Elements of Knowledge Management องค์ประกอบของการจัดการความรู้


องค์ประกอบของการจัดการความรู้

แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการความรู้ โลกของเทคโนโลยีมีการพัฒนา ทั้งข้อมูลข่าวสาร สารสนเทศ ของแต่ละองค์กรก็ต้องมีมากขึ้น ดังนั้น การทำความเข้าใจกับองค์ความรู้ และความหมายต่าง ๆ อย่างถ่องแท้ จะทำให้เราแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นภายในองค์และมีความเข้าใจในองค์กร โดยแนวคิดเกี่ยวกับการจัดการความรู้แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มที่ 1: เยอะแต่ไม่ยาก ลักษณะปัญหาของกลุ่มนี้คือ : เรื่องของระเบียบ ถูกผิด มักเกิดในองค์กรที่มีแบบแผนในการทำงาน กระบวนการทำงานและระบบการควบคุมสูง ลักษณะงานดำเนินการตามขั้นตอนไปเรื่อย ๆ มีวิธีที่ถูกต้องและสามารถหาคำตอบที่ดีที่สุดได้ เพราะมีระเบียบแบบแผนเขียนไว้ชัดเจน การจัดระบบข้อมูลและวิธีการทำงานอย่างชัดเจน รวมทั้งกลั่นกรองข้อมูลใหม่ที่จะเข้ามาในระบบ เรียนรู้จากวิธีการทำงานที่ดีที่สุดที่เคยมีคนปฎิบัติ

กลุ่มที่ 2: ยากแต่ไม่ยุ่ง ลักษณะปัญหาในกลุ่มนี้คือ : มีความสัมพันธ์ระหว่าสาเหตุและปัญหา แต่ไม่ชัดเจน รู้เฉพาะหลุ่มบุคคล มักเกิดในองค์กรที่เน้นวิชาชีพสูงมีความชำนาญ มีประสบการณ์มาก มีภาษา และรูปแบบการทำงานที่ยอมรับกันในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ปัญหานี้ไม่ซับซ้อน มีความยากแต่สามารถถ่ายทอดได้ ขึ้นอยู่กับเวลาและสติปัญยาของแต่ละบุคคล ถ่ายทอดความรู้ในกลุ่มผู้รู้และมืออาชีพเท่านั้น
ลักษณะของปัญหานี้ แม้จะเข้าใจและอธิบายได้ แต่ก็ไม่มีใครเข้าใจทฤษฎีทั้งหมด คำตอบที่ได้อาจไม่ดีที่สุด อาศัยการรับรู้และตอบสนองปัญหา แต่บางครั้งผู้เชี่ยวชาญ ก็เสริมและสลายการสร้างความรู้ใหม่ ๆ บางครั้ง เมื่อผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายมีการอภิปราย มักใช้เวลานานและไม่อาจตัดสินใจได้ว่าวิธีไหนจะดีที่สุดในการแก้ปัญหา

กลุ่มที่ 3: ซับซ้อนและมีความยาก ลักษณะปัญหาของกลุ่มนี้คือ : แบบนี้มีความสลับซับซ้อน เกิดจากองค์ประกอบของหลากหลายสาเหตุนั่นคือทำนายไม่ได้ แต่ต้องอาศัยการสังเกตจากสัญญาณต่างๆ อาศัยการสื่อสารกันภายในระหว่างกันเพื่อรวบรวมข้อมูลมาประกอบเข้าด้วยกันให้เข้าใจปัญหา ต้องอาศัยการแบ่งปันประสบการณ์ ลักษณะของปัญหาไม่สามารถหาคำตอบที่ดีได้ในบางครั้ง ต้องผ่านเหตุการณ์ต่างๆ พอสมควรกว่าที่คนจะทำความเข้าใจกับเหตุการณ์นั้นได้

กลุ่มที่ 4: วุ่นวานและโกลาหล ลักษณะปัญหาของกลุ่มนี้คือ : แบบนี้เป็นอะไรที่เราไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนเพราะเป็นเรื่องใหม่ สถานการณ์ไม่แน่นอน และไม่มีหลักการใดๆจะช่วยในการตัดสินใจ ลักษณะของปัญหาจึงเป็นความ วุ่นวาย ผู้นำต้องเป็น การจัดการวิกฤต ตอบสนองตามเหตุการณ์ได้อย่างทันท่วงที รู้จักใช้อำนาจที่มีทั้งในทางโน้มน้าวและการผูกใจเพื่อให้เกิดวินัยและการควบคุม


  1. องค์ประกอบสำคัญของการจัดการความรู้ (Knowledge Process)

