใครหลายคนต้องตั้งตารอในซีซั่น 2 เลยทีเดียว
กล่าวโดยสรุปซีรี่ย์ The Boys เป็นซีรีย์ซุปเปอร์ฮีโร่ที่นำเสนอด้านมืด เศรษฐีสภาพสังคมการเมืองและเสียดสีขนบซุปเปอร์ฮีโร่กระแสหลักได้อย่างเจ็บแสบ เล่าเรื่องสนุกสนาน สร้างสีสันใหม่และความน่าสนใจให้กับหนังซุปเปอร์ฮีโร่ได้สวยงาม

9/10
วาทิน ศานติ์ สันติ
#MovieStation #สถานีหนัง
#หนังซุปเปอร์ฮีโร่ #หนังแอนตี้ซุปเปอร์ฮีโร่