NLP เปรียบเทียบกับ พุทธศาสตร์

NLP คือ การกระบวนการสื่อสารกับจิตใต้สำนึก เพื่อปรับเปลี่ยนความเชื่อที่ฝังลึก ให้เป็นความเชื่อในแง่บวก ให้ส่งผลที่ดีต่อชีวิต ทั้งในแง่สุขภาพ ทั้งกำลังใจ และดึงดูดความสำเร็จ ซึ่งรวมถึงความร่ำรวยเกินขีดจำกัดของความคิดในกรอบเดิมๆ  ถือเป็นศาสตร์กระบวนการพัฒนาชีวิตอย่างหนึ่ง ที่มาแรง

.

ศาสตร์นี้ ฝรั่งอ้างว่าได้ค้นพบและสร้างกระบวนการขึ้น และกระจายออกไปด้วยการประชาสัมพันธ์และการตลาด โดยใช้ความสำเร็จด้านการเงินเป็นตัวสินค้าหลัก

.

ถ้าหากสืบสวนที่มาที่ไปกันจริงๆ แล้ว NLP นับเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งของ Hypnosis อันเป็นกระบวนการทางจิตวิทยาที่ นักจิตวิทยาใช้ในการบำบัดโรคภัยไข้เจ็บทั้งทางกายและจิต ล้างสิ่งที่ติดค้างสั่งสมในจิตใต้สำนึก พวกข้อมูลลบ  ซึ่งศาสตร์นี้มีมานานแล้ว ดังที่เราเห็นในภาพยนตร์ โดยให้ผู้ป่วยนอน แล้วนักจิตวิทยาก็ใช้การพูดคุยบำบัด ที่เรามักเรียกว่า สะกดจิต  ซึ่งเมื่อบำบัดหายแล้ว ชีวิตก็เจริญรุ่งเรืองขึ้น

.

พอกระแส NLP มาถึงเมืองไทย ก็มีผู้คนไปศึกษากันมากมาย เพราะเหตุจากการตลาดแบบ Funnel  (เปิดคอร์สพรีวิวฟรี เพื่อเรียกคนเข้ามาขายคอร์สหลัก) 

.

ผลลัพธ์ก็มีทั้งผู้ประสบความสำเร็จ และไม่ประสบความสำเร็จ ตรงนี้เป็นค่าเฉลี่ยตามธรรมดาของการเรียนรู้  ตามอัตราส่วนซึ่งอธิบายออกมาเป็นกราฟรูประฆังคว่ำ (Bell curve) แต่การประชาสัมพันธ์ย่อมยกตัวอย่างแต่ผู้ที่สำเร็จ ผู้ไม่ประสบความสำเร็จย่อมไม่พูดถึง...

.

ผมนำมาเล่าให้ทราบ เราจะได้ขยายความเข้าใจ มองศาสตร์ต่างๆ ตามสิ่งที่มันควรจะเป็น ไม่มาก ไม่น้อยเกินไป 

.

ทีนี้ เรามาเปรียบเทียบกับศาสตร์เมื่อ 3,000  ปีที่แล้ว คือ พุทธศาสตร์  การศึกษาจิตใต้สำนึก พระพุทธเจ้าท่านตรัสถึง “จิต” ซึ่งครอบคลุมเอาไว้ทั้งหมด จากระดับจิตสำนึก จิตใต้สำนึก และถึงระดับจิตเหนือสำนึก

การเปรียบเทียบ NLP จะเปรียบเทียบได้กับวิชาที่ชื่อว่า  มโนมยิทธิ แปลว่า ฤทธิ์ที่เกิดจากจิต

.

ถ้าเราต้องการความสำเร็จ ต้องการสุขภาพดี เราก็สามารถใช้มโนยิทธิได้ ให้เราเข้าถึงจิตระดับต่างๆ ด้วยสมาธิตั้งแต่

1. ระดับจิตสำนึก เช่น การตั้งจิตอธิษฐาน หรือ บริกรรมคาถา นี่เป็นสมาธิเบื้องต้น

2. จิตใต้สำนึก คือ การเข้าสมาธิ ซึ่งมีตั้งแต่ระดับ ขณิกะ (ระดับตั้งใจมั่น), อุปจาระ(ระดับเฉียดฌาน), และ อัปนา (ระดับดิ่งเข้าฌาน)

และ 3. จิตเหนือสำนึก คือ การต่อยอดสู้ระดับปัญญาญาณ จนเกิดวิปัสสนาญาณ เห็นสรรพสิ่งตามความเป็นจริง จนเห็นว่าคน เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง มิใช่ตัวตนตามความเชื่อแบบสามัญสำนึกในระดับจิตใต้สำนึก อันนี้คือ เหนือสำนึก

.

NLP จึงเทียบได้กับหัวข้อที่ 1 การตั้งจิตอธิษฐาน ที่เราเรียกว่า Self-talk หรือ Self-affirmative

และ ข้อ 2  การสื่อสารกับจิตใต้สำนึก (สมาธิขณิกะ และอาจถึง อุปจาระสำหรับบางคน)

เป็น 2 หัวข้อของวิชามโนมยิทธิ ไม่ถึงระดับอัปนา และ วิปัสนาญาณ

 .

