การต่างประเทศไทยในระยะเปลี่ยนผ่านสู่ประชาคมอาเซียน โดย อานันท์ ปันยารชุน

อาเซียนจึงเป็นสิ่งที่เราต้องส่งเสริมรักษาให้มีวิวัฒนาการต่อไป ที่ผ่านมาอาจจะเดินทางช้าหน่อย เราใช้เวลานานกว่าจะรู้ว่าทิศทางที่เราไปควรจะเป็นอย่างไร

ฉบับแก้ไข

คำกล่าวปาฐกถาพิเศษโดย ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน        

สัมมนา   การต่างประเทศไทยในระยะเปลี่ยนผ่านสู่ประชาคมอาเซียน : ยุทธศาสตร์และความท้าทาย

วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน . . 2556

โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล   . เพลินจิต เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร

 

ท่านอธิการบดี ท่านคณบดีคณะรัฐศาสตร์ คณาจารย์ ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย   ผมมาถึงอายุระดับหนึ่งที่คิดว่าไม่น่ารับที่จะพูดอะไรมากมายนัก นอกเสียจากว่าจะพูดในสิ่งที่ตนเองรู้จริงๆ    เพราะในสังคมไทยผมเห็นปรากฏการณ์หนึ่งซึ่งน่าเบื่อและน่ารำคาญคือการที่คนอายุมากแล้วไม่รู้ตัวเองว่าสิ่งที่พูดออกมานั้นไม่เข้าเรื่อง หรือ ล้าสมัย แล้วทำให้เกิดความดูถูกดูแคลน และเมื่อเราเป็นผู้ใหญ่ เมื่อถึงเวลาที่จะเกษียณตัวเองก็ควรจะเกษียณไปอย่างเงียบๆ   ซึ่งผมก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้หลงตัวเอง แต่เมื่อถูกคะยั้นคะยอมากๆบางครั้งก็ลืมตัวไปบ้าง   ก็เลยตั้งปณิธานเอาไว้ว่าจะไม่ไปพูดที่ไหนนอกเสียจากว่าเป็นเรื่องที่กำลังทำอยู่เช่นตอนสมัยทำปฏิรูปผมก็รับพูดแต่เฉพาะเรื่องปฏิรูป   ส่วนคนที่มาเชิญผมก็เป็นลูกของเพื่อนผม ทั้งคุณพ่อคุณแม่ก็เป็นเพื่อนผม และข้อสำคัญที่สุดคือผมก็ยังนึกถึงบุญคุณของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่สภามหาวิทยาลัยได้มอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตให้แก่ผม ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงจากคณะรัฐศาสตร์เท่านั้น แต่จากคณะเศรษฐศาสตร์ด้วย   จุฬาฯก็ให้ผมสองปริญญาเช่นเดียวกัน   ทีนี้เมื่อรับมาแล้วผมก็ถือว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณโดยการที่ผมมาพูดเรื่องอะไรที่ผมไม่ต้องค้นคว้ามากนัก หรือไม่ต้องค้นคว้าเลย พูดจากความทรงจำ พูดจากประสบการณ์ที่ผ่านมา พูดจากการสังเกตการณ์ต่างๆ ผมก็น่าจะพูดได้  

เรื่องการต่างประเทศตามความจริงแล้ว    ในอังกฤษหากคุณไปอยู่ในกระทรวงการต่างประเทศ   ไปถามเจ้าหน้าที่เขาว่าเรียนอะไรมา   ก็แทบจะไม่มีใครเลยที่จะบอกว่าจบจากรัฐศาสตร์ รัฐศาสตร์มีเรียนที่อเมริกาเป็นส่วนใหญ่   อีกที่หนึ่งอาจจะเป็นฝรั่งเศส   แต่อังกฤษจะไม่มี   ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศโดยส่วนหนึ่งจะจบจากสาขาที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์    ซึ่งสิ่งนี้เป็นพื้นฐานสำคัญมากสำหรับนักการทูต    ส่วนที่สองส่วนใหญ่จะจบจากสาขาภาษาคลาสสิคไม่ว่าจะเป็นลาตินหรือกรีก ซึ่งเขาถือว่าเป็นการฝึกฝนหัวสมองที่ดีมาก   เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าคนที่เก่งในอังกฤษ   ที่จบสาขาภาษาคลาสสิคมา   อาจจะเป็นนักปราชญ์ก็ได้   เป็นทนายที่เก่งก็ได้ เพราะว่าพื้นฐานดีมาก ทีนี้ในเมื่อผมไม่ใช่นักวิชาการและไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศ   เพราะออกมาตั้งแต่ปี . .1979   ก็ประมาณ 34 ปีที่แล้ว   อาจจะกลับเข้าไปยุ่งกับการต่างประเทศก็เมื่อท่านเลขาธิการสหประชาชาติ โคฟี อันนัน (Kofi Annan) เชิญผมไปเป็นประธาน UN High-Level Panel on Threat, Challenges and Change  ซึ่งก็แปลกมากเพราะว่าผมไม่ได้แตะงานด้านการต่างประเทศโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสหประชาชาติมาเป็นเวลากว่าสามสิบปีแล้ว   แต่ผมคิดว่าความจำของผมยังไม่เลวเกินไป วันนี้จึงขอพูดจากความจำ จากข้อสังเกต   แต่ผมก็ขอรับว่า เรื่องของปี . . อาจจะคาดเคลื่อนได้ และถึงแม้ว่าปี . . อาจจะไม่สมบูรณ์บ้างแต่สิ่งที่ผมจะพูดนี้ก็เป็นข้อเท็จจริง

ประเด็นของการสัมมนาวันนี้ที่เกี่ยวกับเรื่องอาเซียนนี่ผมได้บอกกับผู้จัดสัมมนาว่าผมเคยทำเรื่องนี้มามาก เคยทำมากเลยในช่วงสมัยที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ได้ไปนำเสนอเรื่อง Asean Free Trade Area หรือ AFTA ที่การประชุม Summit ที่สิงคโปร์ในปี . .1992  แต่หลังจากออกมาแล้วก็ไม่ได้ติดตามเลย   การเดินทางของประเทศไทยไปสู่ประชาคมอาเซียนนั้นผมคงจะพูดน้อยที่สุด    แต่ตอนสุดท้ายผมคงจะพูดทิ้งท้ายไว้สักหน่อยผมจะพูดจากประสบการณ์   จากการสังเกตการณ์โดยเฉพาะในเรื่องการกำหนดนโยบายต่างประเทศเพราะไม่ค่อยได้เห็นใครพูดถึงเรื่องนี้   ที่จะได้ยินโดยส่วนใหญ่ก็จะพูดเป็นเรื่องๆไปไม่ว่าจะเป็นเรื่องปราสาทพระวิหาร เรื่อง SEATO (Southeast Asia Treaty Organization) เรื่องอาเซียน   บางครั้งบางคราวเราก็ควรจะพูดถึงสิ่งที่เป็นพื้นฐานสำคัญของสิ่งเหล่านั้น นั่นก็คือเรื่องการกำหนดนโยบายต่างประเทศ    ทีนี้นโยบายต่างประเทศคืออะไร ? มีคนพยายามให้คำนิยามมากมาย   อันหนึ่งที่ผมเคยได้ยินมากตั้งแต่สมัย เพิ่งเข้ากระทรวงการต่างประเทศ คือ “Foreign policy is the extension of domestic policy.” นโยบายต่างประเทศเป็นสิ่งต่อเนื่องหรือส่วนขยายมาจากนโยบายภายใน ซึ่งผมก็จะได้ขยายความในลำดับต่อไปว่านโยบายภายในประเทศเป็นอย่างไร   เช่น ส่งเสริมนโยบายเศรษฐกิจ    ส่งเสริมการส่งออก ส่งเสริมการค้า ฯลฯ นโยบายเหล่านี้จะมีการต่อเนื่องออกไปในต่างประเทศ   ตั้งแต่สมัยที่ผมอยู่กระทรวงการต่างประเทศ หรือ แม้แต่ในช่วงสมัยที่ผมได้เป็นนายกรัฐมนตรี ต้องมีการแถลงนโยบายต่างประเทศ   ซึ่งมีอยู่ไม่กี่ข้อและสิ่งที่พูดนั้นเป็นสิ่งที่เห็นชัดๆ อยู่แล้ว   เช่นการเพิ่มพูนความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน   จะเคารพในกฎบัตรสหประชาชาติ   เคารพในพันธกรณีที่ประเทศไทยมีอยู่กับประเทศอื่นๆ   คือเป็นภาษาที่ไพเราะ   โดยเฉพาะเรื่องบูรณภาพแห่งดินแดน (Territorial Integrity) คนที่ไม่สันทัด ทั้งภาษาไทย หรือ แม้แต่ภาษาการทูตเอง เมื่อฟังสิ่งเหล่านี้แล้วอาจเหนื่อยใจหน่อย