ในโลกปัจจุบันเป็นยุคสังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ ต้องอาศัยความรู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร เพื่อให้องค์กรมีขีดความสามารถในการแข่งขันและดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสร้างความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ ประกอบของการจัดการความรู้ประกอบด้วย

  1. “คน” ถือว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดเพราะเป็นแหล่งความรู้ และเป็นผู้นำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์
  2. “เทคโนโลยี” เป็นเครื่องมือเพื่อให้คนสามารถค้นหา จัดเก็บ แลกเปลี่ยน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้อย่างง่าย และรวดเร็วขึ้น
  3. “กระบวนการความรู้” เป็น การบริหารจัดการ เพื่อนำความรู้จากแหล่งความรู้ไปให้ผู้ใช้ เพื่อให้เกิดการปรับปรุง และนวัตกรรม โดย 3 องค์ประกอบนี้ต้องทำงานร่วมกันอย่างเมาะสม เพื่อ เพิ่มคุณภาพและศักยภาพขององค์กร โดยนำความรู้เดิม มาบูรณการเป็นความรู้ใหม่ นำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น จนเป็นวงจรแห่งการเรียนรู้ ที่เพิ่มพูนอย่างไม่สิ้นสุด

  1. ทีมการจัดการความรู้

ทีมดำเนินการประยุกต์ KM ควรใหญ่แค่ไหน ตามผลการสำรวจทั่วโลกขนาดใหญ่ที่สุดคือ ๒๑ คน ในองค์กรที่มีพนักงาน ๓ แสนคน ขนาดใหญ่ตามที่แนะนำในหนังสือคือ ๙ คน เล็กที่สุด (ที่จะทำงานได้ดี) ๓ คน ส่วนใหญ่อยู่ที่ ๔ คน หากองค์กรมีขนาดใหญ่ ทีม KM ก็มักจะใหญ่ตาม แต่ก็ไม่ได้ใหญ่ตามสัดส่วนขององค์กร

ชุดทักษะที่ต้องการ ทีม กระบวนการจัดการความรู้ (KM) ต้องมีทักษะ ๗ ประการ ซึ่งหาไม่ได้ในคนคนเดียว จึงต้องจัดทีมให้มีทักษะครบทั้ง ๗ ได้แก่

  1. ทักษะเชิงธุรกิจ เป็นทักษะการทำงานในสายงานธุรกิจ (functional business) เช่นทีม KM ในโรงพยาบาลต้องมีหมอหรือพยาบาลอยู่ในทีม KM ซึ่งจะช่วยให้การทำ KM ฝังเข้าไปใน ธุรกิจ ไม่แปลกแยกจากธุรกิจ
  2. ทักษะ ‘คุณอำนวย’ ประเด็นนี้ในบริบทไทยไม่ต้องการคำอธิบาย แต่ในบทถัดๆ ไป จะพบว่า หน้าที่นี้แตกบทบาทย่อยจำเพาะแต่ละกิจกรรมมากมาย
  3. ทักษะการจัดระบบความรู้ เป็นทักษะการจัดหมวดหมู่ของความรู้แจ้งชัด (explicit knowledge) ในส่วนนี้ต้องการทักษะ information management, content management, records management, metadata management, taxonomy, document lifecycle management, และทักษะการจัดการห้องสมุด
  4. ทักษะการจัดการการเปลี่ยนแปลง ได้แก่ทักษะการสื่อสารและการชี้ชวน, ทักษะการฝึก อบรม, coaching, mentoring การทำ ‘การตลาด’ ทั้งภายในและภายนอกองค์กร
  5. ทักษะการจับความและการเขียน เพื่อใช้ “ถอดความรู้” และเขียนเป็นเอกสาร ทักษะนี้แจกแจงออกได้เป็น ทักษะการสัมภาษณ์ จับความรู้ อภิปราย วิเคราะห์ สรุป เขียน และนำเสนอ ต้องมีสมาชิกทีมอย่างน้อย ๑ คนที่เก่งด้านนี้
  6. ทักษะ ไอที ต้องมีสมาชิกทีมอย่างน้อย ๑ คนที่มีทักษะนี้ ที่รู้ความเป็นไปของระบบไอที ขององค์กร เข้าใจศักยภาพของเทคโนโลยีในการเป็นปัจจัยสนับสนุน KM มีทักษะในการ ติดต่อประสานงานกับแผนก ไอที หากคนของแผนก ไอทีบอกว่า ‘ทำไม่ได้’ สมาชิกของทีม คนนี้ต้องมีวิธีให้ทำไดh
  7. ทักษะการจัดการโครงการ (project management) ได้แก่การทำแผนโครงการ การกำหนด ผลลัพธ์ที่จะต้องส่งมอบเป็นระยะๆ การติดตามความก้าวหน้า และจัดการขอบเขตของงาน และการปรับแผนตามข้อเรียนรู้ (lessons learned) ระหว่างดำเนินการโครงการ