คนไทยโบราณเข้าถึงศาสตร์นี้นานแล้ว สมัยก่อนฝึกกันมากมาย จนเป็นวิถีชีวิตประจำวันก็ว่าได้ เช่น การท่องคาถา เขาสามารถใช้สมาธิรักษาโรคตัวเอง หรือ เสกยารักษาโรค หรือ อธิษฐานจิตให้สำเร็จดังปรารถนา เช่น ขอลูก, ขอความสำเร็จทางการงาน, ขอให้ผู้คนรักใคร่นับถือ,  หรือกระทั่งมีฤทธิ์กำบังกาย ล่องหนมิให้คนเห็นได้ - มีเรื่องเล่าถึงโจรแก่คาถา สามารถหลบหลีกสายตาตำรวจที่ล้อมจับได้ 

เราไปไกลถึงขนาดนี้  ไปไกลกว่าศาสตร์ตะวันตกมากมาย

(ซึ่งผู้ฝึกมโนมยิทธิจะสำเร็จทุกคนก็เปล่า ก็เป็นไปตามค่าเฉลี่ยกราฟรูประฆังคว่ำอีกเช่นกัน)

.

แต่ประเด็นก็คือ ศาสตร์อันดีงามระดับโลกของไทยนี้เริ่มสาบสูญ เพราะการเข้ามาแทนที่ของระบบการศึกษาแบบฝรั่ง ที่เน้นวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ เป็นหลัก พร้อมทั้งเหยียดหยามศาสตร์ไทยให้กลายเป็นเรื่องงมงายตามฝรั่งบอกอย่างน่าเศร้า เราจึงทอดทิ้งของดีของวิเศษของบ้านเราเสีย

.

แต่พอมีกระแส NLP  ที่ใส่การตลาดเน้นผลลัพธ์เป็นความร่ำรวยล้นฟ้า นำคนที่ประสบความสำเร็จ (บางส่วนตามกราฟระฆังคว่ำ)มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ย่อมสร้างความหวัง และความต้องการเรียนมากจนเป็นกระแส เพราะผู้คนก็เห็นเป็นวิเศษที่จะบันดาลชีวิตให้รุ่งเรืองได้ 

แต่คำถามคือ นี่ไม่ได้เป็นความงมงายอีกรูปแบบหนึ่ง ที่บรรจุอยู่ในแพ็คเก็ตจิ้งอันสวยงามราคาแพงหรอกหรือ ?

.

ผู้ศึกษาพุทธศาสตร์อย่างลึกซึ้ง จึงไม่ตื่นตูมกับ NLP  แต่ในขณะที่คนศึกษา NLP ต่างหากที่มองผู้ศึกษาพุทธว่าไม่รู้เรื่อง NLP  ไม่เข้าใจวิชาอันวิเศษที่จะทำให้ร่ำรวยล้นฟ้านี้  นี่เป็นเรื่องของมุมมอง และขาดการศึกษาเชิงเปรียบเทียบ

.

ผมขอให้ทุกท่านเข้าใจให้ชัดเจนกับกระแสที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้ และรู้จักศาสตร์ต่างๆ ให้กว้างลึกซึ้ง ตามที่ควรจะเป็น ไม่มาก และไม่น้อยไป อย่างที่ผมกล่าวไป และที่สำคัญไม่ควรเห่อของฝรั่งจนมองข้ามศาสตร์คู่บ้านคู่เมืองไทยแต่โบราณ ซึ่งทรงคุณค่ามากกว่า

.

แน่นอน การอธิบายเช่นนี้ ย่อมมีทั้งผู้ที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย หรือสาวก NLP อาจไม่ชอบผมไปเลย ...แต่ผมก็ชินกับความรู้สึกเหล่านี้แล้ว สิ่งที่ผมคิดอย่างเดียว คือปรารถนาให้คนไทยเก่ง คนไทยแต่เดิมเป็นคนเก่ง แต่ด้วยความที่เราเป็นคนดีมองโลกบวกหัวอ่อนจึงไม่ทันกลเกมส์การตลาดของฝรั่งหลอกเอา  กลายเป็นเบี้ยล่างเสียดุลย์เขาแบบนี้  ผมว่ามันไม่ถูกต้อง มันน่าเศร้า  ขอให้ตาสว่างเถิดครับ

.

NLP ถือเป็นศาสตร์ที่ดี ผมไม่แอนตี้ อย่าเข้าใจว่าผมแอนตี้ ตัวศาสตร์นั้นดีแน่นอน และการทำการตลาดผมก็ไม่ได้แอนตี้ จะขายของก็ต้องมีการตลาด แต่ขอให้ราคาค่าเรียนเหมาะสมกับผลลัพธ์ที่จะได้จริง แต่เราไม่ควรจ่ายค่าการตลาดจนมากเกินสมควร

ถ้าเรียนแล้วรวยร้อยล้าน ต่อให้ค่าเรียนเป็นล้าน ผมก็ว่าไม่แพงหรอกครับ

แต่จ่ายแพงแล้วไม่ค่อยได้ผลลัพธ์อะไร เราจะยอมจ่ายไหมครับ ?

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ปัญญาญาณแบบพื้นๆ



ความเห็น (0)

คำสำคัญ (Tags)

#สมาธิ#์NLP

หมายเลขบันทึก

659260

เขียน

12 Jan 2019 @ 13:26
()

แก้ไข

12 Jan 2019 @ 14:41
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
ดอกไม้: 1, อ่าน: คลิก