ช่วงที่ผมกลับมาจากเรียนที่อังกฤษซึ่งก็เป็นเวลาถึงเจ็ดปี   และเข้าทำงานที่กระทรวงการต่างประเทศใหม่ๆ   ปีสองปีแรกผมต้องหัดเขียนภาษาไทย   ที่ต้องหัดเขียนภาษาไทยเพราะผมจบ   .7 เท่านั้น ในขณะเดียวกันผมต้องหัดเขียนภาษาอังกฤษด้วย ทั้งที่ผมเรียนจบมัธยมและมหาวิทยาลัยจากที่นั่น ทั้งนี้เพราะภาษาการทูตนั้นมีความนุ่มนวล มีความลึกซึ้ง มีความละเอียดละออมากมาย ซึ่งเราต้องเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ ขอกลับมาพูดถึงนโยบายต่างประเทศนั่นคือการรักษาส่งเสริมผลประโยชน์ของชาติ อันนี้เป็นหลักใหญ่ซึ่งไม่มีปัญหา    แต่ที่มีปัญหาและมักเป็นคำถามที่มักจะถามกันนั้นคือ อะไรคือผลประโยชน์ของชาติ ? สังคมไทยมีปัญหามากมายเกี่ยวกับการหาคำนิยามของคำดังกล่าวเนื่องจากเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ (Intangible) ผลประโยชน์ของชาตินั้นคืออะไร และ อยู่ที่ไหน ? เมื่อผมมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญก็จะมีประชาชนมาถามว่า รัฐธรรมนูญ กินได้ไหม ?”  คำถามนี้ลึกซึ้ง กล่าวคือรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ( ฉบับปี . .2540-บรรณาธิการ) จะมีประโยชน์อะไรโดยตรงกับประชาชนบ้าง ?   ซึ่งเมื่อมองย้อนไปถึงคำว่าผลประโยชน์แห่งชาตินั้นกลับกลายเป็นเรื่องที่เป็นนามธรรม (Abstract) ขึ้นมาทันที   การโกงกินจับต้องได้ทันทีเพราะได้ผลตอบแทนเป็นเงิน เป็นที่ดิน ได้ไปเที่ยวในต่างประเทศ ซื้อรถยนต์ให้ เห็นทันที   แต่พอพูดกว้างๆว่า ผลประโยชน์ของชาติ   เป็นสิ่งที่เห็นภาพลำบาก   ผลประโยชน์ส่วนตัวพูดแล้วยังเข้าใจง่ายกว่า    แต่เมื่อมีการสั่งสมประสบการณ์จากงานต่างๆมาแล้ว ได้ลองผิดลองถูกจากประสบการณ์การทำงาน ก็จะรู้ได้โดยตนเองว่าอะไรผิด อะไรถูก กล่าวคือมี “Sense of right and wrong” พอเกิดอะไรขึ้นมาก็รู้ทันทีว่าสิ่งนั้นผิดหรือถูกแต่ก็มีปัญหาต่อไปว่าบางอย่างไม่มีผิดหรือถูกแบบร้อยเปอร์เซ็นต์   แต่อยู่ตรงกึ่งกลางมีความเป็นสีเทาอยู่ในตัว สำหรับผลประโยชน์ของชาติก็คือ การที่เราคิดว่าเราต้องการให้ชาติเราเจริญอย่างไร   เจริญในด้านความมั่นคง เจริญทางด้านเศรษฐกิจ ฯลฯ อะไรก็ตามที่เป็นความเจริญของประเทศชาติ   แต่ผลประโยชน์ของชาติก็เป็นการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ไม่ได้ไปเอารัดเอาเปรียบเขา   ไม่ไปโกงกินเขา