เจตคติและคุณค่า หัวใจคือ สมาชิกทีมจะต้องมีศรัทธา และมีไฟหรือความชื่นชอบเป็นพิเศษต่อ KM รวมทั้งมีความรู้เรื่อง KM สมาชิกทีมต้องได้เรียนรู้ทฤษฎี และได้รับการฝึกทักษะ KM ทักษะการถ่ายทอด best practice และมีโอกาสไปเข้าร่วมกิจกรรมการประชุม KM ในที่ต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกองค์กร ควรเข้าร่วม CoP เรื่อง KM และมีความกระตือรือร้นในการประยุกต์เทคนิคและเครื่องมือ KM ต่อการทำงานของตนเอง

บทบาทของสมาชิกทีม สมาชิกของทีม KM คนหนึ่งอาจแสดงบทบาทได้หลายบทบาท ดังต่อไปนี้

1. ผู้จัดการโครงการ (Project manager) 2. ผู้จัดระบบความรู้ (Knowledger manager)3. ผู้นำการสื่อสาร (Communications lead)4. ผู้ปฏิบัติงาน KM และโค้ช (KM workers and coaches)


  1. การจัดการความรู้กับเครือข่ายเว็บสังคม

Knowledge Management on Web social network เมื่อกระแส KM ที่เกิดขึ้นหลายปีก่อนมาต่อบรรจบกับเทคโนโลยี WEB 2.0 ที่กำลังแรงในปัจจุบัน การผสมผสานและประยุกต์ใช้จากทั้งสองกระแสนี้จึงเกิดขึ้น ความรู้ ตำราวิชาการ งานเขียน ข่าวหรือบทความแสดงความคิดเห็นต่างๆ ทั้งจากระดับขององค์กรและส่วนบุคคล ต่างก็ผันตัวมาอยู่ในชุมชนออนไลน์อย่าง เว็บบล็อก เว็บเครือข่ายสังคม กันแทบทั้งสิ้น (เนื้อหาที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้ก็ด้วย) เกิดเป็นสังคมข้อมูลความรู้ขนาดใหญ่ ที่ทุกคนสามารถเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งได้ ดังนั้นหากเราจะกล่าวว่าในปัจจุบัน บรรดา Weblogs, Twitter, Wikipedia, YouTube, Google ฯลฯ ได้ก้าวขึ้นมาเป็นเครื่องมือที่โดดเด่นในการจัดการความรู้ของมวลมนุษยชาติ ก็คงจะไม่เกินไปนัก

ทำไมต้องจัดการความรู้ด้วยเทคโนโลยีเครือข่ายสังคม กระแสการทำ KM หรือบทความ การอบรมสัมมนา ที่กล่าวถึงการจัดการความรู้ด้วยเทคโนโลยีเว็บ 2.0 เวลานี้ ส่วนใหญ่นั้นมักจะนำเสนอไปในทิศทางของการสอนวิธีนำเทคโนโลยีเว็บ มาใช้เป็นเครื่องมือจัดการความรู้ อาทิ เริ่มสร้างบล็อกอย่างไร สมัครที่ไหนดี ฯลฯ โดยมีนัยมุ่งหวังให้เกิด Content จากการแปลง Tacit knowledge เป็น Explicit knowledge เท่านั้น แต่น้อยคนที่จะกล่าวในทิศทางย้อนกลับ และลงลึกไปในมิติเชิงสังคมของการใช้เทคโนโลยีเว็บ 2.0

เพราะเป้าหมายของการจัดการความรู้คือการสร้าง ”สังคม” สังคมหรือสภาพแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่การส่งเสริมให้สร้าง Content มาเก็บไว้รอการนำไปใช้เท่านั้น ตัวคนต่างหากที่เป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุด จาก 3 องค์ประกอบหลักในกระบวนการจัดการความรู้ (1.คน 2.เทคโนโลยี 3.การจัดการ) เนื่องจากคนเป็นได้ทั้งต้นทางผู้สร้างความรู้ ผู้ถ่ายทอด และผู้นำความรู้ที่ได้รับไปปฏิบัติ แต่คอมพิวเตอร์ ฐานข้อมูล แฟ้มเอกสาร หรืออินเทอร์เน็ต นั้นเป็นเพียงเครื่องมือที่อำนวยความสะดวกให้เท่านั้นเครื่องมือจัดการความรู้ที่ได้รับความนิยมคือ CoP (Community of Practice) หรือชุมชนนักปฏิบัติ ชุมชนแห่งการเรียนรู้ ซึ่งคุณลักษณะของเว็บเครือข่ายสังคม ก็จัดเป็น CoP รูปแบบหนึ่ง แต่มีความพิเศษกว่าตรงที่เป็นเครื่องมือที่รวมองค์ประกอบทั้งสามส่วนไว้ได้อย่างกลมกลืน และสามารถผลักดันไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ได้รวดเร็วกว่า

