
เด็กวัยเรียน หรือ นักศึกษาในรั่วมหาวิทยาลัยจำนวนไม่น้อยเลยที่เรียนโดยไม่ได้คิดเลยว่า สิ่งที่ร่ำเรียนอยู่นั้น มันใช่หรือตรงกับความสนใจของตัวเองหรือไม่... การที่ไม่ได้เรื่องตรงนี้ ใครจะทราบบ้างว่า... มันสร้างปัญหาให้กับประเทศชาติและความเจริญก้าวหน้าของบ้านเมืองมากแค่ไหน
>>>>>ทำไมเราถึงพูดถึงปัญหาของสังคมไทย แล้วมีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับระบบการศึกษาไทย<<<<<
Ex นักศึกษาคนหนึ่งเข้าเรียนคณะศึกษาศาสตร์ แต่ดันมารู้ตัวที่หลังว่าไม่ชอบและไม่สามารถเรียนคณะนั้นได้ อยากซิว แต่ทางบ้านไม่อนุญาต จึงจำเป็นต้องเรียนต่อจนจบ แล้วจบมาสมัครงานโดยใช้เส้นสาย ได้งานเป็นครู โดยที่ตนเองจบมาแบบไม่มีคุณภาพแล้วมาสอนเด็กที่กำลังเติบโต กรณีนี้จะเกิดอะไรขึ้นค่ะ??? แล้วหากครอบครัวอนุญาตให้ซิว แต่พอซิวออกมาแล้ว ทางบ้านไม่มีเงินมากพอที่จะส่งหรือสมัครเรียนต่อใหม่ ผลที่เกิดหลังจากนั้น คือ คนที่ซิวก็ไม่ได้รับการศึกษาต่ออีกเลย
การที่เราไม่รู้จักตัวเอง ไม่สนใจรายละเอียดด้านความชอบและความสนใจของตัวเอง ความหวังและเป้าหมายที่ชัดเจนหรือยากที่จะไปต่อได้ การศึกษาเป็นเพียงแค่การรู้จักวัตถุดิบ แต่คนที่จะจัดการวัตถุดิบนั้นให้เป็นอะไร คือ ตัวเรา ทุกอย่างอยู่ที่ความคิดและความเชื่อของเรา ถ้าเรามีความเชื่อตามคนส่วนใหญ่ คือ การทำตามเขา ทำตามค่านิยม ทำตามกระแสนิยมที่เขาสร้างขึ้นมา นั้นกำลังหมายความว่า เรากำลังจัดการวัตถุดิบของเราให้ออกมาเป็นแบบเดียวกันกับเขา โดยที่ไม่มีอะไรเลยที่จะบ่งบอกว่า นั้นคือสิ่งที่เราสร้างขึ้นจากวัตถุดิบที่เราได้เรียนรู้ แถมความแตกต่างหรือสิ่งใหม่ๆก็จะไม่เกิด ทุกอย่างเหมือนเดิม (การคิดต่างมันสำคัญนะคะ)
การหาแรงบันดาลใจเพื่อเป็นเชื้อเพลิงและแรงพลัดดันให้เราหาความเป็นตัวเองมากที่สุด เราจะได้เป็นหนึ่งในผู้ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้ อย่าทำให้ความเป็นเราตายไปกับค่านิยมของสังคม จนไม่เหลือความเป็นตัวเอง... ปัญหาของใครหลายๆคนที่คิดว่า เป็นปัญหาส่วนบุคคลนั้น บางครั้งมันจะกลายเป็นปัญหาของประเทศชาติในวันใดวันหนึ่ง เพราะอาจเป็นปัญหาเล็กๆที่ทำให้ประเทศเราไม่เดินหน้าและมีความทดถอยสูงขึ้น อย่างที่ได้ยกตัวอย่างไป... การที่เด็กหรือวัยรุ่นไม่ได้รับการศึกษาตามที่ควร จากแรกต้นเป็นปัญหาส่วนบุคคล แต่แล้วพอมารวมๆกันหลายๆคนแล้ว มันจะกลายเป็นปัญหาหนึ่งของชาติบ้านเรา เพราะมันทำให้การพัฒนาของประเทศชาติเราทดถอยโดยไม่รู้ตัว