ผมอยากจะเอ่ยถึงในอดีต ในอดีตที่ประเทศต้องมีความหวงแหนอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน   สันติภาพ ต่างๆนานาเหล่านี้   สองร้อยกว่าปีมานี้ ประเทศมหาอำนาจส่วนใหญ่จะอยู่ในยุโรป ประเทศมหาอำนาจไม่ได้จำเป็นต้องเป็นประเทศที่ใหญ่ในเชิงของพื้นที่เสมอไป   กลุ่มประเทศที่เป็นมหาอำนาจที่มีขนาดใหญ่ในเชิงพื้นที่ก็จะมีเยอรมนี ฝรั่งเศส   ประเทศอังกฤษเองก็ไม่ได้ใหญ่ในเชิงพื้นที่   สเปน หรือฮอลแลนด์ ไม่ได้มีพื้นที่ใหญ่มาก แต่ทำไมเขาถึงเป็นมหาอำนาจได้    เหตุก็เพราะช่วงนั้นไม่ได้เป็นการทำสงครามเพื่อแย่งชิงดินแดนกันแล้ว แต่นโยบายต่างประเทศต้องส่งเสริมเศรษฐกิจและการค้าของประเทศนั้นๆ   ทำไมประเทศเหล่านี้ถึงกลายเป็นประเทศมหาอำนาจเจ้าอาณานิคม กลุ่มประเทศเหล่านี้ไปครอบครองประเทศอื่น   ก็คงไม่ใช่เพราะต้องการพื้นที่เป็นสำคัญ    ความต้องการพื้นที่นั้นเป็นเพียงส่วนน้อยเมื่อเปรียบกับความต้องการด้านวัตถุดิบ    เมื่อมองกลับไปในขณะนั้นประเทศอังกฤษพึ่งเริ่มมีการปฏิวัติทางอุตสาหกรรม   มีการ ผลิตเครื่องจักร เมื่อมีอุตสาหกรรม ก็มีความต้องการวัตถุดิบ   ซึ่งเริ่มต้นด้วยอุตสาหกรรมสิ่งทอ มีความจำเป็นต้องการฝ้าย จึงไปอินเดีย อินเดียมีฝ้ายมาก เอาฝ้ายเข้าโรงงานที่อังกฤษ   นอกเหนือจากฝ้ายแล้ว วัตถุดิบที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือน้ำตาล   ยุโรปสมัยนั้นจนกระทั่งบัดนี้ก็จะใช้น้ำตาลที่ทำจาก Beetroot จะใช้น้ำตาลที่ทำจากอ้อย ต้องไปปลูกอ้อยในแคริบเบียน มอริเชียส และฟิจิ ในอาณานิคมต่างๆ ก็เอาคนอินเดียไปทำงาน จนบัดนี้ในหลายประเทศก็จะมีพลเมืองเชื้อสายอินเดียมากกว่าพลเมืองท้องถิ่น เช่นใน ฟิจิ มอริเชียส   ฝรั่งเศสเองก็เช่นเดียวกัน แต่ฝรั่งเศสจะหนักไปทางส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรม โปรตุเกสกับฮอลแลนด์ก็จะเน้นการค้า แต่ข้อสังเกตสำคัญคือการที่กลุ่มประเทศเหล่านี้มีกองทัพเรือที่ใหญ่ สมัยก่อนอาจจะใช้กองทัพเรือทำสงครามต่อกัน แต่เมื่อสองร้อยปีที่ผ่านมากองทัพเรือเหล่านั้นไม่ได้ถูกนำมาใช้ในการสงครามเพื่อจุดประสงค์ของการแย่งพื้นที่แล้ว   ส่วนใหญ่แล้วต้องการวัตถุดิบ ต้องการคน เช่น  โปรตุเกส ฮอลแลนด์ หรือ สเปนมีกองทัพเรือที่ใหญ่พอๆกับอังกฤษในสมัยหลัง    แต่สังเกตได้ว่าโปรตุเกสที่เข้ามาในภูมิภาคนี้ จะไม่ได้ล่าเมืองขึ้นอย่างพม่า อินเดีย ด้วยความชำนาญด้านการเดินเรือ เขาจึงไปที่กัว (Goa) ก่อน   ซึ่งเป็นดินแดนเล็กๆทางตะวันออกของอินเดีย จากกัวก็ไปที่ศรีลังกาจากนั้นก็ไปที่มะละกา มาเก๊า และ ไต้หวัน หรือที่คนเรียกกันว่าฟอร์โมซา (Formosa) แต่สังเกตว่าเขาไปเพื่อไปหาท่าเรือเพื่อไปทำการค้าขาย  

ฮอล์แลนด์ก็เหมือนกันที่เริ่มต้นจาก The Dutch East India Company ไปที่ชวา พวกนี้มุ่งเน้นแสวงหาวัตถุดิบ แสวงหาทรัพยากรธรรมชาติ   และจนกระทั่งบัดนี้มหาอำนาจทั้งหลายก็ยังอิงนโยบายต่างประเทศที่ส่งเสริมนโยบายทางด้านเศรษฐกิจและนโยบายทางด้านการค้า แต่อาจจะเพิ่มเติมเรื่องความมั่นคงมากยิ่งขึ้นเช่นในขณะนี้ทำไมอเมริกาถึงไปหมกมุ่นอยู่กับสงครามทางตะวันออกกลาง หรือทางเหนือของแอฟริกา หรือบางแห่งในละตินอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นเอกวาดอร์ ทางตะวันออกกลางก็จะเป็นอิหร่านหรืออิรัก ทางแอฟริกาเหนือก็ในกรณีของลิเบีย แอลจีเรีย   คำตอบอย่างเดียวคือน้ำมัน   อันนี้มันมีวิวัฒนาการ   เพราะฉะนั้นถ้าหากเราบอกว่า นโยบายต่างประเทศคือการรักษาและส่งเสริมผลประโยชน์ของชาติ   ผลประโยชน์ของชาติที่สำคัญและมีบทบาทที่เป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดนโยบายต่างประเทศของมหาอำนาจจนกระทั่งบัดนี้ก็คือวัตถุดิบ สินค้ายุทธศาสตร์ (Strategic Goods) ไม่ว่าจะเริ่มจากฝ้ายเครื่องเทศ ไหม มาลงท้ายคือน้ำมัน   น้ำมันบนพื้นดิน น้ำมันนใต้ทะเล แล้ววิวัฒนาการของการกำหนดนโยบายต่างประเทศก็เปลี่ยนมาเป็นเรื่องของการที่จะส่งเสริมเศรษฐกิจและการค้า ต่อมาเป็นเรื่องความมั่นคง   เป็นเรื่องความมั่นคงทางทหารด้วย

จะเห็นว่าต้องมีนโยบายต่างประเทศที่เป็น extension ของนโยบายภายในที่เกินขอบเขตดินแดนออกไป ไม่ใช่จำกัดอยู่แต่เพียงไม่กี่ไมล์ ตอนนี้ต้องขยายออกไปใต้ทะเลด้วย  ด้วยเหตุนี้จึงมีการแก่งแย่งพื้นที่ของทวีปแอนตาร์กติก ซึ่งมีแต่น้ำแข็ง   สิ่งที่เขาสนใจคือ ใต้น้ำ มีแร่อะไร และมีน้ำมัน   นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมตอนนั้นต้องมีการประชุมว่าด้วยกฎหมายทะเล (Conference on the Law of the Sea) ครั้งแรกที่สหประชาชาติจัดขึ้นในปี . .1958 เสด็จในกรมฯ(กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์) ท่านก็เป็นประธานคนแรก   การที่มีการประชุมดังกล่าวเพราะต้องแบ่งแยกพื้นที่ในทะเล ไม่ใช่เพราะว่าต้องการพื้นที่ แต่เพราะว่าต้องการทรัพยากรใต้พื้นที่นั่นเอง ใต้น่านน้ำอาณาเขต (Territorial water) ใต้ ไหล่ทวีป (Continental shelf) แม้แต่ปัญหาไทย - กัมพูชาในขณะนี้ ไม่ใช่เรื่องปราสาทพระวิหารอย่างเดียว ปัญหาคือเรื่องของการป้องกันผลประโยชน์แห่งชาติ   คือว่าต่อไปจะนำไปสู่การแบ่งดินแดนใต้ทะเลกันอย่างไร เพราะทั้งไทย กัมพูชา และบริษัทน้ำมันต่างประเทศต่างรู้ว่าแถวนั้นมีทั้งนน้ำมันมีทั้งก๊าซธรรมชาติ แต่บอกไม่ได้ว่าเป็นบริเวณของไทยหรือของกัมพูชา อเมริกาก็ทำตัวเป็นพ่อนักบุญ   ช่วยเหลือหลายๆประเทศให้มีความมั่นคงผ่านความช่วยเหลือรูปแบบต่างๆ แต่เขาก็มีความต้องการของเขา   เขาต้องการมีอิทธิพลทางการเมือง   เขาต้องการมีอิทธิพลในการกำหนดนโยบายต่างๆ แล้วก็ต้องการทรัพยากรธรรมชาติ  