Web social network ช่วยจัดการความรู้ให้ดีขึ้นได้อย่างไร - ช่วยให้กระบวนการจัดการความรู้ทำได้อย่างกว้างขวาง และสามารถจำกัดหรือขยายขนาดของเครือข่ายสังคม ตั้งแต่ระดับกลุ่ม ไปจนถึงระดับประเทศ ระดับสากลทั่วโลกได้ - เปิดโอกาสให้เข้าถึงและร่วมเป็นส่วนหนึ่งได้ง่ายและสะดวกกว่า - เว็บเครือข่ายสังคม จะลบภาพของลำดับตำแหน่งหน้าที่ ความอาวุโสทางโครงสร้างองค์กรออกไป แล้วอยู่ร่วมกันโดยอาศัยความเคารพในองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ ความคิดเห็น เป็นเกณฑ์ทางสังคม ซึ่งเป็นส่วนดีที่สำคัญ ที่ - การนำคนที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน มาร่วมแลกเปลี่ยนและตรวจสอบองค์ความรู้นั้นร่วมกับผู้เชี่ยวชาญบุคคลอื่นๆ ในวงกว้าง เพื่อปรับองค์ความรู้ที่มีอยู่ ให้เกิดความถูกต้องสมบูรณ์ที่สุดสามารถสนทนาโต้ตอบ แลกเปลี่ยนทัศนะมุมมององค์ความรู้นั้นๆ กับผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงชั้นนำได้อย่างใกล้ชิดมากขึ้น โดยที่ในชีวิตจริงอาจจะแทบเป็นไปไม่ได้ - เว็บเครือข่ายสังคม ทำให้มีปฏิสัมพันธ์กันได้อย่างสม่ำเสมอ จนสร้างความรู้สึกผูกพันเป็นมิตร ความไว้วางใจระหว่างกัน ที่จะช่วยให้เกิดความตั้งใจและใส่ใจต่อการถ่ายทอดแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่มีประสิทธิภาพมากกว่า - เราสามารถเรียนรู้ ทำความเข้าใจได้ไปจนถึงที่มา แนวคิด กระบวนการวิเคราะห์ การแก้ไขปัญหา หรือแม้กระทั่งรูปแบบการดำเนินชีวิตของผู้เชี่ยวชาญ และสมาชิกในสังคมได้ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการกลั่นกรององค์ความรู้แต่ละชิ้นให้เข้าใจได้ลึกซึ้งและมีความบริสุทธิ์ถูกต้องได้ดีขึ้น

เราสามารถเข้าร่วมเป็นสมาชิกในเว็บเครือข่ายสังคม ที่เรามีความชำนาญหรือสนใจเรียนรู้ได้ เช่น อาจเข้าร่วมในชุมชนนักปฏิบัติของกลุ่มผู้ใช้ iPhone, BlackBerry, Windows, Apple, Cisco, Oracle, CMS, ฯลฯ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์องค์ความรู้ระหว่างกัน โดยภายในชุมชนนั้นอาจมีทั้ง ผู้วิจัยและพัฒนา ผู้ผลิต ผู้เชี่ยวชาญ วิศวกรระบบ ผู้ชำนาญการใช้ ผู้ใช้ระดับกลาง และระดับต้น จนถึงมือใหม่หัดใช้ จากทั่วโลกได้แทบทั้งสิ้น กิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ ก็จะยิ่งช่วยขยายผลของการจัดการความรู้ให้กว้างขวางมากขึ้น จากระดับกลุ่มชุมชนนักปฏิบัติเล็กๆ ขยายสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ และสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ที่มีชีวิต มีความเคลื่อนไหว มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างสม่ำเสมอ นั่นคือการจัดการความรู้ที่แท้จริง เพราะความรู้นั้นไม่เคยหยุดนิ่ง

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน องค์ประกอบของการจัดการความรู้



ความเห็น (0)

หมายเลขบันทึก

657479

เขียน

07 Nov 2018 @ 19:33
()

แก้ไข

07 Nov 2018 @ 19:39
()

สัญญาอนุญาต

สงวนสิทธิ์ทุกประการ
อ่าน: คลิก