ที่ผมเล่ามาทั้งหมดนี่ก็เพราะต้องการจะแสดงให้เห็นว่า หลักการเดียวที่เป็นหลักการใหญ่ของการกำหนดนโยบายต่างประเทศคือการรักษาและส่งเสริมผลประโยชน์แห่งชาติซึ่งมีการแตกแขนงอีกมากมาย    แต่ก่อนนั้นก็เป็นเศรษฐกิจหรือความมั่งคั่งเพียงอย่างเดียว   แต่ต่อมาเป็นเรื่องของความมั่นคง   ทีนี้ความมั่นคงถ้าเผื่อว่าดูกันตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมาจะเห็นได้ว่าความมั่นคงเป็นตัวแปรที่สำคัญ   และความมั่นคงในที่นี้ไม่ได้เป็นเหมือนอย่างที่คนไทยทั่วไปเข้าใจกัน   ซึ่งผมเองไม่แน่ใจว่า คนไทยให้คำนิยามกับคำว่า ความมั่นคง อย่างไร   สภาความมั่นคงแห่งชาติ ของเมืองไทยเป็นหน่วยงานอะไรกันแน่ ? เพราะออกมาแถลงทุกวันในเรื่องเกี่ยวกับการเดินขบวน ไม่แน่ใจว่าสิ่งนี้เกี่ยวอะไรกับหน้าที่โดยตรง   เพราะนั่นเป็นส่วนความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ    เรามีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรามีรองนายกฝ่ายความมั่นคง   ผมคิดว่าเราสับสนในการให้คำนิยามกับคำว่าความมั่นคง เพราะถ้าเป็นในต่างประเทศที่ปรึกษาทางความมั่นคง (Security advisor) จะดูแลในด้านการต่างประเทศแต่เพียงอย่างเดียว ทำคู่ไปกับกระทรวงการต่างประเทศ

ในช่วงสงครามเย็นก็เป็นความมั่นคงที่สองมหาอำนาจ (Bipolar World) กล่าวคือ สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต แย่งชิงความเป็นใหญ่ ต้องการมีอิทธิพลเหนือคนอื่น   ต้องการทรัพยากรคนอื่น ทั้งสองประเทศมีอาวุธนิวเคลียร์ซึ่งมีอานุภาพการทำลายล้างสูง   แต่ทั้งสองฝ่ายต่างไม่กล้าใช้จึงมีการทำสัญญากันเพื่อไม่ให้เกิดสงครามนิวเคลียร์ซึ่งรู้จักกันในนามของ Mutual deterrence  การแย่งชิงทรัพยากรต่างๆของโลก การแย่งชิงความจงรักภักดีจากประเทศต่างๆก็ยังมีอยู่อย่างมากมาย กำลังทหารของทั้งสองฝ่ายก็มีมากมาย   โลกก็แบ่งเป็นโลกเสรี (FreeWorld)     นำโดยสหรัฐอเมริกากับโลกคอมมิวนิสต์ซึ่งนำโดยสหภาพโซเวียต ซึ่งโลกเสรีที่มีอเมริกาเป็นผู้นำก็มีอังกฤษ   มีออสเตรเลีย ฯลฯ เป็นลิ่วล้อ ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา   ประเทศไทยเรานั้นเป็นลิ่วล้ออันดับสาม และเงินอาจจะซื้อได้ง่ายกว่า สมัยนั้นผมยังเป็นข้าราชการอยู่กระทรวงการต่างประเทศ   เห็นอเมริกาเขาก็ดีกับเรา ในส่วนดีเขาก็มีมาก มิตรภาพที่แท้จริงเขาก็ให้เรามา   หลายสิ่งหลายอย่างที่เขาคบค้าสมาคมกับเราก็เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย   แต่ในขณะเดียวกัน หลายสิ่งหลายอย่างเขาเอาเปรียบเรา ที่เขาคิดว่าเราคิดตามไม่ทันเขา หลายสิ่งหลายอย่างที่เขาเอาเปรียบเราแล้วคิดว่าเราไม่รู้   แต่จะทำอย่างไรได้ เพราะเราไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงหรือจะทัดทานอะไรได้ และการแข่งขันในในระบบ Bipolar World มีเดิมพันสูง   ซึ่งหากเกิดความผิดพลาดก็จะเกิดผลกระทบร้ายแรงตามมา   สิ่งนี้ก็เป็นเป็นสิ่งที่ควบคุมพฤติกรรมของทั้งสองฝ่ายเอาไว้ โดยในทางปฏิบัติทั้งสองฝ่ายอาจจะชกลมไปเรื่อยๆ สร้างความหวาดเสียว   แต่จะชกจริงนั้นไม่มีใครเอา ซึ่งสิ่งนี้เองก็ทำให้เกิดความสมดุลระหว่างสองมหาอำนาจ   ซึ่งทั้งสองฝ่ายก็มีการจัดตั้งองค์กรที่เป็นองค์กรความมั่นคงร่วมกัน   (Collective Security Organization) ทางฝ่ายโลกเสรีจัดตั้ง องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organization: NATO) ฝ่ายโซเวียตเองมีสนธิสัญญาวอร์ซอร์ (Warsaw Pact) ซึ่ง สนธิสัญญาทางความมั่นคงของทั้งสองฝ่ายนี้ก็มีเขี้ยวมีเล็บ   กล่าวคือการโจมตีประเทศใดประเทศหนึ่งที่เป็นภาคีของสนธิสัญญานั้นถือเป็นภัยคุกคามต่อภาคีสมาชิกทั้งหมด ตัวอย่างเช่นประเทศสมาชิกของ NATO โดนโจมตีจากประเทศหนึ่งของกลุ่ม Warsaw Pact  สมาชิกของ NATO ทั้งหมดก็มีสิทธิที่จะโต้ตอบฝ่ายตรงข้าม   ประเทศในกลุ่ม Warsaw Pact ก็เช่นเดียวกัน   กระนั้นก็ตามอเมริกาก็ใช้ Containment Policy เพื่อจำกัดเขตอิทธิพลของสหภาพโซเวียต ซึ่งต่อมาก็รวมถึงจีน จึงได้มีการก่อตั้ง CENTO  (Central Treaty Organization) ต่อมาก็มีการก่อตั้ง SEATO ซึ่งมีสมาชิกแปดประเทศ   จะสังเกตได้ว่าสิ่งที่เน้นคือ ความมั่นคง   แต่สุดท้ายสิ่งที่สามารถหลีกเลี่ยงได้คือสงครามโลก   จะสังเกตได้ว่าระบบโลกส่วนนี้มีการเปลี่ยนผ่านด้านวิธีคิดของมหาอำนาจจากเรื่องของการค้าและเศรษฐกิจจากสมัยการล่าอาณานิคมมาเป็นเรื่องของความมั่นคงในช่วงของสงครามเย็น    อย่างไรก็ตามในช่วงของสงครามเย็นนั้นก็มีช่วงที่เรียกว่า “Détente” ในภาษาการทูต หรือ การผ่อนคลายความตึงเครียด   กล่าวคือไม่ว่าจะเป็นคอมมิวนิสต์หรือประชาธิปไตย ต่างก็ต้องมี HumanFace” ให้จิตใจละเอียดอ่อนขึ้น   ไม่ใช่ว่าจะสู้กันแต่เพียงอย่างเดียว   ต่อมามีความไม่ลงรอยกันภายในกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์ ในโลกเสรีเองก็มีความปั่นป่วนทางด้านเศรษฐกิจ    สุดท้ายก็กลายเป็น One World ของอเมริกาหลังจากที่สหภาพโซเวียตได้ล่มสลายไป เพราะฉะนั้นความตึงเครียดของสงครามเย็นก็หมดไป   

เมื่อสงครามเย็นสิ้นสุดลง อเมริกาก็ครองความเป็นเจ้าโลกอยู่เพียงฝ่ายเดียว เป็นมหาอำนาจ (Super Power)  อันนี้ยิ่งเหนื่อย หลายคนบอกว่าให้มีสอง Super Powers จะดีกว่า จะได้คานกันได้ ตอนนี้ไม่มีการคานกันเลย แต่อเมริกาเองเคยมีการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดมีการพลาดพลั้งบ่อยครั้ง   ทั้งๆที่เป็นประเทศใหญ่ที่สุดคนเดียวและไม่มีใครค้านได้    แต่ก็ตกม้าตายบ่อย   นโยบายต่างประเทศนั้นเขียนให้สวยงามได้แต่ในความเป็นจริงนั้น ผู้ปฏิบัติคือรัฐมนตรีต่างประเทศ และ ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ   การกำหนดนโยบายต่อให้เขียนสวยอย่างไรแต่ถ้าคนนำไปปฏิบัติไม่สามารถที่จะนำไปปฏิบัติได้   นโยบายตรงนั้นก็จะไม่มีประโยชน์อะไร   ในกรณีปราสาทพระวิหารก็ต้องชื่นชมข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ เพราะว่าคำพิพากษาออกมาใช้ได้ คำพิพากษาออกมาไทยก็ไม่ได้เสียเปรียบอะไร   อันนี้ก็ถือเป็นผลงานของข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ

ย้อนกลับมาที่แกนหลักของนโยบายต่างประเทศในเรื่องการส่งเสริมผลประโยชน์แห่งชาติ    ซึ่งหลังจากที่มีการให้ความสำคัญต่อมิติด้านเศรษฐกิจ   ยังมีมิติด้านความมั่นคงเข้ามาและในระยะต่อมาก็มีการให้ความสำคัญกับมิติด้านจริยธรรม (Moral dimension) กล่าวคือนโยบายต่างประเทศจำเป็นที่จะต้องมี Moral Content   เลยกลายเป็นตัวแปรอีกหนึ่งตัวในการให้คำนิยามผลประโยชน์แห่งชาติ ซึ่งจะต้องมีการส่งเสริมให้มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยด้วย   ดังนั้นในระยะสิบปีที่ผ่านมาจะเห็นอเมริกาให้ความสำคัญกับประเด็นนี้มากในเวทีระหว่างประเทศ   ซึ่งผมเองก็เห็นว่า ประชาธิปไตยแบบอเมริกัน   ไม่ใช่เป็นสิ่งที่น่าตามอย่างมากนัก แต่มันก็มีประโยชน์เพราะว่าเขาจะเพ่งเล็งถึงเรื่องค่านิยมทางประชาธิปไตย (Democratic values) มากกว่าการที่จะมีการเลือกตั้งแต่เพียงอย่างเดียว    เพราะฉะนั้นจะสังเกตได้ว่าตัวแปรด้านการกำหนดนโยบายต่างประเทศมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ แต่หลักการเดิมคือผลประโยชน์แห่งชาติ

ทีนี้ผมจะชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมของผลประโยชน์แห่งชาติอันได้แก่

·      การรักษาอธิปไตยและการรักษาบูรณภาพแห่งดินแดน

·      ส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างประเทศ      โดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศสมาชิกในองค์การความร่วมมือต่างๆเช่นในสหประชาชาติและอาเซียน ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งจำเป็นเพราะเราจะอยู่ในโลกคนเดียวไม่ได้ เราจะต้องมีเพื่อน เราจะต้องมีศัตรูน้อยที่สุด

ทีนี้ในลักษณะขององค์การมีความร่วมมือ   หลายองค์การก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงและสิ้นสุดสภาพไปแล้ว    SEATO และ CENTO ไม่มีแล้ว NATO ยังมีอยู่ EU ก็มีสถานภาพพิเศษ เพราะฉะนั้นในแง่มุมของเราเกี่ยวกับเรื่อง Collective Security System ซึ่งระบุอยู่ในกฎบัตรขององค์การสหประชาชาติมาตราที่ 51 และ 52 นั้นลดความสำคัญลงไปมาก แต่สิ่งที่จำเป็นต้องมีคือว่าทำอย่างไรให้ประเทศที่ได้รับอิสรภาพใหม่ๆร่วมกับประเทศไทย มีความคุ้นเคยกัน พูดจากัน ทำงานร่วมมือกันเพื่อช่วยรักษาไว้ซึ่งสันติภาพความสงบและเสถียรภาพของภูมิภาค

เมื่อ 40 ปีที่แล้ว อินโดนีเซียนั้นมีอิทธิพลมาก เพราะเป็นพี่ใหญ่ใน กลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non-Aligned Movement: NAM)  ซึ่งเกิดขึ้นมาได้ก็เพราะว่าสองประเทศมหาอำนาจ อันได้แก่สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตทะเลาะแย่งชิงอิทธิพลกัน จึงได้เกิดกลุ่มไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด   แต่พอมาถึงภาคปฏิบัติ กลุ่มดังกล่าวมีท่าทีที่ฝักใฝ่ในสหภาพโซเวียตมาก ซึ่งหัวหน้ากลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดในขณะนั้นมีอยู่ 5  ประเทศ มียูโกสลาเวีย   อียิปต์   อัลจิเรีย   อินโดนีเซีย และอินเดีย    หัวหน้าประเทศทั้งห้านั้นเกิดมาจากการต่อสู้เพื่ออิสรภาพ โดยพื้นฐานแล้วจะมีความนิยมชมชอบในอุดมการณ์ฝ่ายซ้าย   อุดมการณ์ Socialist ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา ทำไปทำมา ถ้าเราจะเข้าข้างทางด้านโซเวียตมากกว่าก็ได้ผลประโยชน์จากโซเวียต แล้วอเมริกาก็ต้องเกรงใจ   เหตุที่เราเข้าร่วมกับกลุ่ม Non-aligned ไม่ได้นั้นเพราะว่าเราเป็นพันธมิตรกับอเมริกาอยู่ อีกทั้งเราร่วมมือกับอเมริกาใน SEATO  แต่พม่าเป็นสมาชิกของกลุ่ม NAM  แล้วพม่านี่ คือใครจะว่าอะไรในเรื่องการรัฐประหาร เรื่องการไม่เอาไหนในเรื่องทั่วๆไปหลายเรื่อง แต่เขาก็เป็นประเทศที่มีหลักการพอใช้   กล่าวคือเขาเป็นประเทศสมาชิกประเทศเดียวที่ลาออกจาก กลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด โดยให้เหตุผลว่ากลุ่มนี้มันไม่ Non-aligned จริงแล้ว ทั้งอินเดีย อินโดนีเซีย ไปเข้าอยู่กับฝ่ายโซเวียตหมด    ซึ่งตอนนั้นผมยังไม่แก่นักก็ยังอยู่ในกระทรวงการต่างประเทศ   คิดอยู่ว่าพม่านี่เขามีหลักการ   เขาเก่ง   แล้วเขาออกมาก็ไม่ได้ออกมาโดยมีการร้องป่าว โดยการอวดอ้าง   เขาก็ออกมาเงียบๆ ไม่ได้ออกมาบอกว่าฉันเก่งฉันกล้า    อันนั้นก็เป็นนโยบายต่างประเทศที่ต้องชมเขา

ของเรานี่   สมัยพระองค์วรรณฯ กรมหมื่นนราธิป   ท่านก็ทำชื่อเสียงให้ประเทศไทยมากมาย   สร้างชื่อเสียงในเวทีสหประชาชาติ สร้างชื่อเสียงในการประชุมที่บันดุง ก่อนที่จะมีกลุ่ม Non-Aligned ท่านสามารถพูดคุยกับนายกรัฐมนตรี โจเอินไล ของจีน   ไปที่ไหนคนก็เคารพนับถือ   แต่ขณะเดียวกันนโยบายต่างประเทศค่อนข้างที่จะเบนไปทางฝั่งอเมริกา    แต่ที่ผ่านมาการกำหนดนโยบายต่างประเทศไทยนั้นมีขีดจำกัดเสมอแล้วผมจะกลับกล่าวมาเรื่องนี้ทีหลัง

 

ทีนี้เรื่องของปัจจัยกำหนดนโยบายต่างประเทศก็มีเพิ่มเติมอีก เช่น

·    ส่งเสริมฐานะและเกียรติภูมิของประเทศในเวทีการเมืองโลกเพื่อให้เกิดการยอมรับนับถือ    ซึ่งผมก็พูดไปบ้างแล้ว

·      ส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศด้วยการหาตลาดต่างประเทศ ซึ่งอันนี้ผมก็พูดไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสินค้า บริการ การส่งออก การลงทุน หรือการท่องเที่ยว  

·      ส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรมและศิลปะ   อันนี้ขอพูดเพิ่มเติมนิดหน่อย   แต่ก่อนนี้มีการส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรมและศิลปะด้วยความจริงใจ   เดี๋ยวนี้กลายเป็นเครื่องมือ (Tool) ของ Diplomacy หรือที่เขาเรียกกันว่า Soft side อันนี้ก็เป็นตัวแปรใหม่เหมือนกัน อย่างเช่น อเมริกาถูกกล่าวหาว่ามัวแต่สนใจ Hardware ไม่ค่อยสนใจ Soft side แต่เมื่อพูดถึงเรื่อง Soft side นี่ต้องระวังเพราะไม่ใช่การโฆษณาชวนเชื่อหรือ   Propaganda  แต่บัดนี้กระทรวงการต่างประเทศและรัฐบาลต่างๆจะต้องมีหน่วยงานที่ ส่งเสริมสิ่งเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการส่ง Dance troupe หรือว่าโบราณวัตถุไปแสดง สิ่งเหล่านี้หมายถึงการเข้าถึงประชาชน    แต่เข้าถึงประชาชนโดยผ่านช่องทางใด   ผ่านศิลปวัฒนธรรม ผ่านเพลง ผ่านรายการโทรทัศน์ ผ่านกีฬา ฯลฯ   Ping Pong Diplomacy นั้นก็เป็น Soft side เหมือนกัน   เพิ่งมาเริ่มใช้เมื่อสามสิบถึงสี่สิบปีที่แล้ว ตอนที่ประเทศต่างๆอยากจะเข้าไปมีความสัมพันธ์กับจีนนี่ก็ถือเป็นวิวัฒนาการเหมือนกัน เพราะเมื่อ หกสิบปีเจ็ดสิบปีที่แล้ว ถ้าพูดถึงเรื่อง Soft side ไม่มีใครเข้าใจ   ถ้าเผื่อพูดถึงการส่งเสริมด้านวัฒนธรรม (Promotion of  Culture) มันก็จะเป็นลักษณะที่เอา Culture ของเราเพื่อให้คนอื่นเขาดูเพื่อให้ได้รับความเคารพว่าเราก็มี Culture แต่เดี๋ยวนี้มันมากกว่านั้นแล้ว    มันได้รับการใช้ในลักษณะที่ว่า เป็นทางด้าน Positive มากขึ้น คือไปใช้ให้มีอิทธิพลเหนือจิตใจของคนอื่น ที่ได้เห็น ได้ฟัง ถึงความดีของประเทศของเรา มันอาจจะเกิดจากหนังดีๆก็ได้ สิ่งนี้เราเรียกว่า Performing Arts เป็นสิ่งที่สำคัญมากในฐานะที่เป็นหนึ่งใน Tools ของ Diplomacy

·      การเคารพต่อกฎบัตรสหประชาชาติและพันธกรณีที่มีภายใต้สนธิสัญญา ส่งเสริมมาตรการที่จะค้ำจุนนสันติภาพในภูมิภาคและของโลก

สุดท้ายผมจะหันกลับมา ASEAN บ้าง   เมื่อพูดถึงเรื่อง Collective Security หรือความมั่งคงร่วมกันของ ภูมิภาค    ตั้งแต่สมัยท่านรัฐมนตรี ถนัด คอมันตร์ เป็นต้นมา เราจะเห็นว่า Security นับวันมีความสำคัญมากขึ้น   ผมขอใช้ภาษาอังกฤษนะเพราะมันจะฟังแล้วเข้าใจได้ง่ายกว่า    สมัยก่อนเมื่อพูดถึง Security  จะนึกถึงกองทัพ   หรือมิติทางทหาร สมัยปัจจุบัน Security  แทบจะคลุมไปทั่วจักรวาล เดี๋ยวนี้มีการพูดถึง Food Security  Energy Security,  Homeland Security  ทุกอย่างเป็น Security ไปหมด เพราะฉะนั้นน้ำหนักของทางด้านทหารนั้นน้อยลงงไป ซึ่งอันนี้เมืองไทยยังปรับตัวไม่ได้   เมื่อห้าสิบปีก่อนมีการแยกนโยบายต่างประเทศกับนโยบายด้านการทหาร    ตอนหลังๆ นั้นไม่ใช่เรื่องของนโยบายต่างประเทศและนโยบายด้านการทหารแล้ว     ตอนหลังๆนั้นกลายเป็น Security ซึ่ง Security Policy มีทั้ง Foreign Affairs Dimension และมีทั้ง Military Dimension

สมัยก่อน นโยบายต่างประเทศ   สืบเนื่องจากการที่นโยบายภายในของเราทางฝ่ายทหารเขามองว่าการคุกคามประเทศไทยมาจากประเทศเพื่อนบ้านจีน เวียดนาม ตอนนั้นก็ไปตามอเมริกัน   เพราะฉะนั้นหน้าที่ปกป้องประเทศไทย หน้าที่ปกป้อง Security  ของประเทศไทย   นี่ผมพูดจากวิธีคิดของทหารเมื่อห้าสิบหกสิบปีที่แล้ว เขาคิดว่าต้องมี Forward line การป้องกันประเทศไม่ใช่ป้องกันที่แม่น้ำโขง   แต่การมี Forward  line คือการที่ไปป้องกันที่กัมพูชาดีกว่า ไปป้องกันที่ลาวดีกว่า ซึ่งนั่นก็เป็นความเชื่อของเขาซึ่งสุดท้ายผลปรากฏว่าไม่มีความจำเป็น แต่เนื่องจากเราบอกว่าต้องมี Forward line เราก็ไปรบที่ลาวก่อน ที่เขมรก่อน   กล่าวคือเราก็ไปช่วยเขมรบ้าง ไปช่วยลาวบ้าง ไปเป็นลูกน้องอเมริกา ก็ได้เงินมาพอสมควร Forward Line Strategy ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไร   เพราะจริงๆ Security ของประเทศไทยมันจะมั่นคงก็ต่อเมื่อเพื่อนบ้านมั่นคง   แล้วบางทีเราคิดถึงคำว่า คู่แข่งหรือ   Competitor มากเกินไป

ถ้าเผื่อไปตื่นตระหนกว่าต่อไปเวียดนามเจริญ พม่าเจริญ และจะเป็นคู่แข่งขันกับเมืองไทย คำถามต่อมาคือ ไม่ดีหรือ ? ประเทศเพื่อนบ้านเจริญ มีเศรษฐกิจดีประเทศเพื่อนบ้านเขามีสันติภาพ เขามีเสถียรภาพ ไม่ดีหรือ ?  มันดีกับเมืองไทยทั้งนั้นถ้าเผื่อเศรษฐกิจเขาดีขึ้น กำลังซื้อเขาก็มีมากขึ้น และอย่างไรก็ตามเราก็ยังอยู่ได้ เพราะยี่สิบปี สามสิบปี มันไม่ได้ตามทันกันง่ายๆ เพราะสมัยใหม่เราต้องคิดใหม่แล้วครับ เราต้องส่งเสริมให้เศรษฐกิจของเพื่อนบ้านดีด้วย ช่วยส่งเสริมให้เขามีศักยภาพด้วย ต้องส่งเสริมให้เขามีสันติภาพด้วย

  แต่สมัยก่อนเมื่อสี่สิบห้าสิบปีที่แล้ว   อเมริกาก็เข้ามาใช้ประเทศเหล่านี้ ถึงได้มีคำว่า สงครามตัวแทนหรือ   “Proxy War” ที่จริงอเมริกาเป็นใหญ่สามารถสู้รบกับโซเวียตได้ แต่ก็ไม่ได้สู้รบกันโดยตรง ก็มาสู้รบกันที่เวียดนาม   แล้วผลเป็นอย่างไร ท้ายที่สุดพวกประเทศเล็กก็เจ็บหมด   จึงได้มีคำว่า Proxy War เพราะต่างฝ่ายต่างสนับสนุนให้ตีกัน มันธุระอะไร    เวียดนามเหนือและเวียดนามใต้มาสู้รับกัน ฝ่ายหนึ่งสู้รบเพื่อสหภาพโซเวียตกับจีน อีกฝ่ายหนึ่งสู้รบเพื่อสหรัฐอเมริกา แต่บอกว่าเป็นการสู้รบในนามของลัทธิ ด้านหนึ่งของลัทธิ Free World อีกด้านหนึ่งของลัทธิคอมมิวนิสต์ คอมมิวนิสต์เองก็ไม่ได้เกิดในเอเชีย    ลัทธิทุนนิยมก็ไม่ใช่ของดีเสมอไป แล้วเอาคนเวียดนามมาตายเป็นล้านๆคน   สิ่งเหล่านี้ผมว่าคนไทยต้องเริ่มคิดแล้ว เราได้รับอิทธิพลจากการโฆษณาชวนเชื่อของโลกเสรีมากเหลือเกิน มันช่วยไม่ได้ เพราะคนเราฟังจากสิ่งที่มันไม่เป็นความจริง ฟังมากๆก็เชื่อ   และยิ่งไปกว่านั้นเราเป็นคนที่พูดความไม่จริง   แต่เรากลับเชื่อตัวเองว่าเป็นความจริง สิ่งเหล่านี้อันตราย  

เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าจะไม่มี Collective Security System อย่าง SEATO มันต้องมีอะไรมาทดแทน   และการทดแทนตรงจุดนี้จะต้องไม่เป็นเรื่องของการทหาร   ท่านรัฐมนตรีถนัด จึงได้ริเริ่มตั้งองค์การ ASA  (Association of Southeast Asia) ตอนแรกมี ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และหลังจากนั้นก็เกิดปัญหา Konfrontasi จากนโยบายของประธานาธิบดีซูการ์โน ซึ่งคุกคามมาเลเซีย ซูการ์โนถือว่าฉันใหญ่มาก ซึ่งเขาก็ใหญ่จริง ตอนนั้น     อย่างไรก็ดีพวกเราก็โชคดีที่ได้ผู้ใหญ่ที่มีความคิดไม่อิงแบบทหาร     เป็นความคิดแบบพลเรือน   โดยการยึดหลักการใช้เหตุผล   โดยคุณถนัด เป็นคนเริ่มต้นจัดตั้ง ASEAN เมื่อปี . .1967 มีห้าประเทศแรกเริ่ม ก็คือ ไทย   สิงคโปร์     มาเลเซีย   ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียในขณะนั้น     นั่นแหละครับเป็นจุดเริ่มต้นของ   ASEAN    แต่ออกมาว่าเป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม ฯลฯ ไม่เอ่ยถึงเรื่องการเมือง   ทหารนั้นไม่เอ่ยแน่นอน   แต่จริงๆ   แล้วอันนี้เป็นนโยบายที่เกี่ยวพันกัน เพราะตอนนั้นนอกจากเรื่อง   Konfrontasi   แล้วก็ยังมีกรณีพิพาท ซาบาห์   ที่สุลต่านซูลู   ซึ่งอาศัยอยู่ในฟิลิปปินส์มานาน อ้างว่าเป็นของฟิลิปปินส์ ไม่ใช่ของมาเลเซีย เหตุผลก็คือซาบาห์มีทรัพยากรธรรมชาติมากด้วย แต่ปัญหาดังกล่าว เดี๋ยวนี้ก็ยังมีอยู่ แต่จะปะทุขึ้นมาเป็นปัญหาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นคงไม่มี

อาเซียนจึงเป็นสิ่งที่เราต้องส่งเสริมรักษาให้มีวิวัฒนาการต่อไป   ที่ผ่านมาอาจจะเดินทางช้าหน่อย เราใช้เวลานานกว่าจะรู้ว่าทิศทางที่เราไปควรจะเป็นอย่างไร   ตอนนั้นผมมีส่วนเกี่ยวข้องเพราะเป็นปลัดกระทรวงการต่างประเทศแล้วก็ลาออกมา ตอนหลังเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องอีกเมื่อทำงานเอกชนก็ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานใน Task force เพื่อทำแผน FutureDirection ของอาเซียน เราเสนอให้มี Free Trade แต่ไม่มีรัฐบาลไหนเขาสนใจ   จนกระทั่งมาเป็นนายกฯ   ลี กวนยู   บอกผมว่าคุณเป็นคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีประสบการณ์ทั้งจากภาครัฐบาลและจากภาคเอกชน   น่าจะมีการเอาเรื่อง ASEAN Free Trade ที่คณะของคุณทำขึ้นมาเสนอต่อรัฐบาลในอาเซียนให้มีการทำอย่างจริงจัง และใน ASEAN Summit 1992 ที่สิงคโปร์ผมก็เสนอแนวนโยบายต่อที่ประชุม   นี่ก็ยี่สิบกว่าปีผ่านมาแล้ว และมันจะเป็นตัวตนมากขึ้น   แต่ถ้าเราจะไปเป็น ASEAN Economic Community นี่ต้องจำไว้อย่างหนึ่งว่านโยบายเศรษฐกิจของอาเซียนจะต้องไม่นำไปสู่ Supranational Body ไม่นำไปสู่ Fully Integrated Political Body นั่นไม่ใช่เพราะทั้งจังหวะทั้งเหตุผล มันไม่สมควรที่จะเป็น Supranational Body ทั้งนี้ด้วยเหตุที่ประเทศอาเซียนโดยส่วนใหญ่เป็นประเทศที่พึ่งผ่านพ้น Colonial Era มา เพิ่งได้รับอิสรภาพมา เพราะฉะนั้นคุณจะบอกให้เขาลืมเรื่อง Sovereignty  ให้เขามอบ Sovereignty ให้องค์กรที่อยู่เหนือเขา เขาคงทำไม่ได้ แม้แต่อังกฤษตอนนี้เองก็ยังไม่ยอมในเรื่องเงินสกุล EU เพราะฉะนั้นไม่ไปนะ เรื่อง Supranational Body เราไม่เป็นแบบ EU จะไม่มี Political Integration แม้แต่ One Common Currency ก็คงจะไปยาก   เพราะเมื่อคุณจะทำระบบดังกล่าวแล้วคุณก็จะต้องบูรณาการนโยบายการเงินและการคลังเข้าด้วยกัน ซึ่งค่อนข้างจะยาก แต่เราจะเป็นลักษณะที่ให้เป็นพื้นที่คล้ายพื้นที่เดียวกันมากขึ้น   ให้มีการเคลื่อนไหวของเรื่องเงินก็ดี เรื่องแรงงานก็ดี เรื่องการลงทุนต่างๆให้มากกว่าแต่ก่อน   ภาษีก็ลดน้อยลงไป

ตอนนี้ทุกคนพูดถึงเรื่องการศึกษาของเราไม่ดี ผมไม่ว่า บางคนพูดถึงเรื่องภาษาอังกฤษเราอ่อน ผมไม่ได้จะบอกว่าภาษาอังกฤษเราแข็งนะ   แต่ถ้าเราจะเข้า ASEAN Economic Community มันมีสิ่งที่ต้องทำอีกมากมาย มันไม่ใช่เรื่องภาษาแต่เพียงอย่างเดียว   และเมื่อเริ่มต้นการสัมมนาผมก็ดีใจว่าที่ท่านอธิการบดีได้พูดว่า 65 ปีที่แล้วคณะรัฐศาสตร์ธรรมศาสตร์นี่ค่อนข้างเล็ก เพราะเกิดหลังจุฬาฯ ผมเคยสอนที่รัฐศาสตร์จุฬาฯ   แต่บัดนี้มีสถาบันศึกษาแต่ละประเทศ แต่ละพื้นที่มากกว่าจุฬาฯ   อย่างไรก็ดีเรื่องภาษานี้ผมอยากจะบอกว่าสิ่งแรกและเป็นกลไกที่เราควรเรียนรู้คือการเรียนภาษาต่างประเทศที่เป็นภาษาของประเทศเพื่อนบ้าน แม้แต่กระทรวงการต่างประเทศ จนบัดนี้ก็ยังส่งนักเรียนทุน ไปฝรั่งเศส ไปอังกฤษ ไปอเมริกา การแต่งตั้งทูตก็เหมือนกัน หลายครั้งหลายคราวพอเป็นทูตประจำประเทศเพื่อนบ้านสำคัญก็จะส่งทูตใหม่ๆไป   แต่ก่อนทูตที่อาวุโส หน่อยมีความรู้กว้างขวาง มีประสบการณ์ ก็จะส่งไปประเทศใหญ่ เช่น ยุโรปและสหรัฐอเมริกา ขณะนี้รัฐบาลนี้ ส่งทูตใหม่เอี่ยม ไม่เคยเป็นทูตที่ไหนเลย ไปที่ลอนดอน   ผมว่าอาเซียนสำคัญ แล้ว และคงจะเป็นเช่นนั้นต่อไป แต่เราต้องจับให้ถูกว่า ถ้าเผื่อเราต้องการเป็นประเทศสมาชิกที่ดี นโยบายภายในของไทยกับนโยบายต่างประเทศของไทยมันจะต้องมีสิ่งเหล่านี้ด้วย เดี๋ยวนี้ผมก็ไม่แน่ใจว่าประเทศไทยมีนโยบายต่างประเทศหรือไม่   

ตอนที่ผมอยู่กระทรวงการต่างประเทศเป็นปลัด   เวลาไปเจรจาที่เวียดนาม หรือเวลาไปเจรจาที่ไหนผมอายเขา   เมื่อไปอยู่ในห้องประชุม นี่เรารู้เลยว่าคนของเขาข้างหลังนี่รู้ภาษาไทยหมด   เมื่อผมไปเจรจาที่เวียดนาม เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์กับเวียดนามไปวันแรกๆเวียดนามเรียกร้องเอานู่นเอานี่ เครื่องบินเวียดนามใต้ที่บินมาอยู่ที่เมืองไทย หลายสิบลำ ต้องคืนเขา ต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม   ผมลุกขึ้นบอกเขาว่าผมมาตัวเปล่า แล้วก็โชว์กระเป๋าว่าไม่มีอะไรเลย   ที่มาได้นี่ก็ดีจะตายไปแล้ว เพราะว่าทหารก็ไม่อยากให้มา คนไทยก็ยังเห็นเวียดนามเป็นศัตรู   ผมบอกรัฐมนตรีต่างประเทศพิชัยเลยว่าอย่างนี้อยู่ไม่ได้แล้ว   อย่างนั้นพรุ่งนี้สั่งเครื่องบินเตรียมตัวกลับบ้าน คืนนั้นตอนดึก เขา ( เวียดนาม - บรรณาธิการ ) มาปลุกผมบอกพรุ่งนี้ขอเจรจาเพิ่มเติม   เขาเข้าใจภาษาไทย   ไปเขมร เขาก็รู้ภาษาไทย ไปจีนเขาก็รู้ภาษาไทย ไปลาว ไปพม่าเขาก็รู้ภาษาไทย คือคนของเขาเรียนภาษาไทยกันหมด ขณะนี้มีนักเรียนจีนอยู่ในไทยกว่าสองหมื่นคน   ข้าราชการจีนที่ประจำที่สถานทูตก็พูดภาษาไทยคล่อง    ของเราก็ดีขึ้นนะ เดี๋ยวนี้จุฬาฯเรียนภาษาจีนดีนะ เข้ามาอยู่กระทรวงการต่างประเทศหลายคน แต่ที่ผมเป็นห่วงคือเราไม่เห็นจะสนใจภาษามลายู ภาษาอินโดนีเซีย ภาษาเขมร ภาษาเวียดนามเลย   ขอโทษนะที่ผมพูดโดยไม่ได้เตรียมมาก่อน ยังพูดได้ถึงสี่สิบนาที   นี่ถ้าเผื่อว่าผมเตรียมทุกท่านคงไม่ได้กลับบ้าน    ขอฝากข้อคิดไว้ ไม่ใช่สิ่งที่ผมคิดมาเองนะ แต่พอพูดถึงเรื่องการกำหนดนโยบายต่างประเทศ   ขอเอ่ยถึงคำพูดของรัฐบุรุษอังกฤษคนหนึ่งที่มีชื่อเสียงมาก “England has no permanent friends, only permanent interests” แล้วก็กลับไปเรื่องของผลประโยชน์แห่งชาติ ขอบคุณครับ

..............................

ขอขอบคุณศ. ดร. เขียน ธีระวิทย์ ที่ส่งปาฐกถานี้มาให้

วิจารณ์พานิช

๑๐ก.ค. ๖๒

 


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บันทึกการเมืองไทย



ความเห็น (0)